อัปเดตล่าสุด 2019-06-11 11:00:39

ตอนที่ 14 บทที่ 14

                เช้าวันถัดมา

                “ครับแม่ วันหยุดปีใหม่นี้ภพจะกลับไปหาครับ” เสียงนุ่มทุ้มกรอกใส่ปลายสาย สายตาทอดมองเลยออกไปด้านล่างของคอนโดฯ ดูเหล่าผู้คนที่กำลังดำเนินชีวิต บ้างเข็นรถเข็นขายของ บ้างรีบเร่งออกไปทำงาน บ้างโหนรถเมล์ บ้างขับรถหรู

                รณภพยืนคุยโทรศัพท์กับผู้เป็นแม่อีกสักพัก ก่อนค่อยวางสาย เขาถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา หวังว่าจะได้กลับไปหามารดาในช่วงปีใหม่ตามสัญญา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องรีบปั่นงานให้เสร็จเสียก่อน

                นักเขียนหนุ่มเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งเพื่อไปนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สายตามองไปยังต้นฉบับที่ไม่ใช่ของเขา เพียงแค่มอง ขนในกายก็ลุกชัน ภาพน่าขนพองสยองเกล้าเมื่อคืนแล่นกลับเข้ามาในหัวจนเขาต้องรีบสกัดกั้น

                “หยุดๆๆๆ  เมื่อคืนเราแค่ฝันไป...ฝันไปเท่านั้น”

                เมื่อเช้านี้เขาตื่นขึ้นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ ชายหนุ่มพบว่าตัวเองนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น เขายังคงจดจำภาพสุดหลอนเมื่อคืนวานได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริงหรือความฝันกันแน่

                สุดท้ายก็เลือกคิดในแง่ดีเข้าไว้ว่ามันคือความฝัน!

                คิดแบบนี้ก็ค่อยสบายใจขึ้นมาจนสามารถฮัมเพลงได้ รณภพนั่งทำงานอีกสักพักจึงไปอาบน้ำแล้วลงไปกินบะหมี่เจ้าประจำ ก่อนจะใช้เวลาอีกทั้งวันที่เหลือนั่งจับเจ่าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ลงมือคัดลอกงานที่เขาไม่รู้ว่าเจ้าของคือใคร

                “ทำไมชีวิตฟองจันทร์ถึงได้เศร้าแบบนี้วะ สร้างจากเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย ?”

                เกิดคำถามขึ้นในใจของรณภพขณะที่กำลังนั่งพักสายตา เขาหยิบต้นฉบับไปนั่งอ่านบนเตียง พลิกเปิดหน้าสุดท้ายที่เปื้อนเลือดไปกว่าครึ่งแผ่นจนอ่านต่อไม่ได้ เมื่อเพ่งมองดีๆ  ก็ดูเหมือนว่าต้นฉบับฉบับนี้ยังเขียนไม่จบ

                “สงสัยต้องแต่งตอนจบเอง ไม่น่ายาก” นักเขียนหนุ่มพึมพำ พอพักจนหายเหนื่อยก็เริ่มลงมือทำงานต่อ

                ดึกดื่นคืนสงัดมาเยือนอีกครา เป็นเวลาที่หลายคนกำลังมีความสุข เพราะคือเวลาที่จะได้พักผ่อนกายและใจหลังจากสู้งานหนักมาทั้งวัน ทั้งยังเป็นเวลาโปรดสำหรับคนชอบนอนดึก

                รณภพเคยชื่นชอบช่วงเวลาดึกดื่น ทว่านับแต่นี้ต่อไป มันจะกลายเป็นเวลาที่เขาอกสั่นขวัญผวา!

