อัปเดตล่าสุด 2019-06-09 17:08:34

ตอนที่ 11 บทที่ 11

                “แล้วไง มาถึงนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” น้ำเสียงปกปิดความเซ็งไว้ไม่มิดของรณภพเอ่ยถามออกไป หากแต่ว่าคนตรงหน้าไม่ยอมตอบกลับ เอาแต่นั่งอมยิ้มจนแก้มปริ บางครั้งก็แอบหลุดเสียงหัวเราะออกมา

                สุดท้ายความอดทนของคนถามก็ถึงขีดสุด เขากระแทกตะเกียบที่คีบเส้นบะหมี่เหลืองค้างไว้ลงกับชามอย่างแรง เสียงดังเสียจนคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ หันมามองอย่างตกใจ เจ้าของร้านที่กำลังยกชามใส่หนังปลากรอบมาเสิร์ฟกับชะงัก ยิ่งเมื่อชายหนุ่มตวาดเสียงลั่น คราวนี้ทุกคนในร้านบะหมี่แทบจะเทความสนใจมาให้ที่รณภพ

                “นี่ไอ้อ้วน! จะตอบพี่ดีๆ ไหม ถ้าไม่ตอบพี่จะกลับล่ะ!”

                “โอ๋!” เธอรีบลุกขึ้นเอื้อมมือไปจับแขนกำยำของพี่ชายทันที ก่อนที่จะดึงเขาให้นั่งลงตามแล้วออดอ้อน “ล้อเล่นน่า ก็มันขำนี่!” ว่าแล้วเธอก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอีกรอบ

                รณภพหรี่ตามองน้องสาวตัวป่วนอย่างคาดโทษ

                “ยังไม่เลิกขำอีก มีอะไรน่าขำนัก”

                หญิงสาวทำตาวาวแล้วรีบอธิบายเสียงแจ๋ว

                “น่าขำจะตายไปพี่ภพ ก็พี่เคยกลัวผีซะที่ไหน แต่วันนี้สิ...ฮ่าๆ” เพียงแค่นึกถึงภาพผู้ชายตัวโต กับผมเผ้าชี้โด่ชี้เด่และมีสีหน้าตื่นกลัว ไหนจะยังเหงื่อไคลที่ไหลย้อยตามใบหน้า ที่สำคัญเสียงกรีดร้องที่ดังจนไปถึงข้างนอกนั่น มันก็น่าขำไม่หยอก

                ผีผู้หญิงที่รณภพเห็นแท้จริงแล้วไม่ใช่ใครอื่น นอกจากน้องสาวของเขา! ยายพัสตรา จบอักษร ผู้หญิงที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าผีตนใดเสียอีก แล้วที่เขาเห็นร่างเธอลอยผ่านไปได้นั้นก็เพราะว่าเธอกระโดดผ่านหน้าประตู! ส่วนที่เขามองไม่เห็นเธอตอนส่องตาแมวก็เพราะเธอแอบไปหลบที่ไกลจากระยะตาแมวนั่นเอง

                พัสตราหัวเราะคิกคักนานเกือบสองนาที เธอยกมือเป็นเชิงขอโทษเมื่อสบตาที่จ้องเขม็งของรณภพ

                “โอเค เลิกขำแล้วๆ”

                ทว่ารณภพก็ยังเห็นรอยยิ้มหัวเราะของเธออยู่ดี

                “ว่าแต่มาถึงนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” พี่ชายถามเป็นรอบที่ห้า

                “สองวันได้แล้ว แต่ไปนอนบ้านเพื่อนมา”

                “ใคร ?”

                พัสตราเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินคำถาม

                “หวงน้องสาวหรือไง พัดอายุยี่สิบสองแล้วนะ” เธอบอกแล้วชี้ปลายตะเกียบไปทางหน้ารณภพ ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ยอมรับ

                “ใครว่า พี่กลัวเธอจะไปทำใครเดือดร้อนต่างหาก”

                “บอกมาดีๆ  ไปนอนบ้านใคร ผู้ชายหรือเปล่า ?”

