อัปเดตล่าสุด 2019-06-10 16:01:48

ตอนที่ 13 บทที่ 13

                “พัด! ไม่ตลกนะ!” รณภพคำรามอย่างหัวเสียใส่คนที่กำลังหัวเราะชอบใจ

                “พัดขอโทษ” ผู้เป็นน้องสาวเอ่ยแต่เธอยังคงมีรอยยิ้ม “ไม่คิดว่าจะตกใจขนาดนี้ แล้วนี่อะไร...” พัสตราก้มมองกระดาษปึกหนาที่อยู่ตรงเท้าของรณภพ เธอกำลังจะก้มหยิบ แต่รณภพไวกว่า เอื้อมแขนคว้ากลับไปแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง

                “ไม่มีอะไร”

                “งานใคร ?”

                ชายหนุ่มคิดหาข้ออ้าง ก่อนจะตอบอย่างตะกุกตะกัก

                “ของ…ของพี่เอง ต้นฉบับเก่า พี่กำลังดูอยู่ว่ามีส่วนไหนพอจะคงไว้อย่างเดิมได้บ้าง”

                “แล้วทำไมต้องปริ้นท์ออกมา ไม่มีในคอมฯ เหรอ ?”

                “แบบนี้มันสะดวกกว่า แล้วเรามายุ่งอะไร ไปนอนเลยไป ขอบอกอีกครั้งว่าถ้ากวนพี่ล่ะก็ พี่ไล่กลับแน่” รณภพดัดเสียงเข้มขึ้นและมีสีหน้าจริงจัง

                พัสตราบุ้ยปากแล้วยักไหล่

                “อยากทำอะไรก็ทำ แต่พัดขออาบน้ำก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วค่อยนอน”

               

                รณภพซ่อนต้นฉบับของฟองจันทร์ไว้บนตู้เสื้อผ้า มานั่งๆ นอนๆ ดูทีวี รอจนกระทั่งพัสตราจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เธอโคลงศีรษะด้วยความแปลกใจ เพราะคิดว่าพี่ชายจะนั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะมากกว่ามานอนเอกเขนกบนเตียง

                “ไว้ค่อยทำ ดูทีวีก่อน” ชายหนุ่มบอกเหมือนรู้ความคิดของน้องสาว

                พัสตราพยักหน้าเอื่อยๆ  ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงโปะครีมต่างๆ นานา รณภพมองไปก็เบ้ปากไป ผู้หญิงนี่หนอ สารพัดสารเพกับการทำให้ตัวเองสวยวันสวยคืน แต่อย่างยายพัสตรา ทำยังไงก็ไม่สวยขึ้นหรอก เขาแอบแขวะในใจ ก่อนที่จะเขยิบลงจากเตียงเมื่อพัสตราคลานขึ้นมาแทน

                “แล้วพี่จะนอนกี่โมง ? เปิดไฟแบบนี้ พัดแสบตา นอนไม่หลับ”

                “เหอะน่า ปัญหาเยอะนักกลับหอตัวเองไปเลย”

                “ถ้าพัดกลับจริง พี่ก็จะมาบ่นว่า ไม่นะ อย่ากลับ ดึกดื่นอันตราย...” ยังไม่ทันจะพูดจบ รณภพก็ยื่นมือมาขยี้ผมของเธออย่างแรงจนกระเซอะกระเซิงไปหมด “โอ๊ย! นอนแล้ว!”

                “แล้วก็เงียบด้วย พี่จะทำงาน ตังค์จะไม่มีเหลือแล้ว ถ้าชวดงานนี้ เห็นทีคงต้องกลับไปเกาะแม่กินแล้วล่ะ”

                แต่เดิมบ้านของรณภพเปิดร้านขายดอกไม้อยู่ที่นครสวรรค์ แต่เพราะเบื่อชีวิตจำเจ อีกทั้งตนก็เรียนมาทางด้านภาษา จึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อใช้ชีวิตในแบบใหม่ๆ  โดยมีเงินสองหมื่นบาทจากแม่เป็นทุนตั้งตัว

                ก่อนจะหันมาจับอาชีพขีดๆ เขียนๆ เขาไปทำงานเป็นไกด์ เงินเดือนรวมแล้วราวสามหมื่นกว่า ทว่าเขาทำได้แค่ครึ่งปีก็ลาออกเพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง เขาเบื่อที่จะยืนฉีกยิ้มแล้วพล่ามพรรณนาถึงสถานที่ท่องเที่ยวให้กับลูกค้าฟัง ยิ่งเมื่อได้ลองเดินเส้นทางสายน้ำหมึก และได้รับคำเชิญชวนจากบรรณาธิการสำนักพิมพ์ประกายดาว ยิ่งทำให้เขาไม่ลังเลเลยที่จะยื่นใบลาออก