                เริ่มด้วยเสียงประหลาดเหมือนมีใครไออยู่ในห้อง เสียงนั้นดังขึ้นตั้งแต่สองทุ่มตรง แล้วยังมีความรู้สึกเหมือนกับว่าใครสักคนยืนมองเขาจากด้านหลัง แต่ครั้นเมื่อหันไป...กลับไม่พบใคร

                แล้ววันนี้เขาก็ทำพลาดอย่างมหันต์อีกครั้ง เมื่อลืมปิดประตูกระจกที่กั้นระหว่างห้องนอนกับระเบียง ลมแรงพัดกระหน่ำเข้ามาด้านในห้องทำเอากระดาษ A4 หลายแผ่นที่วางไว้บนโต๊ะปลิวว่อน

                “อีกแล้ว! ให้มันได้แบบนี้สิ”

                รณภพละสายตาจากคอมพิวเตอร์แล้ววิ่งไปตามเก็บกระดาษแต่ละแผ่น แผ่นสุดท้ายตกอยู่ใกล้เตียง เขาโน้มตัวไปเก็บมัน หากแต่ลมประหลาดก็ดันพัดเข้ามา ทำให้กระดาษเขยิบห่างออกไปอีก

                “อ้าว” เขาอุทาน วันนี้จะได้เก็บไหมเนี่ย

                เขาคลานเข้าไปใกล้ แล้วคว้ามา...

                แต่แล้วมือกลับชะงักค้าง...

                ร่างกายกลับแข็งเกร็ง...

                เมื่อเห็นปลายเท้าของใครบางคน!

                รณภพนั่งงอ ตัวแข็งทื่อ เขาไม่กล้าหันหน้าไปมอง แต่ที่แน่ๆ  เขาไม่ได้ตาฝาด มีเท้าคนอยู่ตรงหน้าจริงๆ เป็นข้อเท้าเรียวเล็กเหมือนอิสตรี ผิวพรรณนวลลออ แต่เขาไม่นึกอยากสัมผัส!

                ชายหนุ่มกลืนน้ำลายดังเอื๊อก หลับตาปี๋แล้วคลานถอยหลัง ได้โปรดอย่าตามมา

                แต่คำขอของเขาไร้ผล เมื่อเธอก้าวตามเขามา!

                “ต้นฉบับของฉัน...” เธอเปรยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทำให้รณภพหยุดชะงัก

                “เธอกำลังพูดเรื่องอะไร ?” เขาสงสัยแต่ไม่กล้าเงยหน้ามอง

                หญิงสาวปริศนาย่อตัวลงอย่างเชื่องช้า จนอยู่ในระดับเดียวกับรณภพ เธอเลื่อนตัวมาใกล้...ใกล้...จนชายหนุ่มรู้ว่าเธออยู่ใกล้แค่เอื้อม

                เขากลั้นหายใจอยู่นาน ทว่ายามนี้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันแล้ว หมายความว่าเธอไปแล้วใช่ไหม ?

                ทว่าในวินาทีที่เขาเงยหน้าขึ้น ร่างของเธอกลับพุ่งตรงเข้ามาหาเขา! ใบหน้าโชกไปด้วยเลือดนั้นดูดุกร้าว น่ากลัวเป็นที่สุด!

                รณภพผงะแล้วหงายหลังล้มตึง

                “โอ๊ย!” ชายหนุ่มโอดครวญ รู้สึกเหมือนหัวจะกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง

 

                วันต่อมา...

                รณภพใช้มือคลำตามหลังศีรษะ สัมผัสได้ถึงรอยปูดโน เขาลืมตามองไปรอบๆ  ก่อนจะหรี่เปลือกตาลงเมื่อแสงแยงเข้ามา เช้าแล้วหรือ ? ทำไมเร็วเช่นนี้ เมื่อกี้ยังมืดมิดอยู่เลย แถมยังมี...

                คราวนี้นักเขียนหนุ่มเบิกตากว้างแล้วกวาดตามองไปรอบๆ  เขายังคงอยู่ในห้องเดิม และนอนกองอยู่ที่พื้น...

                นั่นหมายความว่า...ภาพหลอนที่เขาเห็นเมื่อคืนเป็นเรื่องฝันไป!

                ใช่ไหม ?

