อัปเดตล่าสุด 2019-06-11 16:00:06

ตอนที่ 15 บทที่ 15

                ปริ๊น! ปริ๊น! ปริ๊น!

                เสียงแตรรถดังสนั่นไปทั่วทางสามแยก ทำหน้าที่ปลุกชาวบ้านละแวกนั้นแทนเสียงนาฬิกาปลุก แสงไฟหน้าของรถยนต์ส่องสว่างวาบไปทั่วบริเวณที่ปกคลุมด้วยความมืด เสียงแตรรถดังขึ้นอีกสองครั้ง ก่อนจะหยุดลงแล้วแทนที่ด้วยเสียงเขย่าประตูเหล็ก

                ผู้มาเยือนยามวิกาลยกแขนปาดเหงื่อที่ชุ่มหน้าผาก เขาออกแรงเขย่าอีกครั้ง เสียงครืดคราดดังระงม กระนั้นก็ยังไม่มีวี่แววจากคนด้านในจะโผล่มา เขาจึงเดินกลับไปที่รถของตนแล้วใช้กระหน่ำฝ่ามือกระแทกใส่แตรรถ มันดังไปทั่วสามบ้านแปดบ้านจนบางคนถึงกับเปิดหน้าต่างแล้วตะโกนลงมาจากชั้นสอง

                “หนวกหูเว้ย! ทำห่าอะไรวะ!”

                ผู้มาเยือนไม่สนใจเสียงสบถด่าสาปแช่ง เขายังคงกระหน่ำบีบแตรต่อไป ก่อนจะดับเครื่องแล้วเดินไปที่ประตูรั้วเหล็กแล้วยืนเขย่าราวคนคุ้มคลั่ง

                “ลุงเมียง! ออกมาเดี๋ยวนี้! ผมจะคุยกับลุง! ลุงเมียง!”

                สองนาทีต่อมาเจ้าของบ้านก็ออกมาตามคำเรียกร้อง แกเลื่อนรั้วเหล็กออกอย่างแรงแล้วโพล่งด้วยน้ำเสียงดุกร้าว

                “ใครกันวะ!”

                หากเมื่อแกเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ความเกรี้ยวกราดก็ลดลงแล้วแทนที่ด้วยความฉงนใจ

                “ไอ้หนุ่มเมืองกรุง แกเองเรอะ!”

                “ลุง! ลุงต้องช่วยผมนะ!” รณภพโผเข้าหาลุงเมียง เขย่าไหล่อีกฝ่ายจนตัวสั่นโยน เอาแต่พร่ำบอก “ลุงต้องช่วยผม!”               “เฮ้ยๆ  เกิดอะไรขึ้น ?” ลุงเมียงถามไถ่อย่างเป็นห่วงพลางหันไปมองภรรยาที่มีสีหน้าประหลาดใจพอกัน “มาๆ  เข้าบ้านก่อน มีอะไรค่อยว่ากัน” ลุงเมียงประคองคนที่จิตใจเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นักเข้าไปในบ้าน สีหน้าของชายหนุ่มนั้นซีดเผือดเหมือนคนเจอของดีเข้า

                เจ๊ศรีเดินไปปิดประตูบ้าน แกเห็นชาวบ้านราวสี่ห้าคนยืนชะเง้อมองมาทางนี้ แต่ละคนยังคงอยู่ในชุดนอนเช่นเดียวกันกับแก

                “ไม่มีอะไรแล้ว ไปนอนไป” เจ๊ศรีโบกมือไล่ ก่อนจะเลื่อนประตูปิดกั้นพวกสอดรู้สอดเห็น

 

                ลุงเมียงอ้าปากหาวขณะที่รินน้ำจากกาลงใส่แก้วอลูมิเนียม อาการง่วงยังคงอยู่ตามประสาคนไม่ชินที่ต้องตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาตีสองกว่า

                “เอ้า ดื่มน้ำหน่อยจะได้ดีขึ้น” ลุงเมียงส่งแก้วให้ ก่อนจะเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามโดยมีเจ๊ศรีนั่งเคียงข้าง สองสามีภรรยามองหน้าหนุ่มเมืองกรุงที่ดื่มน้ำพรวดๆ จนหมดแก้วกันเป็นตาเดียว

                “แล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาหาพวกข้าดึกเอาป่านนี้ ?”

