อัปเดตล่าสุด 2019-06-10 11:27:13

ตอนที่ 12 บทที่ 12

                ยิ่งถลำลึกลงสู่โลกของฟองจันทร์มากเท่าไหร่ รณภพก็ยิ่งรู้สึกทึ่งและประทับใจมากเท่านั้น ไม่ว่าจะอ่านทวนกี่ครั้ง เขาก็รู้สึกว่านิยายเรื่องนี้ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของนักเขียน

                งานชิ้นนี้ล่ะ จะเป็นใบเบิกทางพาเขาก้าวไปสู่ความโด่งดัง!

                รุ่งเช้าถัดมา รณภพก็โทรไปหาบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ประกายดาวแล้วเล่าพล็อตเรื่องใหม่ที่จะลองแต่ง แต่ยังคงไว้ชื่อเดิม บรรณาธิการดูสนใจไม่น้อย ถึงกับนัดให้เข้าไปหาที่บริษัทแล้วคุยกันใหม่

                รณภพยิ้มกริ่ม เก็บต้นฉบับใส่กระเป๋าเป้อย่างระมัดระวัง ไม่ได้เชียว ของทำเงินเลยนะเจ้าสิ่งนี้

                สำนักพิมพ์ประกายดาวตั้งอยู่ไม่ไกลจากคอนโดฯ นัก รณภพจึงเรียกแท็กซี่แทนที่จะขับรถไป ทว่าทางที่ดูเหมือนจะใกล้ กลับไกลออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ กว่าจะถึงก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็น ด้วยรถติดยาวเหยียดเนื่องจากอุบัติเหตุ

                รณภพก้มมองนาฬิกาข้อมือขณะที่ซอยเท้าเข้าบริษัทจนแทบลืมหายใจ เพียงเพื่อจะมาฟังว่าบรรณาธิการมีเวลาให้แค่ 5 นาที เพราะต้องรีบกลับบ้านไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดหลานสาววัย 4 ขวบ!

                “นั่งก่อนสิคุณรณภพ”

                “ครับ”

                ชายหนุ่มหย่อนตัวนั่งลงตรงข้าม ระหว่างเขากับบรรณาธิการวัยเฉียด 50 ปี มีโต๊ะทำงานกั้นขวาง

                “เรื่องต้นฉบับที่คุณกล่าวมา ช่วยพูดใหม่อีกรอบได้ไหม ?”

                “คืองี้ครับ บ.ก. ต้นฉบับที่ผมแต่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคู่รักคู่หนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวการใช้ชีวิตร่วมกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกัน ซึ่งผมคิดๆ ดูแล้ว มันมีจุดบกพร่องเยอะเกินไป” รณภพแสร้งทำหน้ารู้สึกผิด

                บรรณาธิการก้มมองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง ก่อนกล่าว

                “แล้วเรื่องใหม่ที่ว่าจะเสนอมุมมองผ่านผู้หญิงคนหนึ่ง...”

                “ครับ เรื่องใหม่ที่ผมคิดได้ เป็นเรื่องราวของผู้หญิงชื่อฟองจันทร์ เธอเป็นเด็กสาวธรรมดาที่เข้ามาเมืองกรุงเพราะหวังจะมีชีวิตที่ดี จากนั้นเธอก็ได้เจอกับเรื่องราวต่างๆ  ทั้งเรื่องงาน เรื่องเพื่อน เรื่องความรัก มีสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้จะดึงดูดคนอ่านให้คอยตามลุ้นไปกับเรื่องราวของฟองจันทร์”

                “ดูน่าสนใจเพราะว่าทางสำนักพิมพ์ยังไม่เคยมีต้นฉบับแนวนี้” บรรณาธิการกนกวรรณขมวดคิ้ว “แต่คุณต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง พล็อตเรื่องมันเรียบง่ายเกินไป การจะทำให้คนใจจดใจจ่ออยู่กับเนื้อเรื่องที่พล็อตไม่มีอะไรตื่นเต้น ไม่ใช่เรื่องง่าย อันที่จริงเรื่องเก่าของคุณก็ดีอยู่แล้ว...”