                รณภพเริ่มลังเลแล้วว่าสิ่งที่เห็นมาตลอดหนึ่งอาทิตย์เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่

                ทั้งร่างบางของผู้หญิงคนหนึ่งที่ปรากฏเป็นเงาสะท้อนอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ร่างที่ลอยเข้ามาหาเขาและพยายามเอื้อมมือมาใกล้ ทั้งการปรากฏของผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงเวลาที่เขากำลังก้มเก็บกระดาษ

                นึกถึงคราใด ใจก็สั่นรัวราวกับบ้าคลั่ง

                หรือว่าเธอจะเป็น...เจ้าของผลงานชิ้นนี้!

 

                ช่วงบ่าย รณภพนั่งแท็กซี่ไปยังวัดใกล้เคียงแล้วถวายสังฆทานพร้อมทั้งทำบุญกรวดน้ำเพื่ออุทิดส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณที่ตามรังควาน ทว่ายังไม่ทันเทน้ำลงใต้ต้นไม้ดี ก็ดันเดินสะดุดหินจนน้ำเทกระจายไม่เป็นท่า!

                “ห่าอะไรอีกวะ!” เขาอุทาน

                “ใจเย็นสิโยม” หลวงพ่อรูปหนึ่งเดินผ่านมาแล้วทัก รณภพลุกขึ้น ก่อนจะยกมือไหว้ หลวงพ่อจึงกล่าวต่อ “ทำบุญต้องใจเย็นๆ  และต้องทำด้วยความตั้งใจ ไม่เช่นนั้นบุญจะไม่ไปถึงเขา”

                “เขา ? ไปถึงใครหรือครับ ?”

                “ก็คนที่โยมอยากจะให้เขาได้บุญนั่นไง” หลวงพ่อกล่าว ชั่วขณะที่สายตาแวบไปมองที่ริมต้นไม้ต้นที่รณภพหมายใจจะเอาน้ำไปเทรด

                “แต่เขาไม่อยากได้บุญหรอกโยม เขาอยากได้ของของเขาคืน” หลวงพ่อบอก ก่อนที่จะค่อยๆ เดินกลับเข้าไปด้านใน ทิ้งให้รณภพนิ่งอึ้งไป

                ตลอดทางกลับบ้าน รณภพครุ่นคิดถึงคำพูดของหลวงพ่อ หรือบางที...อาจเป็นเพราะต้นฉบับที่เขาหยิบติดมา

                บางที...เจ้าของคงจะกลับมาทวงคืน

                “บ้าน่า! เจ้าของเป็นใครก็ไม่รู้ ถ้าตายห่าตายโหงไปแล้ว ทำไมต้องหวงด้วย คนอุตส่าห์จะช่วยเผยแพร่ผลงานให้แท้ๆ”

 

                เมื่อกลับถึงบ้าน รณภพก็เริ่มงานต่อโดยปราศจากความรู้สึกผิด มีบ้างที่มันแวบเข้ามา แต่เขาก็หาเหตุผลบอกกับตัวเองไปว่าลอกแค่นี้ไม่เห็นเป็นไร ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว จนเมื่อความเมื่อยล้ามาเยือน เขาถึงได้หยุดพักทำงาน ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปยืดเส้นยืดสายที่ระเบียงนอกห้องนอน ลมเย็นโชยพัดผมที่ยุ่งอยู่แล้วให้ยุ่งขึ้นไปกว่าเดิม

                “ที่นี่ก็บรรยากาศดีอยู่แล้วแท้ๆ  ไม่น่าดิ้นรนเสียตังค์ไปหาที่พักไกลๆ เลย หมดเงินไปเยอะแยะ งานก็ไม่เดิน แถมเจอเรื่องหลอนๆ อีก” เขาบ่นงึมงำขณะที่นึกถึงบ้านพักริมทะเล ก่อนจะยักไหล่ “แต่เอาเถอะ อย่างน้อยก็ได้ต้นฉบับนี้มา น่าจะเรียกทุนคืนได้มากเลยทีเดียว”