                พัสตราขำ คนอะไรปากแข็งน่าดู บอกว่าไม่หวง แต่กลับถามยิกเชียว ผู้เป็นน้องสาวยังไม่ตอบทันที ราวกับจงใจปล่อยให้พี่ชายกระวนกระวายเล่น เธอจัดการโซ้ยบะหมี่ในชาม ในขณะที่รณภพได้แต่มองค้อน หันไปมองรถราที่นานๆ ทีจะขับผ่านไปมาสักคันสองคัน ก่อนที่จะหันกลับมามองที่น้องสาวตัวดีอีกครั้ง

                “ว่าไง ?”

                “ไปนอนบ้านเพื่อน...” เธอรีบพูดต่อ “ผู้หญิง ชื่อพลอย สวยนะจะบอกให้”

                “เพื่อนที่ไหน มหา’ลัยเหรอ ?”

                “ช่าย” เธอตอบเสียงยานคาง “รู้จักกันมานานแล้ว ไว้จะพามารู้จัก”

                “แค่เธอคนเดียว พี่ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว” รณภพพูดอย่างเบื่อหน่าย สายตาแฉลบมองดูผู้หญิงหุ่นเซ็กซี่คนหนึ่งที่เดินมานั่งในโต๊ะซึ่งเยื้องไปจากโต๊ะของพวกเขา

                เสื้อผ้าน้อยชิ้น แต่งหน้าแต่งตาจัดจ้าน จะว่าสวยก็สวยอยู่ แต่ไม่ใช่สเป็ค เขาไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้าจัด และด้วยเพราะอิทธิพลต่อต้านนี้ ทำให้พัสตราไม่ค่อยได้แต่งหน้าไปด้วย

                เขาได้ยินเธอคนนั้นสั่งบะหมี่เกี๊ยวกุ้งพิเศษ ไม่ใส่ถั่วงอก

                “พี่จะกลับไปเยี่ยมแม่เมื่อไหร่ แม่บ่นคิดถึงพี่มากเลยนะ บ่นว่าโทรหาทีไรพี่ก็ไม่ค่อยคุย”

                ความจริงแล้วรณภพไม่ใช่หนุ่มกรุงเทพฯ อย่างที่ลุงสม ลุงเมียง หรืออีกหลายๆ คนที่หมู่บ้านแถวหาดบ้านเพเข้าใจ แต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องมาทำงานที่นี่เพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อความสุขสบาย ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา เขาจึงกลายเป็นหนุ่มกรุงเทพฯ ไปโดยปริยาย

                กระนั้นเขาก็ยังคงไม่ลืมบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ลืมมารดาที่ปักหลักพักที่นครสวรรค์ ทั้งที่เขาบอกให้มาอยู่ที่นี่ด้วยกัน แต่เธอกลับบอกลูกชายว่า “แม่เกิดที่นี่ ก็จะอยู่ที่นี่ อีกอย่าง แม่ไม่อยากทิ้งพ่อไป...”

                เธอยืนกรานเช่นกัน แม้ว่าคนที่เธอไม่อยากทิ้ง จะทิ้งเธอไปแล้วด้วยโรคมะเร็งปอดก็ตาม

                “คงเร็วๆ นี้ล่ะ งานพี่เสร็จแล้ว แล้วเราล่ะ ได้งานทำหรือยัง ?”

                เขาได้ยินพัสตราถอนหายใจเบาๆ  ก่อนจะตอบกลับ

                “ไม่รู้สิ ก็สมัครไปหลายที่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เขาอยากได้คนมีประสบการณ์”

                นั่นถือเป็นงานหินสำหรับคนที่เพิ่งจบมาหมาดๆ เลยทีเดียว

                “เดี๋ยวก็ได้เอง จบบัญชีมา ไม่ตกงานหรอก”

                เขาให้ความเชื่อมั่นน้องสาว เธอยิ้มกลับ แต่กระนั้นแววตาก็ยังเจือความกังวลอยู่นิดๆ รณภพเอื้อมมือไปโคลงศีรษะของพัสตราเพื่อให้เธอคลายกังวล

                “เชื่อพี่สิ เธอต้องได้งานอยู่แล้ว เอ้า! พี่ยกนี่ให้เลย” รณภพคีบเกี้ยวหมูชิ้นโตใส่จานของพัสตรา “ถือว่าเป็นของขวัญให้กับการที่เธอจะได้ทำงาน”

                คำปลอบใจนั้นทำให้พัสตราน้ำตารื้น เธอยิ้มและพยักหน้ารับ ก่อนที่จะคีบเกี๊ยวชิ้นโตขึ้นมาแล้วเอาใส่ปาก เป็นเกี๊ยวที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยกินมา

                รณภพเป็นพี่ชายที่คอยให้กำลังใจเธอมาตลอด หลายครั้งที่เธอท้อแท้ ก็มีเขานี่ล่ะ ที่ทำให้เธอลุกขึ้นกลับมาหยัดยืนได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่เธอรักมากที่สุด พอๆ กับบิดาที่เสียไปหลายปีแล้ว

                พัสตรายกมือปาดน้ำตาที่ไหลลงมาพลางพูดเสียงอู้อี้

                “ขอบคุณนะพี่”

                “มันตกพื้นแล้ว พี่เสียดายก็เลยยกให้” เขาพูดแก้เก้อ

                “แต่ให้แค่เกี๊ยวนี่น้อยไปหน่อยนะ ไม่เห็นอยากได้เลยของแค่นี้” พัสตราพูดแก้เก้อเช่นกัน

                ช่างเป็นพี่น้องที่ปากน่าเตะเสียจริง!

 

                หลังจากจบมื้อดึกที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวเจ้าอร่อย สองพี่น้องก็พากันขึ้นคอนโดฯ ทีแรกพัสตราบอกว่าจะกลับไปพักที่คอนโดฯ ของตัวเอง แต่รณภพก็ยืนกรานว่าให้พักด้วยกันที่นี่ ส่วนเหตุผลน่ะหรือ...เขาบอกเธอไปว่า...

                “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ประหยัดได้ก็ประหยัดเถอะ”

                พัสตรามองค้อน เอาเถอะ เทียวไปเทียวมาดึกๆ ดื่นๆ ก็อันตรายเหมือนกัน เธอจึงเดินตามรณภพจนขึ้นมาถึงห้องพักของเขา เมื่อเข้าไปด้านใน เธอก็ผงะเหมือนกับเมื่อสองชั่วโมงก่อนที่เข้ามาในห้อง

                “หือ! ทำไมกลิ่นยังไม่หายอีก เหม็นมากเลยพี่ภพ” เธออุดจมูกพลางพูดเสียงอู้อี้และโบกมือไปมาในอากาศ “เสื้อผ้าก็เอาลงไปแล้ว ทำไมกลิ่นยังติดอยู่นะ”

                เธอกวาดตามองหาสาเหตุ เตียงก็จัดดีแล้ว เสื้อผ้าที่รณภพไม่ได้ซักมาตลอดสองอาทิตย์หลังจากที่กลับมาจากพักร้อนก็ขนลงไปไว้ร้านซักรีดชั้นล่างแล้ว ขยะก็ยกออกไปนอกห้องแล้วเช่นกัน แล้วยังจะมีอะไรส่งกลิ่นเหม็นได้ขนาดนี้อีก

                “นี่ห้องพี่มีหนูมาตายหรือเปล่า ?”

                “เว่อร์!” รณภพโพล่งออกมา “จะมีได้ไง คิดมาก จะทำอะไรก็ทำ พี่นอนก่อนล่ะ” เขาว่าเสร็จก็กระโจนขึ้นเตียงนอน แนบแก้มลงกับหมอนนุ่มแล้วหลับตาลงทันที

                “อี๋! น้ำท่าก็ไม่อาบ สกปรกจริง ไม่แปลกใจเลยทำไมห้องถึงเหม็นเน่าขนาดนี้”

                รณภพยกมือขวาขึ้นแล้วขยับนิ้วโป้งแตะปลายนิ้วทั้งสี่ทำเป็นรูปปากขยับ ก่อนจะลดมือลงแล้วผล็อยหลับไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทิ้งให้น้องสาวปวดหัวกับกลิ่นเหม็นเน่าที่ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องตลอดทั้งคืน

 

                กลางดึก พัสตราสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมาที่ตน เธอไม่แน่ใจว่าฝันไปหรือเปล่าที่เห็นผู้หญิงสวมชุดขาวยืนมาอยู่ตรงหน้า เธอเอื้อมมือไปเขย่าตัวพี่ชาย

                “พี่ภพ มีคนมาหา”

                ชายหนุ่มหลับลึกเกินกว่าจะรู้สึกตัว

                “พี่ภพ ตื่นก่อนเร็ว” พัสตราออกแรง คราวนี้พี่ชายเริ่มครางถามในลำคอ

                “หืม...อะไร ?”