                 “ดีแล้ว แล้วทำไมไม่ตีพิมพ์ล่ะวะ” รณภพคิดในใจ หากแต่สิ่งที่แสดงออกไปคือรอยยิ้มสดใส และคำพูดอธิบายอย่างไหลลื่น

                “ผมคิดว่าถ้าโฟกัสไปที่ตัวละครเดียว จะสามารถเข้าถึงอารมณ์คนอ่านได้มากกว่า อีกอย่าง เรื่องนี้ยังสามารถสอดแทรกแนวคิดไว้ได้มากมาย”

                “ฉันว่าคุณน่าจะปรับแต่งเรื่องเก่าดูนะ นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว จะเสร็จทันหรือคะ ?”

                “ทันแน่นอนครับ”

                บรรณาธิการประจำสำนักพิมพ์ประกายดาวครุ่นคิดอีกสักพัก ก่อนจะพยักหน้า

                “เอาเป็นว่าคุณลองเขียนมาให้ฉันดูสักส่วนหนึ่งก่อน แล้วฉันจะพิจารณาอีกทีว่าผ่านหรือไม่”

                จากนั้นทั้งคู่ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน รณภพแสดงความมีน้ำใจด้วยการเดินไปส่งบรรณาธิการคนสำคัญที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน

                “เดินทางปลอดภัยนะครับ”

                “ขอบคุณค่ะ”

                รณภพยืนมองหญิงร่างท้วมผมสั้นสีทองขึ้นรถเบนซ์และขับออกไปจนกระทั่งลับตา เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สรุปว่าจะได้ตีพิมพ์ไหมก็ยังไม่รู้ ต้องลองเขียนให้อ่านสักเจ็ดแปดตอน

                แต่จะกังวลไปทำไม...

                ชายหนุ่มกระชับสายเป้ ยิ้มกริ่มอย่างมั่นใจว่างานของฟองจันทร์ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นงานของเขาจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างแน่นอน!

                รณภพหมุนตัวหันกลับเข้าตึก จังหวะนั้นเองที่หางตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ที่รถคันหนึ่ง เขาเห็นแต่หุ่นเพรียว สวมเดรสขาว กับเรือนผมสีดำสลวย...คุ้นตายิ่งนัก

                ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงกว่าแล้ว ลานจอดรถจึงค่อนข้างเงียบและโล่ง มีรถจอดอยู่ไม่ถึงสิบคัน

                จะทิ้งให้เธออยู่คนเดียวก็กะไร ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปหา

                “หาอะไรหรือครับ ?”

                ร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่หลังรถค่อยๆ ลุกขึ้นยืน  รณภพเห็นเพียงด้านหลังของเธอ

                “ของหายหรือครับ ผมช่วยหาไหม ? นี่ก็ค่ำแล้ว”

                หลอดไฟที่ติดอยู่ตามเสาหรี่ลงแล้วกะพริบปริบๆ  ส่องแสงสลัวอย่างน่าตกใจ รณภพไหวไหล่เล็กน้อยเพราะเสียงกะพริบของหลอดไฟ หางตาแฉลบมองขึ้นไปแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองที่ผู้หญิงคนเดิม

                “เอ่อ คุณครับ...”

                “ของของฉันหาย”

                “อะไรเหรอครับ ?”

                รณภพก้าวไปใกล้ ได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆ  และได้เห็นไหล่บอบบางของเธอสั่นเทา แสดงว่าคงเป็นของสำคัญ

                “เดี๋ยวผมจะช่วยหา หายตรงไหน อะไรหายครับ ?”

                เธอยังคงไม่ตอบ รณภพขยี้ศีรษะตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก้มมองดูตามพื้น

                “อะไรหายก็ไม่บอก กูจะหาเจอไหม

                เขาย่อตัวนั่งลงตรงหน้ากระโปรงรถคันนั้น มองลอดไปดูใต้ท้องรถเผื่อจะเจอของอะไรสักอย่างที่สาวเจ้าทำหาย แต่กลับไม่มีอะไรสักอย่าง เขาจึงดันตัวลุกขึ้น

                “ไม่มีนี่ครับ...เอ๊ะ”

                พลันชายหนุ่มก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่มีบางอย่างไม่ผิดปกติ...เขารีบก้มตัวมองลอดใต้ท้องรถ สายตามองตรงดิ่งไปที่ท้ายรถ...

                คุณพระ! ไม่มีขาของเธอ!