                รณภพวางแก้วน้ำลง มือยังกำรอบแก้ว สายตาพร่าสั่นเหมือนลังเลที่จะพูดออกมา ลุงเมียงอ่านสีหน้านั้นออก แกตบโต๊ะฉาดใหญ่

                “บ๊ะ! บุกมาหาพวกข้าดึกดื่นแล้วก็นั่งเงียบ มีอะไรก็พูดมาสิวะ!”

                รณภพไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร กลัวพูดไปแล้วแกจะไม่เชื่อ ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะตลอดเวลาที่เจอแก แกก็มักย้ำชัดเสมอว่าเรื่องแบบนั้นมีอยู่จริง!  

                “ลุง...ขอน้ำอีกแก้วหน่อย” เขายืดเวลา

                ลุงเมียงส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมลุกไปรินน้ำให้กับชายหนุ่ม

                “หวังว่าเรื่องคงจะสำคัญสมกับที่ถ่อมาถึงที่นี่นะ” เจ๊ศรีดักคอไว้ รณภพกลืนน้ำลายอย่างกดดัน เขาพยายามเรียบเรียงเรื่องราว แน่นอนว่าเขามีคำถามมากมายที่เขาอยากจะถาม มีหลายเรื่องราวที่เขาสงสัย และรู้ว่าลุงเมียงจะช่วยให้คำตอบได้ แต่มันไม่ง่ายนักที่จะพูดออกไป

                ลุงเมียงส่งแก้วน้ำให้ รณภพรับมาแล้วดื่มหลายอึก แค่คราวนี้เขาดื่มช้าลง สมองค่อยๆ คิด ค่อยๆ เรียบเรียงคำพูด จนกระทั่งค่อยวางแก้วลงแล้วเลียบเคียงถามออกไป

                “ลุงรู้จักผู้หญิงที่ชื่อฟองจันทร์หรือเปล่า ?”

                ร่างของทั้งสองแข็งตึง คอตั้งชัน ดวงตาเบิกกว้างเช่นเดียวกับปาก

                รณภพจับจ้องปฏิกิริยานั้น เดาได้ไม่ยากเลย

                “ลุงรู้จักใช่ไหม เธอมีตัวตนด้วยเหรอ ?”

                ชั่วครู่ที่ลุงเมียงเหลือบสายตามองเจ๊ศรี ก่อนจะหันกลับไปมองรณภพ เขาถามกลับน้ำเสียงต่ำ

                “เอ็งเจอนางฟองจันทร์แล้วเหรอ ? แล้วไปรู้จักมันได้ยังไง ?”

                “ก็...” รณภพไม่แน่ใจว่าจะเล่าดีหรือไม่ “ผมไม่แน่ใจ แต่...เอ่อ ลุงช่วยเล่าเรื่องของเธอได้หรือเปล่า ?”

                “ทำไมเพิ่งจะมาถามเอาป่านนี้ เอ็งกลับไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ?” เจ๊ศรีโพล่งขึ้นเมื่อหายจากอาการตกใจ แกเหลือบมองดูนาฬิกาแขวนผนัง ก่อนกลับมาจ้องรณภพตามเดิม

                “หรือว่า...ผีนางฟองจันทร์มันตามเองไปที่กรุงเทพฯ ด้วย ?”

                รณภพสะดุ้งโหยง ลุงเมียงนี่เดาได้ถูกราวกับมานั่งกลางใจเขาจริงๆ

                “ก็...ไม่เชิงหรอกลุง” เขายกมือเกาหัวแกรก “ว่าแต่ลุงจะเล่าเรื่องของคนที่ชื่อฟองจันทร์ได้หรือยัง ?”