                “มีคน...” คำพูดที่เหลือกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อหันไปพบความว่างเปล่าในจุดที่เคยมีหญิงสาวปริศนายืนอยู่ พัสตราขยี้ตาสองสามครั้ง หรือว่าเธอจะตาฝาดไป...หญิงสาวตัดสินใจว่าคงจะเป็นเช่นนั้น แล้วก็จมดิ่งสู่นิทรา

                ทว่าทันทีที่เปลือกตาปิดลง ร่างของผู้หญิงคนเดิมก็ปรากฏขึ้น ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นราวกับถูกสร้างมาเพื่อจ้องมองชายที่อยู่บนเตียงอย่างเคียดแค้น...

 

                เช้าตรู่มาเยือนพร้อมกับเสียงบ่นยืดยาวของพัสตราว่านอนไม่หลับ เพราะเจอทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนอะไรตายซาก รวมไปถึงผู้หญิงปริศนาที่เธอคิดว่าคงเป็นแค่ความฝัน แล้วก็ยังมีเสียงไอประหลาดอีก ครั้นรณภพถามว่าเป็นเสียงของเขาเองหรือเปล่า พัสตราก็ส่ายหน้าหวือ

                “เป็นเสียงผู้หญิงพี่ เสียงไอตลอดคืนเลย พี่ไม่ได้ยินเหรอ ?” น้องสาวถามเสียงใส “ข้างๆ ห้องมีคนอยู่เหรอพี่ ? สงสัยเขาคงไม่สบายเอามากๆ  พัดว่าพี่หายงหายาไปให้เขาเหอะ”

                รณภพแกล้งเออออพยักหน้าเพื่อให้น้องสาวหายกังวล

                พัสตราเตรียมตัวกลับตอนสายๆ เธอบอกว่าจะมาเยี่ยมใหม่วันหลัง และสัญญาดิบดีว่าจะไม่มาหลอกแบบคราวนี้อีก เมื่อส่งน้องสาวขึ้นแท็กซี่เรียบร้อย รณภพก็เดินกลับขึ้นห้อง…ห้องที่เขาเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า…มีเขาอยู่เพียงลำพัง

                สีหน้าและคำพูดของน้องสาวจริงจังจนเขาไม่อาจคิดเป็นอื่น นั่นหมายความว่าเธอได้ยินเสียงประหลาดจริงๆ

                เสียงที่เขาเองก็ได้ยิน หากแต่พร่ำบอกกับตัวเองว่าเป็นแค่อาการจิตหลอน…

                เสียงนั้นมาจากที่ใด เขาไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่เสียงจากข้างห้องแน่นอน เพราะเมื่อครู่เขาไปถามเจ้าของคอนโดฯ แล้วว่ามีใครพักห้องข้างๆ ของเขาหรือเปล่า

                คำตอบก็คือ

                ไม่มี…

                ทั้งซ้ายและขวา ไม่มีใครพักสักคน…

                หากเช่นนั้น เสียงที่เขาและพัสตราได้ยิน

                เป็นเสียงของใคร ?!

 

                รณภพต้องทนอยู่กับบรรยากาศน่าอกสั่นขวัญแขวนอยู่อีกหลายวัน อยู่กับสายลมแรงที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิต จวบจนกระทั่งมีพายุคลื่นลูกใหญ่ที่รุนแรงกว่าโหมเข้าหา ชนิดที่ว่าเขาตั้งตัวแทบไม่ทัน

                งานของเขาไม่ผ่านการพิจารณา!

                รณภพนั่งอ่านข่าวร้ายที่เพิ่งได้รับในเช้าวันนี้ สายตาไล่อ่านทุกตัวอักษรรอบแล้วรอบเล่า ในนั้นกล่าวถึงเหตุผลอยู่สองสามข้อว่าทำไมงานของเขาถึงไม่ผ่าน

                เขารีบโทรหาบรรณาธิการแล้วพูดคุยถึงเรื่องนี้ บ้าจริง! เขาทุ่มเททุกอย่างทั้งแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ แล้วเหตุใดงานของเขาถึงถูกปฏิเสธ! ที่สำคัญทางสำนักพิมพ์เป็นคนแจ้งมาเองว่าสนใจงานที่เขาโพสต์ในเว็บออนไลน์ ให้ส่งต้นฉบับทั้งหมดมาเพื่อจัดตีพิมพ์!