                แต่ตอนนี้ เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าคิดถูกหรือคิดผิด ถึงได้มานั่งจับเจ่าเป็นคนตกงานนานนับสองเดือน เพียงเพื่อทำในสิ่งที่ไม่รู้เลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

                รณภพนั่งมองพัสตราที่หลับไปแล้ว เขาเอื้อมมือไปจัดผมกระเซิงให้น้อง พัสตราก็เป็นอีกคนที่เดินตามรอยเขา หลังเรียนจบก็บินลงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ  แต่ผ่านไปสามเดือนแล้วก็ยังไม่ได้งานเลย

                ชายหนุ่มนั่งคิดอะไรอีกสักพัก ก่อนจะเดินไปหยิบต้นฉบับที่ซ่อนไว้บนตู้เสื้อผ้าแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม พอมองที่มันคราใด ก็ชวนให้รู้สึกผิดตงิดๆ ที่ต้องลอกงานชาวบ้าน

                แต่จะเป็นอะไรไป งานก็ไม่มีเจ้าของ ที่สำคัญเขาก็ไม่ได้ลอกหมดซะทีเดียว เดี๋ยวจะเปลี่ยนคำนี้ ปรับคำนั้น สลับชื่อนี้ ไปเป็นชื่อนั้น แค่นี้ก็ไม่เหมือนแล้ว!

                คนจะทำเลว ก็มักหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง รณภพวางต้นฉบับไว้บนตัก พลิกเปิดไปหน้าแรก แล้วเริ่มจรดนิ้วลงบนคีย์บอร์ด...

                ทว่ายังไม่ทันเริ่มสักตัวอักษร จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตามสันหลัง

                รณภพกลืนน้ำลายลงคอ แล้วหันไปมอง ชายหนุ่มตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นพัสตราลุกขึ้นนั่ง!

                “เฮ้ย!” เขาอุทานเสียงลั่น หัวใจหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง “ไอ้พัด! อีกแล้วนะ!”

                ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากคนที่นั่งสัปหงก คอก้มต่ำ ผมเผ้าปกปิดใบหน้า...

                เสียงเย็นเยือกลอยมาจากปากของพัสตรา...

                “แค่ก...แค่ก”

                รณภพหายใจฟืดฟาดสองสามครั้ง พลางขบกรามแน่น

                “อะไรอีกล่ะยายพัด ไม่ตลกนะ”

                “แค่ก! แค่ก!”

                “ไม่นอนใช่ไหม” รณภพลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปกดไหล่คนละเมอให้ล้มตัวลงนอน ทว่าทันทีที่แตะตัว...ดวงตาที่ปิดสนิทของเธอก็เปิดกว้าง เห็นตาขาวที่มีรอยแดงฉานจ้องเขม็งมาทางเขา!

                “เฮ้ย!” รณภพถอยร่นออกห่าง มองตาไม่กะพริบอย่างตกตะลึง “พัด...พัด...”

                พัสตรา...ไม่สิ น่าจะเป็นใครสักคนสิงอยู่ในร่างของเธอ เพราะบัดนี้หน้าตาและแววตาดูเกรี้ยวกราดไม่เหมือนคนเดิม เธอขยับตัวลงจากเตียงอย่างเชื่องช้า

                รณภพก้าวหลบไปยืนชิดริมฝั่งห้อง หัวใจเต้นรัว หายใจติดๆ ขัดๆ  เขามองร่างของน้องสาว...

                คุณพระ!

                ผมของเธอยาวจนถึงบั้นท้าย!

                เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อแท้จริงแล้ว พัสตราผมสั้นประบ่า!

                นี่ไม่ใช่พัสตรา!

                ฟันของรณภพกระทบกันรัว มือยกพนมขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เม็ดเหงื่อนับสิบนับร้อยแข่งกันไหลราวกับอยู่ในสนามแข่งก็มิปาน

                เธอเดินเหมือนลอยได้ไปที่โต๊ะคอมฯ ของรณภพ แขนเรียวเอื้อมหยิบกระดาษปึกหนาที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะแล้วหยิบมันขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตามองอย่างอาลัย

                ท่ามกลางความสงัดเงียบ แต่มีเสียงหัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่งของรณภพ เขาไม่กล้าก้าวออกไป ได้แต่ยืนมองหญิงสาวร่างบางที่ไม่เริ่มมั่นใจแล้วว่าใช่น้องสาวตัวเอง