                “แหม มันก็ค่อนข้างยาวเลยล่ะไอ้หนุ่ม แต่ถ้าเอ็งอยากฟัง ข้าก็จะเล่า...”

                “สรุปว่าถ่อมาตั้งไกล เพื่อมาถามเรื่องแค่นี้เหรอ ?” เจ๊ศรีแทรกขึ้นมา รณภพเกือบจะเถียงออกไปแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องแค่นี้ แต่มันเป็นเรื่องใหญ่เลยชนิดที่ว่ากระทบชีวิตเขาอย่างจัง!

                ตั้งแต่รณภพฟื้นขึ้น เขาก็รีบเก็บกระเป๋า บึ่งรถมาที่นี่ แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะหยิบต้นฉบับปริศนาติดมือมาด้วย เขามั่นใจ ทั้งความรู้สึกที่ยังติดค้างในอก ทั้งความเจ็บที่หลังศีรษะ ทำให้เขาเชื่อว่าผีผู้หญิงที่ชื่อฟองจันทร์ไม่ใช่ความฝัน!

                ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง! เธอคือผีจริงๆ !

                รณภพยังจดจำถ้อยคำที่เธอบอกว่าต้นฉบับนี้เป็นของเธอ วินาทีนั้นเขาไม่หลงเหลือความคิดที่จะคัดลอกผลงาน แต่เขาต้องการรู้เกี่ยวกับตัวเธอให้มากกว่านี้ และการที่จะรู้จักเธอได้ ก็ต้องมาในที่ที่เธอเคยอยู่

                พอคิดแค่ว่าจะต้องเอาคำตอบจากปากลุงเมียงให้ได้ วินาทีนั้นรณภพก็บึ่งรถจากกรุงเทพฯ มาระยองโดยทันที

                สีหน้าของรณภพเป็นคำตอบให้แก่เจ๊ศรีอย่างดี แกส่ายหน้าพลางลุกขึ้นกลับไปนอนต่อ ไม่ใช่ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่เพราะเป็นเรื่องที่แกเบื่อจะฟังแล้วต่างหาก โดยเฉพาะจากคนที่กำลังนั่งถูมือไปมาเตรียมเสริมเติมแต่งเรื่องราวให้มีอรรถรสยิ่งขึ้น

                รณภพมองตามจนกระทั่งเจ๊ศรีขึ้นห้องไปเรียบร้อย เสียงกระแอมของลุงเมียงดึงเขาให้กลับไปมองแกตามเดิม

                “ว่าแต่แกอยากรู้เรื่องอะไรของนางฟองจันทร์ล่ะ ? ข้าน่ะ เซียนเรื่องนี้เชียวล่ะ”

                “เอามาให้ละเอียดเลยลุง รวมถึงบ้านหลังที่ผมพักด้วย”

                รณภพนั่งฟังเรื่องเล่าจากปากของลุงเมียง จริงหรือไม่เขาก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ก็คงจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง ถ้อยคำมากมายถูกถ่ายทอดออกจากริมฝีปากแห้งแตกของชายแก่วัยล่วงเลยหลักหก หากความทรงจำยังคงดีเหมือนหนุ่มๆ สาวๆ  แกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นชวนฟัง เหมือนกับกำลังพากย์หนังก็มิปาน และดูเหมือนว่าจะไม่จบสิ้นง่ายๆ  แม้กระทั่งแสงแรกของวันมาเยือน ริมฝีปากของแกก็ยังคงขยับต่อไป

               

                หลังจากที่รู้ความจริง รณภพก็กล่าวขอบคุณลุงเมียง รวมถึงฝากขอโทษไปถึงเจ๊ศรีที่มาปลุกกลางดึก ทำให้แกหลับยาวจนลืมลงมาขายของ ความจริงรณภพจะจ่ายเงินให้ด้วยซ้ำสำหรับค่าเสียเวลาแต่กลับโดนลุงเมียงด่าเปิง

                “ไอ้หนู! ข้าไม่ใช่พวกทำอะไรเพราะหวังเงินนะโว้ย!”