                รณภพรู้สึกเหมือนโดนยิงจนจุกอยู่กลางอก ไม่อาจขยับ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรออกมา นี่หรือเปล่าที่เรียกว่าเสียใจจนพูดไม่ออก ?

 

                งานของคุณรณภพยังไม่อาจเข้าถึงอารมณ์ของคนอ่าน เนื้อหาขาดความสมจริง เช่น ฉากที่น้ำค้างโดนเจ้านายหลอกไปเข้าโรงแรม ทั้งที่น้ำค้างเติบโตมาท่ามกลางความโหดร้ายรอบด้าน เห็นคนไม่ดีมาก็มาก เธอน่าจะรู้ทันอยู่แล้ว นอกจากนี้ บางฉากยังขาดความสมเหตุสมผล เช่น การที่ภูผาขับรถไปเจอน้ำค้างยืนจับมือกับเมฆาที่ริมถนน คุณรณภพน่าจะชี้แจงด้วยว่าทำไมภูผาถึงขับผ่านเส้นนั้น เรื่องของตัวละครหลักและความรักไม่สมหวังของทั้งคู่ ก็ยังไม่ดูสมจริง สถานที่ที่ใช้บรรยาย ยังขาดความละเอียดไปค่ะ

                หากว่าคุณรณภพแก้งานตามที่เราบอกแล้ว เรายินดีจะรับพิจารณาใหม่อีกครั้งค่ะ เราจะยังคงสนใจโครงเรื่องของคุณค่ะ ยังไงทางเรารบกวนขอให้คุณแก้งานตามจุดที่เราแนะนำด้วยค่ะ’

 

                รณภพทรุดกายลงนั่งบนพื้นอย่างเชื่องช้า มันแย่เหลือเกิน การถูกปฏิเสธ แย่เหลือเกิน การที่ต้องทำใจยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา มันไม่มีค่าอะไรเลย!

                ว่าที่นักเขียนหนุ่มผู้มีความฝันมืดหม่นมองเลยขึ้นไปบนโต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ตัวเก่งและกองเอกสารยังคาอยู่ตรงนั้น พลันภาพของตัวเขาที่อดหลับอดนอนเพื่อนั่งปั่นงานชนิดโต้รุ่งก็แวบเข้ามา ยิ่งตอกย้ำให้เขารู้ว่ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี!

                เมื่อวันวานยังรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนหน้าผา อยู่กับอากาศโล่งโปร่งสบาย แต่วันนี้กลับถูกผลักตกหน้าผา รอบด้านมืดมิด อึดอัดและกดดันจนหายใจไม่ออก รณภพไม่รู้จะก้าวต่อไปทางใด ซ้ายหรือขวา เขารู้สึกไร้ทิศทาง จะไปทางใดทางหนึ่งก็ไม่รู้อยู่ดีว่าปลายทางมีอะไรรออยู่

                รณภพไถลเหยียดตัวยาวไปกับพื้น พิงต้นคอไว้ที่ขอบปลายเตียง เขาหลับตาลงด้วยความท้อแท้ใจ เพียงแค่คิดว่าจะต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ เขาก็เหนื่อยจนไม่อยากจะทำอะไรแล้ว

                ตอนนี้รณภพเหมือนตกลงมาอยู่ใต้หน้าผา เขาลังเลว่าจะลุกขึ้นแล้วก้าวเดินทั้งที่รอบด้านมืดสนิทดีหรือไม่ หรือจะนั่งรอต่อไป รออะไรเขาเองก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีแรงจะลุกขึ้นสู้แล้ว

                ขณะนั้นเอง เขาก็ได้พบกับแสงสว่าง…เป็นแสงที่เขาลืมไปแล้วว่ามันอยู่กับเขาตลอดเวลา

                รณภพลืมตาขึ้นมองเพดาน สายตาของเขาบังเอิญมองไปเห็นส่วนหนึ่งกระดาษปึกหนาที่เขาโยนขึ้นไปไว้บนตู้เสื้อผ้าเพื่อซ่อนให้พ้นจากสายตาของพัสตรา

                ใช่แล้ว

                นี่ล่ะแสงสว่างที่จะช่วยนำทางให้เข้าขึ้นไปสู่จุดสุดยอดของหน้าผาอีกครั้ง!