                เธอยืนมองของในมือพลางลูบไล้อย่างระมัดระวังราวกับแก้วเลอค่า

                ฉับพลัน หัวใจของรณภพก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาแทน ดั่งว่ามีบางอย่างทิ่มเข้ากลางใจของเขา มันเป็นบางอย่างที่เศร้า โหยหา บางอย่างที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร

                ร่างของเขาทรุดนั่ง หายใจไม่ออก หน้าอกแน่นขนัด ดั่งอุณหภูมิรอบด้านลดฮวบจนติดลบ เขาขยุ้มเสื้อบริเวณหน้าอก พยายามกอบโกยออกซิเจนให้มากแต่ก็ไร้ประโยชน์

                แววตาของเขากำลังปิดลง กระนั้นเขาก็ยังมองเห็นพัสตราค่อยๆ หันมา โฉมหน้าของเธอเริ่มพร่าจาง แต่สิ่งที่จำติดตา คือแววตาโกรธจัดของเธอ กับน้ำเสียงกรรโชกที่ก้องกังวานไปในหัวของเขา

                “มันเป็นของฉัน!”

                นั่นคือเสียงสุดท้ายที่รณภพได้ยิน ก่อนที่จะสลบเหมือดไป!

               

                รณภพสะลืมสะลือตื่นขึ้นมา ไม่ใช่เพราะแสงที่แยงดวงตาของเขา แต่เป็นเพราะมือนุ่มๆ ของใครคนหนึ่งกำลังเขย่าตัวของเขา พร้อมกับส่งเสียงร้องเรียก

                “พี่ภพ...พี่ภพ”

                “พัดเหรอ ?”

                “พี่ภพ ตื่นแล้วเหรอ ?”

                “พัด...อา...เฮ้ย!” รณภพดีดตัวออกห่าง ตะเกียกตะกายขึ้นไปอยู่บนเตียงแล้วคลานลงไปอีกฝั่ง เขาหนีห่างจากน้องสาวราวกับว่าเธอเป็นโจรห้าร้อย

                “เป็นอะไรพี่ภพ ?”

                “อย่า! อย่าเข้ามา!”

                ภาพเมื่อคืนยังฝังแน่นอยู่ในหัวไม่จางหาย รณภพตั้งมือกันไม่ให้น้องสาวเดินเข้ามาใกล้ ด้านพัสตราก็ได้แต่ทำหน้างง

                “อะไรของพี่ ?”

                รณภพหายใจรัวขณะที่พยายามตั้งสติใหม่ เขามองดูผู้หญิงตรงหน้า นานกว่านาทีถึงจะค่อยมั่นใจว่าเธอคือพัสตรา ไม่ใช่ผีสางนางไม้ที่ไหน

                “พัดเหรอ ?”

                “ก็เออสิ นี่พัดเอง พี่เป็นอะไร ?”

                “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?”

                “ไม่รู้ ตื่นมาก็เห็นพี่นอนอยู่ตรงนั้น” พัสตราบุ้ยปากไปที่ตู้เสื้อผ้า “แถมพอปลุก ก็โดนโวยวายใส่อย่างที่เห็น”

                “แล้วเมื่อคืน...เอ่อ มีอะไรเกิดขึ้นไหม ?”

                พัสตราขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

                “อะไร มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ ? พัดไม่เห็นรู้เรื่อง พัดว่าพี่เพี้ยนแล้วนะ หัดแยกตัวเองกับโลกในนิยายออกซะบ้าง พัดไปอาบน้ำล่ะ อ้อ เดี๋ยววันนี้พัดว่าพัดกลับไปนอนหอตัวเองดีกว่า นอนคนเดียวยังน่ากลัวน้อยกว่านอนกับคนเพี้ยนอย่างพี่ โวยวายอะไรไม่รู้ตลอดคืน”

                “เดี๋ยว อะไรใครโวยวาย ?”

                “อ้อ ลืมบอกไป เมื่อคืนพัดแว่วๆ ได้ยินเสียงพี่ร้อง ไม่...ไม่ใช่ผม...ผมขอโทษ...ผมไม่ได้ตั้งใจ อะไรไม่รู้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหน่ายเหนื่อยก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งไว้เพียงความงุนงงให้กับนักเขียนหนุ่มว่าแท้จริงแล้ว เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าเขาจะฝันไป...

                ใช่ เขาต้องฝันไปแน่ๆ  ผีเผอมีที่ไหนในโลก!