                เป็นอันว่าลุงเมียงจึงได้รับแค่คำขอบคุณ และคำสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ 

                หลังจากนั้น รณภพก็ออกจากร้านของลุงเมียงแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังที่แห่งหนึ่ง มันคือสถานที่ที่เรื่องราวเริ่มต้น และเขาเชื่อว่ามันจะเป็นสถานที่ที่ยุติเรื่องราวเช่นกัน

                มันคือ...บ้านพักฟองจันทร์

 

                เรื่องราวมีอยู่ว่า เดิมทีบ้านพักหลังนั้นเคยเป็นของอดีตนักเขียนชื่อดังคนหนึ่ง นามว่า ‘ฟองจันทร์ พันพริ้ม’ ลุงเมียงเล่าด้วยน้ำเสียงหลงใหลว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงาม ดวงตาหวานปานน้ำผึ้ง เอวบางร่างน้อย ชอบสวมใส่ชุดเสื้อกระโปรงยาวกรอมเท้า ปล่อยผมยาวสลวยละแผ่นหลัง ยามเธอเคลื่อนกาย ผมจะขยับไหวไปมา ดูสวยงามราวเทพธิดาจริงๆ

                ลุงเมียงไม่ได้รู้จักกับฟองจันทร์เป็นการส่วนตัว สำหรับเขา เธอก็เป็นเหมือนลูกค้าคนหนึ่ง แต่ด้วยกิตติศัพท์ที่ชาวบ้านร่ำลือในความงดงามของเธอ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หนุ่มโสดในวัยนั้นจะต้องเหลียวมองและจดจำ

                ฟองจันทร์อาศัยอยู่ในบ้านพักหลังนั้นซึ่งเป็นบ้านเก่าของพ่อแม่ของเธอ เธอเคยไปร่ำเรียนที่กรุงเทพฯ พอกลับมาอยู่กับพ่อแม่ได้ไม่กี่ปี พ่อแม่ก็ต้องย้ายไปเชียงราย เธอเลยอาศัยอยู่กับคนสนิทของพ่อแม่

                “เห็นว่าไปช่วยงานในไร่ของพี่ชาย อะไรสักอย่าง ก็เลยอยู่กับไอ้สมหมาย เออ แต่รู้สึกว่าฟองจันทร์กับสมหมายจะเป็นญาติกันด้วย อาจเป็นลุง เพราะเห็นนางก็เคารพสมหมายอยู่เหมือนกัน” ลุงเมียงพูดอย่างไม่มั่นใจ

                นอกจากฟองจันทร์จะเป็นคนที่ชาวบ้านสนอกสนใจแล้ว เธอยังเป็นที่รู้จักในวงการน้ำหมึกอีกด้วย โดยเฉพาะละครเรื่องฟ้าสีเทาที่มาจากปลายปากกาของเธอ

                “ตอนนั้นมีคนเข้าออกหมู่บ้านเรากันให้วุ่น บ้านข้าอยู่ตรงหัวมุม ก็เลยได้บอกทางบ่อยๆ ว่าบ้านนางฟองจันทร์อยู่ที่ไหน”

                “เขาดังมากเลยเหรอครับ ?”