                รณภพหยิบต้นฉบับปริศนาที่เขาอาจจะเผลอหยิบมาจากบ้านประหลาดหลังนั้น ชั่ววูบที่สีหน้าของชายหนุ่มฉายแววลังเล ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามา เขารู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เป็นเรื่องต้องห้ามโดยเฉพาะสำหรับวงการนักเขียน หากใครล่วงรู้เข้าล่ะก็ ไม่เพียงแต่เสียทั้งชื่อเสียง แต่ยังเสียทั้งเงินทองอีกด้วย

                ทว่า...งานชิ้นนี้ก็ไม่มีเจ้าของมิใช่หรือ ?

                รณภพภพเลื่อนตัวลงไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เอนหลังพิงปลายเตียง สายตาจับๆ จ้องๆ อยู่ที่ต้นฉบับในมือ

                บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่มานาน แถมต้นฉบับเรื่องนี้ก็ถูกทิ้งไว้ในห้องใต้ดิน สภาพฝุ่นเขรอะ บ่งบอกว่าไม่มีใครเข้าไปในนั้นนานอย่างน้อยห้าปี อาจไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีต้นฉบับนี้อยู่บนโลก นอกเสียจากเจ้าของ...

                แต่ใครล่ะ...คือเจ้าของ ?

                รณภพใช้นิ้วเกลี่ยข้างแก้มตัวเองอย่างเชื่องช้า

                ตัวละครหลักชื่อฟองจันทร์ บ้านพักหลังนั้นก็คือชื่อฟองจันทร์ แสดงว่าเจ้าของอาจเป็นคนชื่อฟองจันทร์ แต่ว่า…เธออยู่ไหนล่ะ ?

                “หรือจะขับรถไปถามลุงสมดี ?” รณภพถามตัวเอง ก่อนจะส่ายหัว “ไม่น่า เสียเวลาเปล่า เทียวไปเทียวมา เอาไงดีวะ  งานหนังสือก็ใกล้เข้ามาทุกที จะไม่มีผลงานออกสักเล่มเลยหรือ”

                ตอนนี้เหมือนมีสองภูตตัวจิ๋ว ภูตดีและภูตร้ายปรากฏตัวขึ้น หนึ่งคนบอกให้เขาวางต้นฉบับนั้นลงเสีย หากเป็นไปได้ก็ควรเอากลับไปคืนที่เดิม ในทางกลับกัน อีกหนึ่งภูติกำลังโบกไม้โบกมือบอกให้เขาจัดการลอกมันเลย จะได้มีงานส่งและมีเงินใช้

                รณภพยังไม่รู้จะฟังเสียงของใครดี เขาจึงลองเปิดอ่านเนื้อหาด้านในก่อน เผื่อว่าบางทีเนื้อหาอาจจะห่วยกว่าที่เขาแต่งเสียด้วยซ้ำ

                ความคิดของรณภพพลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามือเมื่อได้ลองอ่านเนื้อหาข้างใน

                ตอนที่เขาพักที่บ้านริมทะเลหลังนั้น เขาได้อ่านไปแล้วหนึ่งบท แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะใจยังพะวงอยู่กับงานของตัวเอง แต่ครั้งนี้แตกต่างกันออกไป เขาค่อยๆ ถูกโลกของตัวละครสาวที่ชื่อว่าฟองจันทร์ดูดเข้าไปทีละนิดโดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด จนในที่สุดเขาก็ตกไปอยู่ในโลกของเธออย่างสมบูรณ์

                เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังนั่งเคียงข้างเธอ รับรู้เรื่องราวของเธอ ยามเธอยิ้ม ริมฝีปากของเขาก็คลี่ออกกว้างเช่นกัน ยามเธอทุกข์ เขาก็รู้สึกอัดแน่นในอก ประหนึ่งเรื่องนั้นได้เกิดขึ้นกับเขา ยามเธอโศกศัลย์ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมา

                เป็นครั้งแรก ที่เขาร้องไห้ให้กับการอ่านนิยาย!