               

                หลังจากไปส่งพัสตราที่ด้านล่าง รณภพก็กลับขึ้นห้องแล้วกระโจนขึ้นนอนบนเตียง เขาคิดทบทวนถึงเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น มันมีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า โดยเฉพาะกับบ้านฟองจันทร์หลังนั้น นับตั้งแต่ก้าวเข้าไปเขาก็เจอแต่เรื่องขนพองสยองเกล้า หรือว่าเขาเสียใจที่ต้นฉบับโดนปฏิเสธจนเพี้ยนไปแล้ว ?

                นอนคิดนานแค่ไหนก็ไม่ได้คำตอบ ชายหนุ่มดีดตัวขึ้นนั่ง ก้าวลงจากเตียงแล้วไปเปิดคอมพิวเตอร์ ก่อนจะหยิบต้นฉบับที่ตกอยู่บนพื้นมาวางไว้ข้างคอมฯ

                “ลอกไปก่อนแล้วกัน งานดีขนาดนี้ ผ่านอยู่แล้ว”

                สายตาของรณภพจับจ้องอยู่ที่หน้ากระดาษ ส่วนมือก็พิมพ์เรื่องราวพวกนั้นลงสู่คอมพิวเตอร์ ตัวอักษรต่อตัวอักษร เรียกว่าลอกมาทั้งดุ้นเลยทีเดียว

                ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

                เสียงรัวคีย์บอร์ดดังต่อเนื่องกันนานหลายชั่วโมง มันช่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งกว่าตอนที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเองเสียจริง

                สมองก็ไม่ต้องคิดให้เหนื่อย อารมณ์ก็ไม่ต้องค้างให้หงุดหงิดยามเข้าสู่ภาวะตีบตัน แถมงานยังลื่นไหลเหมือนน้ำที่เทลงจากหน้าผาเสียด้วย

                นี่สินะ คือเหตุผลว่าทำไมคนเห็นแก่ตัวบางคน ถึงหันมาลอกผลงานของผู้อื่น

                ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าผ่านพ้น ตัวอักษรแล้วตัวอักษรเล่าถูกถ่ายทอดสู่คอมพิวเตอร์ จนกระทั่งล่วงเลยไปถึงดึกดื่นค่อนเที่ยงคืน เสียงรัวคีย์บอร์ดจึงค่อยหยุดลง

                “พักหน่อยดีกว่า”

                สองมือชูขึ้นสูงแล้วเอี้ยวบิดไปทางซ้ายและขวาเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าที่ตีวนเป็นเกลียวอยู่ในกาย เสียงผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ดังออกมา รณภพเซฟงานแล้วกดปิดหน้าจอ และทันใดนั้นเอง...เมื่อหน้าจอกลายเป็นสีดำ เขาก็ได้พบกับ...ร่างของใครคนหนึ่งที่ปรากฏเป็นเงาเลือนรางสะท้อนอยู่ในจอ!

                “เฮ้ย!” รณภพสะดุ้งโหยง ลุกยืนพรวดแล้วรีบหันไปมอง แต่กลับไม่พบใคร!

                เขากวาดสายตาไปทั่วห้องกว้าง แต่ไม่พบใครเลยสักคน อีกอย่าง ใครเล่าจะเข้ามาได้ในเมื่อเขาล็อกกลอนแน่นหนา จะเข้ามาทางหน้าต่างหรือ ยิ่งไม่มีทาง หากจะเข้าทางนั้นก็ต้องผ่านเขาไปเสียก่อน เพราะเขานั่งอยู่ใกล้ทางหน้าต่าง

                เมื่อไม่มีใครในห้อง นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่...

                หากไม่ใช่ภาพหลอน...

                ก็ต้องเป็นผี...!

                คราวนี้ล่ะที่ขนแขนลุกเกรียวอย่างพร้อมเพรียงกัน เขาเดินสั่นๆ ตรงดิ่งไปสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้งแล้วกลั้นใจนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม ดวงตายังคงไม่กล้ามองหน้าจอมืดดำ

                “เราตาฝาดไปแน่ ต้องตาฝาดสิ” เขาย้ำกับตัวเอง อีกใจก็อยากพิสูจน์ หากแต่อีกใจก็ไม่กล้า ถ้าเกิดเขาเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นว่ามีบางอย่างจริงๆ ล่ะก็ เขาคงช็อกตายแน่นอน

                “เอาวะ ทำให้มันจบๆ  ไม่งั้นไม่ได้นอนทั้งคืนแน่

                รณภพตัดสินใจอย่างอาจหาญ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นทีละนิด เปลือกตาแง้มออกอย่างช้าๆ

                ทันทีที่มองหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เขาก็มองเห็นเงาสะท้อนของผู้หญิงคนหนึ่งจริงๆ !