                “เออสิวะ ละครตั้งหลายเรื่องสร้างจากเรื่องที่ฟองจันทร์แต่ง หนังสือหลายเล่มก็ดังเปรี้ยงปร้าง แม่ข้ายังมีหนังสือของนางฟองจันทร์อยู่เลย ข้าก็บอกให้แม่ไปขอลายเซ็น นี่ถ้าตอนนั้นไม่มัวแต่อาย ป่านนี้หนังสือพวกนั้นคงขายได้ราคามากโข”

                ทว่าชีวิตไม่จีรัง ฟองจันทร์โลดแล่นอยู่ในวงการน้ำหมึกได้เพียง 5 ปี ก็ดันมาตายเสียก่อน

                “เพิ่งจะย่างเข้า 30 แท้ๆ ไม่น่าด่วนจากไปเลย”

                “ลุง เรื่องเกิดขึ้น พ.ศ. ไหนครับ ?”

                “ถ้าข้าจำไม่ผิด...ใช่ ข้าจำไม่ผิดหรอก มันเมื่อช่วง 2,500 ตอนนั้นเป็นเดือนกันยายน วันที่ 13 วันเกิดข้าพอดี ตื่นเช้ามาเสียงคุยโหวกเหวกกันให้ทั่ว ชาวบ้านก็มุงกันอย่างกับมีแจกไข่ฟรี เอ็งลองไปหาข่าวดูสิ แต่มันจะยังมีอยู่ไหม ? ข่าวเก่าขนาดนั้น”

                รณภพนึกถึงหอสมุดแห่งชาติ น่าจะพอมีข่าวพวกนี้ให้เขาค้นคว้า แม้เรื่องราวจะผ่านมานานถึงห้าสิบสองปี แต่เขาก็ไม่อยากเสียเวลาเทียวไปเทียวมาอีกแล้ว

“ว่าแต่ ทำไมเธอถึงตายเหรอครับ ?”

            ลุงเมียงซดกาแฟขมหนึ่งอึก ใช้ผ้าซับรอบปากแล้วขมวดคิ้วตอบ

                “ข้าก็ไม่แน่ใจว่ะ แต่นางฟองจันทร์มันตายในบ้าน อาจเป็นโรคหัวใจก็ได้”

                แกเล่าต่อว่าหลังจากที่ฟองจันทร์ตาย บ้านหลังนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ว่างเปล่า ก่อนที่หลายปีถัดจากนั้น คนสวนของบ้านจะแอบอ้างทำตัวเป็นนายหน้า เปิดให้คนมาเช่าบ้านพักหลังนั้น

                “ลุงสมใช่ไหม ?”

                “ใช่ พวกข้าก็เตือนแล้วว่าอย่า แต่มันไม่สน มันบอกว่ามันเป็นคนสุดท้ายที่อยู่บ้านหลังนั้นในคืนที่ฟองจันทร์ตาย มันโม้ว่าฟองจันทร์เคยเปรยๆ ว่าจะยกบ้านหลังนั้นให้มัน แล้วมันยังเป็นลุงของฟองจันทร์ด้วย ตอนนั้นก็อย่างที่รู้กัน มันเป็นนักเลงโต ไม่มีใครกล้าตอแยกับมันหรอก”

                หลังจากนั้นก็มีคนมาเช่าบ้านหลังนั้นมากมาย แต่ไม่มีใครเคยอยู่เกินหนึ่งอาทิตย์ ต่างลือกันว่าตกดึกจะได้ยินเสียงคนใช้เครื่องพิมพ์ดีด เสียงไอค่อกแค่ก บางรายถึงขั้นเห็นผีนางฟองจันทร์มายืนตรงหน้า ร้องปาวๆ บอกว่าให้ออกไป

                “แล้วใครมันจะทนได้เล่า เอ็งก็เจอแบบนี้ใช่ไหมล่ะ ? วันนั้นถึงได้เผ่นแน่บ ไม่มาร่ำลาข้าสักคำ” พูดแล้วลุงเมียงก็อดน้อยใจไม่ได้

                รณภพเอ่ยขอโทษ ถึงตอนนี้เขาไม่อายแล้วที่จะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาที่บ้านหลังนั้น รวมถึงที่คอนโดฯ ของเขาเช่นกัน หากแต่ความละอายเล็กๆ ในใจ ทำให้เขาไม่กล้าบอกไปว่าเขาเอาต้นฉบับของเธอมาด้วย

                “ก็น่าแปลก ส่วนใหญ่แล้วจะโดนหลอกกันแค่ที่บ้านพักนั่นล่ะ แต่พอออกไปแล้วก็ไม่เคยมีใครพูดอะไรสักคน”

                นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้หยิบอะไรติดมือไปด้วย ผิดกับรณภพที่ดันคว้าเอาของรักของหวงของฟองจันทร์ไป จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะตามทวงคืน!