                ชายหนุ่มดีดตัวขึ้นด้วยความเร็วแสงแล้วชะโงกหน้ามองไปที่หลังรถ ก็ยังเห็นเธอยืนอยู่ที่เดิม! เขาก้มอีกครั้งแล้วมองลอดความมืดเข้าไป

                ร่างใหญ่ดีดผงะ ตาเบิกค้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อสิ่งที่สะท้อนกลับมา คือใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปื้อนไปด้วยเลือด! ดวงตาสีแดงก่ำของเธอจ้องมาทางเขาด้วยความโกรธจัดดังไฟสุมขอน!

                รณภพละล่ำละลักหายใจไม่เป็นจังหวะและพูดไม่ออก เขารีบทรงตัวขึ้น ดวงตามองไปที่ฝั่งตรงข้าม เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม...

                “ธะ...เธอ...เธอ...”

                หญิงสาวค่อยๆ หันหน้ามา พร้อมกับคำตอบของคำถามที่เขาพร่ำถามไปหลายหน

                “ต้นฉบับของฉันหาย...”

                ตอนนี้ชายหนุ่มมองเห็นเสี้ยวหน้าโชกเลือดของเธอเด่นชัด รณภพก้าวถอยทีละน้อย หัวใจเต้นรัวแรง มือและเท้าเย็นเฉียบ หูของเขาอึ้งอึงไปหมด กระทั่งเมื่อเธอหันมาให้เห็นเต็มตัว

                เขาแทบอยากสลบไปตรงนั้น!

                “ฉันอยากได้คืน!” เสียงของผีสาวกร้าวคำรามไปทั่วลานจอดรถ สะท้อนในหัวของเขาซ้ำไปซ้ำมา รณภพกรีดร้องแล้วรีบวิ่งกลับเข้าตึก ใช้บันไดหนีไฟวิ่งขึ้นไปยังชั้นแรกแล้วรีบออกจากตัวตึก ก่อนที่จะกระโดดขึ้นแท็กซี่

                “สุขุมวิท 101 ครับ”

                จากนั้นรณภพก็หลับตาปี๋ พนมมือพึมพำคล้ายกับสวดภาวนาอยู่ตลอดเวลา

                “ไอ้หนุ่มนี่ติดยาหรือเปล่าวะ แม่งจะปล้นฆ่ากูไหมคนขับคิดอย่างหวั่นวิตก กดเปิดกระจกหน้าต่างฝั่งของตัวเองเอาไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ตะโกนเรียกให้คนช่วย

                เป็นอันว่าตลอดเส้นทาง ทั้งคนขับและคนนั่งต่างหวั่นผวาไปตามๆ กัน

               

                รถแท็กซี่สีเขียวคาดเหลืองขับมาจอดหน้าคอนโดฯ สุขสบายตอนหนึ่งทุ่มกว่า รณภพไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถึงที่หมายแล้ว จนกระทั่งคนขับตะโกนบอกเป็นหนที่สาม เขาถึงได้เลิกลั่กหยิบเงินจ่ายให้แล้วเปิดประตูรถแท็กซี่ ทำท่าจะก้าวลงไป

                “เฮ้! ไม่เอาตังทอนหรือ ?”

                “ครับๆ  เอาครับ” รณภพหันมารับแบงก์ยี่สิบกับเหรียญห้าคืนแล้วลนลานออกจากรถไป คนขับแท็กซี่ก็พลอยโล่งอกไปด้วยที่มาถึงอย่างสวัสดิภาพ

                “ไอ้หนุ่มนี่ก็แปลก ของเข้าหรือไง หรือมันจะติดยา”

                คนขับรถมองไปที่ร่างใหญ่ของชายหนุ่มที่สะพายเป้ด้านหลัง พลันขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างเลือนรางของหญิงสาวคนหนึ่งแนบติดเป้ เขาสะบัดหัวสองสามครั้ง แต่ภาพนั้นยังคงชัดเจน

                “เหวอ! อะไรกันวะ!” คนขับสะดุ้งโหยง รีบบึ่งรถออกไปทันที

 

                รณภพยังไม่มีแก่ใจจะขึ้นไปทำงานบนห้อง ด้วยกลัวเรื่องน่าสยองขวัญจะเกิดขึ้นกับตนเองอีก เลยแวะกินบะหมี่เจ้าอร่อยที่หน้าคอนโดฯ เพื่อสงบสติ