                รณภพยอมก้มหัวให้กับนิยายเรื่องนี้เลยจริงๆ  ทั้งสำนวนภาษาที่ลื่นไหล ทั้งการผูกเรื่องเข้ากันได้อย่างแยบยลและงดงาม เรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่สามารถตรึงเขาไว้จนอยู่หมัด ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมง เขาไม่อาจละสายตาได้แม้แต่ตัวอักษร

                น่านับถือจริงๆ  นี่สินะ ที่เขาเรียกกันว่าสามารถพาตัวอักษรเข้าถึงอารมณ์คนอ่าน

                รณภพเดินทางไปกับชีวิตที่แสนรันทดของฟองจันทร์ ช่างบีบคั้นหัวใจชายหนุ่มเสียจริงกับการที่ได้รับรู้ว่าเธอถูกทรมานทารุณครั้งแล้วครั้งเล่าจากความรักที่ไม่สมหวัง โชคชะตาที่ช่างอาภัพ แม้บางครั้งบางคราจะมีแสงสว่างเล็ดลอดพอให้เธอได้เจอสิ่งดีๆ บ้าง หากไม่นานชีวิตเธอก็ดิ่งลงเหวอีกครา

                รณภพติดตามเรื่องราวของฟองจันทร์ไปเรื่อยๆ  ทว่าเขากลับไม่อาจรู้เรื่องราวตอนจบของฟองจันทร์ได้เพราะหน้าสุดท้ายเปื้อนไปด้วยคราบสีแดง...

                แดงราวกับเลือด...

                “รอยอะไร ?” รณภพลูบคลำด้วยมือสั่นเทาแล้วยกขึ้นมาพิสูจน์กลิ่น แต่ก็ไม่ได้กลิ่นอะไร เขามองอย่างฉงนสงสัย แกมหงุดหงิดที่ไม่อาจรู้ตอนจบของเรื่องนี้ได้

                “เวรกรรม แล้วสรุปฟองจันทร์ได้แต่งงานกับวิวัฒน์ไหม ?”

                รณภพเกาหัวแกรกๆ เกลียดนักกับการที่ต้องมีอารมณ์ค้างแบบนี้ แต่จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อมันเปื้อนจนอ่านไม่ออก แถมดูเหมือนว่าน่าจะยังมีเนื้อหาต่ออีกพอประมาณ จะไปถามหาตอนจบก็ไม่รู้ใครคือผู้แต่งอีก แต่เท่าที่รณภพเดาได้ คนแต่งจะต้องเป็นคนมีอายุมากทีเดียว ด้วยสำนวนที่ค่อนข้างเก่า แต่สละสลวยจนจับใจ และบรรยากาศภายในเรื่องที่มีกลิ่นอายของยุคสมัยราว พ.ศ.2500

                “ก็ไม่แน่อยู่ดี ทีคนในยุคนี้ ยังสามารถแต่งย้อนไปถึงยุคฟาโรห์อียิปต์ได้เลย” รณภพพึมพำและนึกเสียดายที่ไม่ได้อ่านตอนจบ เขานั่งอยู่อย่างนั้นอีกเกือบสิบนาที ก่อนจะทำใจได้ พาตัวเองกลับเข้าสู่เรื่องสำคัญว่าจะทำอย่างไรกับต้นฉบับเล่มนี้ดี

                งานหนังสือกำลังจะเริ่มในเดือนตุลาคม ในขณะที่เส้นตายของการส่งคือสิ้นเดือนสิงหาคม

                เขาจำเป็นต้องมีผลงานออก

                วิธีที่จะทำเช่นนั้นได้ก็คือกลับไปแก้งานของตัวเองให้สมบูรณ์

                หรือวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือใช้ต้นฉบับในมือให้เป็นประโยชน์...

                มโนธรรมส่วนดีกำลังยับยั้งให้เขานึกหวนไปว่าหากเป็นเขาโดนกระทำแบบนี้คงไม่รู้สึกดีใจแน่

                แต่นี่เป็นผลงานที่ไม่มีเจ้าของ...เสียงส่วนร้ายโต้กลับ นิยายคุณภาพคับแก้ว หากทิ้งไว้เฉยๆ ก็น่าเสียดายออก....

                จิตวิญญาณของนักเขียนเริ่มเลือนราง เขามองเห็นแต่เม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลมาเทมาหากเขาได้เผยแผ่นิยายเกรดดีเล่มนี้ออกไป

                กิเลสบังตา ตัณหาบังใจ รณภพหันซ้ายแลขวา ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาเห็นพฤติกรรมเลวของตัวเอง สุดท้ายแสงมืดในใจก็นำโด่ง พาให้เขา...ตัดสินใจ...

                คัดลอกผลงาน!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น