 

                รถยนต์ของรณภพแล่นไปตามท้องถนนสู่บ้านพักฟองจันทร์ ชายหนุ่มมองต้นฉบับที่วางอยู่บนเบาะคนนั่งข้างๆ  สลับกับมองทางข้างหน้า เขาไม่เคยรู้จักนักเขียนที่ชื่อฟองจันทร์ เพราะเธอมีตัวตนอยู่เมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว คนรุ่นใหม่อย่างเขาย่อมยากที่จะรู้จัก แม้ว่าจะอยู่ในวงการเดียวกันก็ตาม

                ไม่หรอก อย่างเขาไม่สมควรเรียกว่าเป็นนักเขียน เพราะนักเขียนที่ดี คนที่มีจิตวิญญาณของนักเขียน จะไม่มีวันทำเรื่องเลวทรามแบบนี้ งานทุกงานแลกมาด้วยหัวใจของผู้สร้าง เราจึงควรเห็นคุณค่า ให้ความเคารพ หาใช่เหยียบย่ำน้ำใจด้วยการคัดลอก

                ความละอายแล่นไหลไปมาจนรณภพต้องยกมือลูบหน้า

                พอกันที...เขาจะหยุดทำเรื่องนี้ และจะเอาต้นฉบับกลับไปคืนเธอ

 

                รณภพจอดรถเลียบเคียงกำแพงในตำแหน่งเดิมที่เขาเคยจอดเอาไว้ ก่อนจะก้าวลงไปด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น มือของเขากระชับต้นฉบับแน่นแล้วเดินตรงเข้าบ้านพัก สภาพบ้านไม่ได้แตกต่างไปจากวันที่เขาออกไป ข้าวของทุกชิ้นเหมือนถูกสตัฟฟ์เอาไว้...น่าแปลกใจ เขานึกว่าลุงสมจะมาจัดเก็บบ้านช่องให้เรียบร้อยเพื่อเปิดให้คนเช่าคนใหม่ไปแล้วเสียอีก

                รณภพวางต้นฉบับไว้บนโต๊ะวางของใกล้มือ

                “แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง”

                ครั้นจะหันหลังกลับ ก็เหมือนใจยังมีห่วงอยู่

“หรือจะเอาไปวางในห้องใต้ดินดีวะ” ชายหนุ่มพึมพำ เขากลัวว่าผีฟองจันทร์อาจจะยังคงตามหลอกหลอนเขา หากว่าเขาไม่ส่งคืนของรักของเธอให้ถึงมือ

                รณภพก้มมองนาฬิกาข้อมือ เพิ่งจะบ่ายโมง บรรยากาศคงยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เขาหยิบต้นฉบับนั้นขึ้นมาอีกครั้ง พยักหน้าหนักแน่นให้กำลังใจตัวเอง

                “สู้โว้ย!”