                ร้านนี้ตั้งอยู่กลางลานโล่งกว้าง โต๊ะ 7 ตัวมีคนจับจองไปแล้วกว่าครึ่ง รณภพเดินเอื่อยๆ ไปนั่งโต๊ะที่อยู่ตรงกลาง

                “เอาอะไรดีพ่อนักเขียนหนุ่ม” ลุงเสือผู้เป็นเจ้าของร้านตะโกนถามอย่างคุ้นเคย ไม่แปลกที่ลุงแกจะรู้ เพราะเมื่อก่อนเคยเห็นพ่อหนุ่มหน้าตาคมคายคนนี้กินบะหมี่ไปพลาง เขียนยุกยิกไม่หยุดมือไปพลาง พอไปแอบถามแอบมอง ก็เลยรู้ว่าเป็นนักเขียน เอ...หรือจะเรียกนักหัดเขียนดี เพราะผ่านไปจนจะปีกว่าแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีผลงานออกสักเล่ม

                “บะหมี่พิเศษเหมือนเดิมครับลุง”

                “ได้เลย ลุงจัดให้”

                รณภพร่นสายกระเป๋าเป้แล้ววางไว้บนเก้าอี้ฝั่งขวา สองมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยมาตามโคนผมที่หน้าผากจรดต้นคอ             รอไม่นาน บะหมี่ชามร้อนๆ ส่งกลิ่นกรุ่น  พร้อมกับน้ำเย็นก็มาเสิร์ฟ พอได้กินของอร่อยหน่อยสติสตังก็เริ่มกลับคืนมาเหมือนเดิม

                รณภพโซ้ยบะหมี่ไป ใจก็พลางครุ่นคิดถึงเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องที่พัสตราบอก เรื่องที่เจอที่ลานจอดรถ นี่ยังไม่นับเรื่องบ้าๆ ที่บ้านพักริมทะเล กับเรื่องที่เกิดขึ้นที่ห้องในบางค่ำคืน

                ผีเหรอ...หรือว่าจะมีผีตามรังควานเขาจริงๆ ?!

                บ้าน่า! ผีมีที่ไหน

                รณภพสั่นหัว ในใจค้านสุดโต่ง แต่สิ่งประหลาดที่เจอมา ก็พอจะเป็นคำตอบอย่างดีแล้วไม่ใช่หรือว่า...

                ผีมีจริง!

                ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด!

                เสียงโทรศัพท์ร้องลั่น รณภพสะดุ้งเฮือก อุทานออกมาแทบไม่เป็นภาษา เล่นเอาคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ หันมามองด้วยสายตาประหลาด เขาล้วงหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าเป้ ก่อนจะหันไปขอโทษขอโพยคนรอบด้าน ชายหนุ่มมองดูหน้าจอแล้วรีบกดรับ

                “มีอะไรยายพัด ?”

                “อ้าว รับเร็วจัง นึกว่ากำลังสวดมนต์อยู่ คิกๆ ”

                “ถ้าไม่มีอะไรสำคัญ พี่จะวางสายล่ะ” รณภพบอกปลายสายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย

                “เดี๋ยวสิพี่ อะไรกันคนอุตส่าห์โทรมา”

                รณภพพ่นลมหายใจอย่างรำคาญ คีบหมูแดงใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ 

                “มีอะไรก็ว่ามา”

                “คืนนี้เพื่อนที่พัดพักด้วยเขาไม่กลับ แล้วพัดก็ดันทำกุญแจหาย คืนนี้ไปนอนคอนโดฯ พี่ได้ไหม ?”

                รณภพอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าน้องสาวเขามานอน คงจะกวนเวลาทำงานของเขาไม่น้อย ที่สำคัญ ถ้าให้เธอมาเห็นฉากที่เขาลอกผลงานของคนอื่นล่ะก็...สงสัยจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่จะให้ปฏิเสธ ก็กะไรอยู่ น้องเดือดร้อน พี่ย่อมต้องช่วย นอกเหนือไปกว่านั้น...ได้เจ้าพัสตรามานอนเป็นเพื่อน คงจะช่วยลดบรรยากาศหลอนๆ ไปได้บ้าง

                “เออ เอาไงก็เอา ถึงแล้วโทรมาล่ะ”

                “ค่า คุณพี่ชาย”

 

                ครึ่งชั่วโมงต่อมา สองพี่น้องตระกูลจบอักษรก็ขึ้นไปที่ห้องพัก ครั้นถึงหน้าประตู รณภพก็โยนเป้ให้พัสตราถือชั่วคราวเพราะตนจะไขกุญแจ แต่พัสตรากลับทำเป้ตก

                “หนักจังพี่ ถือไม่ไหว”

                “หนักอะไร พี่แบกมาตลอดทั้งวันไม่เห็นจะเป็นอะไร” เขาบุ้ยปากตอบขณะที่ไขกุญแจเข้าห้อง

                พัสตรานิ่วหน้า พยายามยกเป้สีดำขึ้นอีกครั้งแต่กลับยกไม่ขึ้น ไม่ว่ายกอย่างไร มันก็ไม่กระดิกเลยสักนิด

                “นี่พี่ซ่อนศพไว้ในนี้หรือเปล่า  ศพเจ้าของต้นฉบับใช่ไหม ?”

                “เฮ้ย! พูดบ้าอะไร!”

                พัสตรามองหน้าซีดอย่างมีพิรุธของพี่ชาย แล้วก็หัวเราะก่อนจะตบไหล่ดังป้าบ

                “ล้อเล่นน่า! แต่มันหนักจริงๆ พัดยกไม่ไหว พี่ยกเข้าไปเองก็แล้วกัน” ว่าแล้วร่างบางก็เดินตัวปลิวเข้าไปในห้อง รณภพมองกระเป๋าอย่างแคลงใจ ครั้นลองหยิบขึ้นมา ปรากฏว่ายกได้อย่างสบาย

                “ยายพัด แกมันเพี้ยนไปแล้ว”

               

                พัสตราวางกระเป๋าของตัวเอง แล้วกระโจนขึ้นเตียงนอนด้วยความเหนื่อยล้า

                “สบายจัง!”

                “นอนดีๆ หน่อย ดูซิเนี่ย...ใส่กระโปรงสั้นไปไหม”

                “พูดมากจริง พี่นะ ไม่ใช่พ่อ” พัสตราว่าแล้วคลานไปนอนหนุนหมอน ก่อนจะถามเสียงอู้อี้ “เออ ว่าแต่พี่เอายาไปให้ห้องข้างๆ กินหรือยัง เดี๋ยวไอตลอดคืนอีก พัดรำคาญ”

                รณภพตัวแข็งทื่อขึ้นมาขณะที่กำลังถอดเสื้อออก จะให้เขาบอกได้อย่างไรว่าห้องข้างๆ ไม่มีคนอยู่ บอกไปเดี๋ยวเจ้าน้องสาวจะกลัวหรือเปล่า แต่พัดไม่ใช่คนกลัวผีแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา

                “ก็...ยัง แล้วนี่หางานได้หรือยัง ?” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุย

                “ยังเลย ว่าจะมายึดอาชีพนักเขียนเหมือนพี่ เห็นว่าค่าลิขสิทธิ์แต่ละเล่ม หลายหมื่นเลยมิใช่หรือ” เธอพูดทีเล่นทีจริง               รณภพเหยียดยิ้ม

                “ถ้าได้มันก็ดี แต่กว่าจะได้ เลือดตาแทบกระเด็น”

                “แล้วนิยายของพี่เป็นไงบ้าง ผ่านหรือยัง ?”

                “ผ่านบ้าอะไร เพิ่งโดนปฏิเสธมา บอกให้แก้เพียบเลย นี่ว่าจะแต่งเรื่องใหม่”

                “หา! ปฏิเสธได้ไง เขาเป็นคนติดต่อพี่มาไม่ใช่เหรอ ?” พัสตราดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วถามอย่างสงสัย รณภพถอนหายใจ ก่อนจะถอดเสื้อออกจากตัวแล้วตอบ

                “เขาบอกว่าเนื้อหายังไม่สมบูรณ์ คืนนี้พี่ต้องนั่งทำทั้งคืน อย่ามากวนล่ะ ตัวยุ่ง”