                นักเขียนหนุ่มรีบหันไปมองด้านหลัง ไม่มีร่างของใครทั้งสิ้น แต่เมื่อหันมาประจันหน้ากับจอคอมพิวเตอร์ ให้ตายเถอะ! ยังมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่เลย!

                เธอยืนนิ่ง มือเหยียดตรงแนบลำตัว ผมยาวสลวยปกปิดสองข้างแก้ม เขาเห็นหน้าเธอไม่ชัด เพราะปรากฏเป็นเงาตะคุ่มบนหน้าจอเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ร่างของเขาแข็งทื่อและรู้สึกเย็นเฉียบโดยเฉพาะที่เท้า ทว่าในอกร้อนวูบวาบ  หายใจไม่ทั่วท้องและหัวใจสั่นโยกไหวรุนแรงเหมือนกำลังยืนอยู่กลางเรือที่โคลงเคลงไปมาด้วยคลื่นใหญ่ยักษ์และพายุทอร์นาโด

                นี่ไม่ใช่ภาพหลอนแล้ว...ไม่ใช่แน่ๆ

                รณภพเบิกตากว้างมองค้างอยู่ที่ร่างปริศนา...ร่างที่ค่อยๆ ลอยมาหาเขา!

                ถึงตอนนี้ เขาอยากจะวิ่งแต่ก็ทำไม่ได้ สองขานิ่งแข็ง ลมหายใจแทบจะหยุดชะงัก สมองอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น

                ชุดคลุมสีขาวยาวกรอมพื้นของร่างปริศนาพลิ้วไหว เธอเริ่มลอยมาใกล้แล้วหยุดอยู่ด้านหลังของรณภพ!

                ชายหนุ่มไม่กล้ากระดุกกระดิกแม้แต่นิดเดียว ไม่กล้าหันไปพิสูจน์ว่าด้านหลังของเขามีผู้หญิงยืนอยู่จริงหรือไม่ แม้ว่าตาของเขาจะไม่เห็นแต่เขาก็สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก

                กลิ่นหอมเหมือนน้ำอบลอยโชยมา เธอยืนอยู่ด้านหลังของเขาพอดิบพอดี ใบหน้านั้นก้มมองลงมาที่ชายหนุ่ม...

                รณภพไม่กล้าจ้องหน้าจอมืดดำของคอมพิวเตอร์ที่สะท้อนภาพพวกนั้นออกมา เขาไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น แม้แต่จะหายใจก็ยังหวาดกลัว ชายหนุ่มกดหน้าลงต่ำแล้วหลับตาปี๋

                ลมหายใจของใครบางคนกำลังเป่ารดศีรษะเขา...

                ลมหายใจที่แสนเยือกเย็น สะท้านจนไปถึงขั้วหัวใจ

                เสียงฟันของนักเขียนหนุ่มกระทบกันดังกึกๆ ความกลัวพุ่งขึ้นกลางสมอง ลมหายใจที่เป่ารดเหนือศีรษะนั้นแรงขึ้น นั่นหมายความว่าเธอกำลังโน้มลงมาต่ำกว่าเดิม...

                หากว่ารณภพกล้าเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็จะเห็นว่า...เธอพยายามสื่อสารบางอย่างกับเขา โดยการเหยียดแขนข้ามหัวไหล่ของรณภพ เธอไม่ได้มีตัวตนอยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากทว่ามีตัวตนจริงๆ !

                รณภพตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อเห็นแขนค่อยๆ ยื่นข้ามหัวไหล่ของเขาไป ปลายนิ้วของเธอชี้ไปที่กระดาษปึกหนาที่วางกองอยู่บนโต๊ะ

                ท่อนแขนนั้นขาวซีดราวกระดาษ ซีดจนเห็นเส้นเลือดแดงเป็นริ้วๆ !

                ถึงตอนนี้เขาไม่สนแล้วว่าเธอพยายามจะบอกอะไร ใครจะไปมีสติอยู่กันได้เล่า! รณภพผุดลุกขึ้น หวังที่จะจ้ำอ้าวออกจากห้องแบบไม่คิดชีวิต

                เมื่อลุกขึ้นยืนเต็มตัว ในจังหวะที่เขาหันไปจึงได้เผชิญหน้ากับหญิงสาวปริศนาอย่างจัง!

                เพียงแค่นั้น ร่างสูงใหญ่ก็หงายหลังล้มตึงลงไปกองอยู่บนพื้น สติเลือนรางหายวับไปทันที


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น