                ชายหนุ่มเดินไปยังโถงระหว่างทางไปห้องนอนและประตูหลังบ้าน ตรงกลางมีรูปภาพที่มีรอยฉีกขาดขนาดใหญ่ เขามองลอดเข้าไปในรูกลวงโบ๋ แสงจากตรงนี้ส่องเข้าไปให้เห็นเลือนราง

                รณภพหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสยบความกลัว ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วเดินลอดผ่านเข้าไป เขาค่อยๆ ย่างเท้าลงตามบันไดชันอย่างระมัดระวัง เสียงเอี๊ยดอ๊าดของแผ่นไม้ดังขึ้นตามจังหวะที่เท้าเหยียบย่ำลง

                ลมหายใจเหมือนจะแผ่วลงเรื่อยๆ ตามจำนวนขั้นบันได หัวใจเต้นตึกตัก แม้คราวนี้จะมาด้วยเจตนาดี แถมรู้อยู่แล้วว่าภายในห้องใต้ดินมีอะไรรออยู่บ้าง กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความกลัวอยู่เลย

                “เอาวะ รีบๆ เอาไปวางแล้วก็รีบออกมา”

                รณภพเดินลงบันไดมาถึงขั้นสุดท้าย ตรงหน้าคือประตูไม้เก่าฝุ่นเขรอะ ยกเว้นที่จับซึ่งยังมีฝุ่นเกาะอยู่ไม่มาก ตอนนี้หัวใจของเขาเต้นรัวดุจกลองชุดเลยทีเดียว ชายหนุ่มต้องผ่อนลมหายใจออกทางปากหลายรอบเพื่อระบายความเกร็ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจผลักบานประตูเข้าไป

                กลิ่นเหม็นอับโชยมาเหมือนกับวันแรกที่เขาเข้ามาในห้องนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

                ชายหนุ่มสูดลมหายใจฟืดฟาด จับกระดาษปึกหน้าพัดไปมา ก่อนจะนึกได้ว่ากระดาษปึกนี้สำคัญเพียงใด จึงหยุดพัดแล้วถืออย่างระมัดระวัง

                แม้จะอยู่ในตอนกลางวัน แต่ก็อดขนลุกไม่ได้ ชายหนุ่มชำเลืองมองไปทั่วห้อง โดยเฉพาะตู้หนังสือหลายใบที่วางชิดกัน เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมในบ้านนี้ถึงมีตู้หนังสืออยู่แทบทุกห้อง แถมส่วนใหญ่ยังเป็นหนังสือเก่าๆ รณภพยังมองไปรอบๆ ไม่หยุด เหมือนกลัวว่าจะมีใครที่ไม่ใช่เขาอยู่ในห้อง เมื่อแน่ใจว่าตอนนี้มีแค่เขาเพียงลำพัง จึงค่อยๆ ย่องไปยังโต๊ะวางเครื่องพิมพ์ดีดที่ตั้งอยู่กลางห้อง

                รณภพชะโงกมองแป้นพิมพ์ เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคราบสีแดงเปื้อนอยู่

                “คงไม่ใช่เลือดหรอกมั้ง” เขาพึมพำ พลางกลืนน้ำลายดังเอื้อกก่อนจะวางต้นฉบับที่ขโมยมาโดยพลการไว้ตรงตำแหน่งเดิม “ผมเอามาคืนแล้วนะครับคุณฟองจันทร์ อย่ามาหลอกหลอนผมอีกเลยนะครับ”

                ชายหนุ่มกวาดตาไปรอบห้อง อยากให้เธอรับรู้ แต่ขออย่าให้เธอออกมาเลย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็ปล่อยมือออก โดยไม่มีแม้แต่ความเสียดายเลยสักนิดที่จะต้องปล่อยให้ต้นฉบับล้ำค่าให้อยู่ในห้องอับทึบแห่งนี้ไปตลอดกาล

                วันข้างหน้าอาจมีคนมาพบมันเข้า แล้วกระทำเฉกเช่นเขา

                ใครจะเป็นรายต่อไป รณภพไม่สน ตอนนี้เขาขอแค่ให้เรื่องราวระหว่างเขาและฟองจันทร์ยุติลงเพียงเท่านี้

                ชายหนุ่มหันหลังกลับไปทางประตู แทบจะจ้ำอ้าวออกจากห้อง

                ทว่ายังไม่ทันได้ออกไปไหน...ประตูแห่งอิสรภาพก็ปิดดังโครม!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น