                “ค่า พ่อนักเขียนชื่อดัง” พัสตราแดกดันแล้วทิ้งตัวนอนต่อ “อย่าให้พัดลองเขียนบ้างก็แล้วกัน รับรองดังกว่าพี่แน่”

                “ชาติหน้าแล้วกันน้องรัก”

 

                กว่ารณภพจะจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย พัสตราก็ผล็อยหลับไปก่อนแล้ว

                “แล้วมาบ่นว่าคนอื่นไม่อาบน้ำนอนได้ยังไง ดูตัวเองเถอะ น้ำท่าก็ไม่ยอมอาบ” รณภพพึมพำขณะที่เอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ด้านนอกระเบียง พอกลับมาก็นั่งเป่าผมอีกสองนาที ก่อนจะไปนั่งแหมะอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์

                แสงของหน้าจอสว่างวาบพร้อมกับเสียงของระบบดังขึ้นสั้นๆ  รณภพเอี้ยวคอสองสามครั้งแล้วบิดข้อมือไปมาเพื่อวอร์มร่างกาย เขาหันไปมองน้องสาวที่ยังหลับสนิท ลังเลใจว่าจะไปเอาต้นฉบับของฟองจันทร์ที่อยู่ในเป้ดีหรือไม่ แต่ถ้าน้องสาวเขาตื่นมาเห็นล่ะ... 

                “นี่พี่ภพลอกงานของคนอื่นเหรอ ?! พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง พี่มันไม่ใช่คน ไม่มีจรรยาบรรณ! ลองคิดดูสิ ถ้ามีคนลอกงานพี่ พี่จะชอบไหม! คราวที่แล้วที่มีคนลอกชื่อตัวละครของพี่ พี่ยังบ่นไปสามวันเจ็ดวันเลยไม่ใช่หรือไง!”

                ประโยคหลอนๆ ของพัสตราลอยเข้ามาในห้วงจินตนาการ รณภพนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เขาเอานิยายลงในโลกออนไลน์ แล้วมีนักอ่านมาแจ้งว่าชื่อตัวละครทั้งหมดไปอยู่ในนิยายของนักเขียนคนหนึ่ง พอเข้าไปอ่าน นักเขียนหนุ่มถึงกับปรี๊ดแตก ถ้าตัวเขาเป็นปรอทวัดไข้คงจะแตกไปแล้วแน่นอน

                เขาส่งข้อความผ่านบล็อกไปหานักเขียนคนนั้น แต่ยังไม่มีการตอบกลับ สุดท้ายก็ต้องส่งข้อความไปแจ้งเจ้าหน้าที่ของเว็บนั้นเพื่อให้ลบนิยายที่ลอกชื่อตัวละครของเขา

                นั่นสินะ งานใคร ใครก็รัก ทำมาอย่างยากลำบาก ถ้าโดนลอกกันอย่างหน้าด้านๆ เป็นใครก็คงไม่ปลื้ม

                รณภพคลิกเพื่อเปิดงานของตัวเอง เรียวปากแห้งแตกเม้มแน่น คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี

                “แต่งานนี้ก็ไม่มีเจ้าของนี่นา ไม่เป็นไรหรอกมั้ง...”

                สติส่วนเลวเพียรหาข้ออ้างสารพัด สุดท้ายรณภพก็ปิดงานเก่าแล้วเปิดหน้าใหม่ขึ้นมา เขาเดินไปหยิบต้นฉบับในเป้ ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม

                “เอาวะ ถ้าได้เงินก้อนนี้ จะเจียดส่วนหนึ่งไปทำบุญให้เจ้าของละกันนะครับ”

                รณภพพลิกกระดาษไปที่หน้าแรก มือวางลงบนคีย์บอร์ด กำลังจะจรดลงพิมพ์

                แต่แล้ว...

                “ทำอะไร ?”

                “เหวอ!”

                โครม!

                เสียงที่ดังขึ้นในความเงียบ เล่นเอานักเขียนหนุ่มสะดุ้งจนตกเก้าอี้ ต้นฉบับหล่นไปอยู่ที่เท้าของใครคนหนึ่ง

                รณภพหายใจไม่ทั่วท้อง ก่อนจะค่อยๆ แหงนหน้ามอง...เป็นเธอนี่เอง!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น