                รณภพหันหลังกลับไปมองด้านในห้อง เอนหลังพิงระเบียงเหล็กพลางมองไปยังโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่มีต้นฉบับวางอยู่ตรงนั้น นักเขียนหนุ่มยืนรับลม รอจนกระทั่งอาการเกร็งหายไปจนหมดจึงค่อยเดินกลับเข้าไปในห้อง

                ทว่าจังหวะนั้น หางตาแวบไปเห็นว่าด้านหลังของเขามีใครคนหนึ่งยืนอยู่...

                ให้ตายเถอะ มันกลับมาอีกแล้ว!

 

                แสงจันทร์ส่องกระทบร่างระหงของสาวนางหนึ่งที่กำลังยืนแหงนหน้ามองจันทร์ เส้นผมของเธอยาวสลวยเหยียดตรงกลางแผ่นหลัง พลัดพลิ้วหยอกล้อกับสายลม

                รณภพกลืนน้ำลายลงคอ เขาจำภาพด้านหลังของเธอได้ มันคล้ายคลึงกับร่างที่เขาเห็นริมชายหาดเมื่อตอนที่ยังพักอยู่ที่บ้านหลังนั้น แต่ว่า...เธอควรจะมีตัวตนอยู่แค่ในความฝันมิใช่หรือ

                หรือว่านี่เขาก็กำลังฝัน ?

                รณภพหยิกแขนตัวเองแรง ตบหน้าตัวเองอีกสักที

                “เจ็บ...โอ๊ย เจ็บ!”

                ขาของชายหนุ่มเสมือนถูกตะปูตรึงแน่น ไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้

                หญิงสาวปริศนาค่อยๆ หันมาหา ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาในใจ หากเขาเห็นใบหน้าเละเหมือนคราวนั้นอีกล่ะก็ เขาคงได้เป็นลมแน่นอน

                รณภพไม่กล้าลืมตามองเพราะกลัวจะเห็นภาพเหมือนวันวาน เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังฝัน จึงได้แต่ตะโกนก้องร้องบอกให้ตัวเองตื่นเสียที

                เขาหลับตาแล้วลืมตาเพียงนิดแต่ก็ยังคงเห็นพื้นกระเบื้อง เป็นอันว่าเขายังคงอยู่ที่ระเบียงห้องของตัวเองเหมือนเดิม

                “เวรเอ๊ย! ตื่นสิวะไอ้ภพ ตื่นๆ”

                ร่างของเธอลอยเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมยาวกรอมพื้น ย้ำเตือนรณภพว่าผู้หญิงตรงหน้าคือคนๆ เดียวกันกับเมื่อวาน! เธอเลื่อนตัวเข้ามาใกล้...ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

                รณภพนึกถึงบทสวดแล้วร่ายยาวออกมาจนลิ้นพันกัน หัวใจของเขาสูบฉีดอย่างหนัก ทว่าสมองกลับอื้ออึงคิดอะไรไม่ออก เขาบังคับขาตัวเองให้ถอยหลังแต่ดันไปชนกับประตูกระจก ชายหนุ่มผวา พลันหันไปมองนึกว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลัง แต่เป็นแค่กระจก ครั้นหันกลับมาก็ประจันหน้ากับเธอเข้าเต็มเปา!

                ทว่าทุกอย่างแตกต่างไปจากเดิม

                เธอไม่ได้ปรากฏกายในสภาพน่าขนพองสยองเกล้า หากแต่มาในรูปร่างหน้าตาที่ทำเอารณภพตกตะลึง!

                รอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าฉาบอยู่บนใบหน้า คิ้วเรียวสีดำรับกับดวงตากลมโต ผิวพรรณเนียนลออน่าทะนุถนอม

                ว่าที่นักเขียนหนุ่มมองอย่างนิ่งงันดุจต้องเวทมนตร์ รอยยิ้มของเธอทำให้เขาเผลอยิ้มตาม ใบหน้าของเธอคลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เขาพยายามนึก แต่นึกเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออก แต่ที่แน่ๆ  เธอคือคนเดียวกับเมื่อวาน และยังเป็นคนเดียวกันกับคนที่เขาเห็นเมื่อตอนอยู่ที่บ้านพักริมทะเล แม้เสี้ยวหน้าของเธอในตอนนั้นจะเต็มไปด้วยเลือด ทว่าอีกเสี้ยวใบหน้าที่แสนงดงาม ยังคงตรึงตราตรึงใจรณภพอย่างแม่นยำ

                “เธอ...เธอ...” น้ำเสียงของเขาแห้งแหบลงไปเพราะมีความกลัวจุกกันอยู่ตรงนั้น แม้เธอจะสวยงดงามหยาดฟ้า ทว่าเธอก็ไม่ใช่คน!

                คนลอยไม่ได้! แถมคนปกติไม่มีทางปรากฏตัวที่ริมระเบียงอย่างไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้!

                “ฉันชื่อฟองจันทร์” น้ำเสียงหวานล้ำเอื้อนเอ่ยออกมา ดุจบทเพลงที่แสนไพเราะ

                ฟองจันทร์ ? ตัวละครในนิยายที่เขาอ่านน่ะหรือ มิน่าล่ะ ทำไมเขาถึงได้คุ้นนัก เพราะลักษณะของเธอตรงกับที่ในนิยายบรรยายเอาไว้ทุกประการ แต่ว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ตรงหน้าเขาได้ เธอไม่ควรจะมีตัวตนไม่ใช่หรือ ?

                แววตาเลื่อนลอยมองไปยังต้นฉบับที่วางอยู่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ด้านใน เธอขยับปากสีกุหลาบแล้วเอ่ย

                “มันเป็นของฉัน”

                รณภพมองตาม ก่อนจะกลับมามองที่เธออีกครั้ง เขาอยากจะถามแต่ไม่อาจเปล่งเสียงออกไปได้ จึงได้แต่ยืนกลั้นใจประจันหน้ากับเธอ

                หญิงสาวผู้มีนามว่าฟองจันทร์สบตารณภพ สายตาของเธอบาดลึกเข้าไปถึงกลางใจของเขา เขาบอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกอย่างไร เธอดูเศร้าสร้อยจนเขาเกือบจะหลุดปากปลอบโยนเธอไป

                สายลมเอื่อยกำลังโอบล้อมพวกเขาทั้งสอง ยามนี้รณภพงุนงงไปหมดแล้วว่าความจริงคืออะไรกันแน่ ทำไมเธอถึงได้บอกว่านี่เป็นต้นฉบับของเธอ

                เธอมีตัวตนจริงหรือ ?

                ทว่ายังไม่ทันได้ค้นหาคำตอบ สายลมเอื่อยก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นลมแรงดุจจ้าวเวหากำลังสำแดงความพิโรธ ดั่งว่าลมนั้นคือตัวเร่งกาลเวลา ใบหน้าหวานหมดจดกลายเป็นสีหน้าดุกร้าว แววตาแดงฉาน มีเลือดไหลรินจากจมูกและมุมปาก ผิวพรรณที่สดใสเหี่ยวย่นกลายเป็นคนแก่ เส้นผมสีดำที่กำลังปลิวไสว ค่อยๆ กลายเป็นสีขาวโพลน

                เธอเปล่งเสียงดังก้องอย่างโกรธจัด

                “มันเป็นของฉัน!”

                เหวอ!

                รณภพสะดุ้งโหยง ก้าวถอยหลังรัวขณะที่เธอก็ลอยเข้ามาหาเขา ด้วยความกลัวและไม่ทันระวัง รณภพจึงสะดุดขาตัวเอง ลื่นล้มหัวฟาดพื้นเข้าอย่างจัง ก่อนที่จะสลบไสลไปไม่ต่างจากเมื่อคืน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น