อัปเดตล่าสุด 2019-06-12 16:00:05

ตอนที่ 17 บทที่ 17

                หญิงสาวขับรถไปอย่างช้าๆ ขณะที่ยันศอกไว้กับกระจกรถ สายตาสลับมองทางข้างหน้าบ้าง มองเลยออกไปนอกหน้าต่างรถบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะมองเลยออกไปนอกหน้าต่างเสียมากกว่า ด้วยวันนี้การจราจรโล่งโปร่งสบาย ราวห้านาทีถึงจะมีรถรามาสักคันเพราะเป็นถนนที่ตัดเข้าสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่ายังไม่ค่อยเจริญก็คงพอได้

                เธอมองดูชายทะเลแล้วก็ยิ้ม ความทรงจำวันเก่าๆ ย้อนกลับเข้ามา เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย แก้ผ้าวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง

                หัวใจฉาบด้วยความอบอุ่นและความคะนึงหาต่อวันวานที่ไม่อาจมีได้อีกครา อย่างน้อยเธอในวัยนี้ก็คงไม่อาจวิ่งเล่นแก้ผ้ากับเพื่อนหญิงเพื่อนชายได้อีก คงเป็นภาพไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ หากว่าหญิงสาวอายุ 25 ปีวิ่งแก้ผ้ารอบหมู่บ้าน หรืออาจเป็นภาพน่าดูสำหรับชายหลายคนก็เป็นได้

                รถยนต์ยี่ห้อแพงราคาเฉียดล้านขับไปเรื่อยๆ ตามท้องถนนยาว เมื่อถึงทางแยก เธอก็เลือกที่จะเลี้ยวขวา

                “กลับเข้าบ้านก่อนดีกว่า แล้วค่อยแวะไปทักทายเจ๊ศรี”

                เธอไม่อยากขับรถคันใหญ่เข้าไปในหมู่บ้าน เพราะนั่นอาจจะสร้างความรำคาญให้พวกพ่อค้าแม่ขายได้ หญิงสาวจอดเลียบริมถนนเมื่อมาถึงที่หมาย เธอก้าวลงมา ดูให้แน่ใจว่าล็อกรถเรียบร้อยดีจึงค่อยเดินลงตามบันไดหินกรวด หยุดยืนมองภาพตรงหน้าแล้วป้องปากปล่อยเสียงกรีดร้องลั่นออกมา

                “กรี๊ด!”

                ความดีใจและความสุขใจถูกระบายออกไปดังก้องไปทั่วผืนทรายสะอาด หญิงสาวถอดรองเท้าส้นสูง วิ่งลงไปด้านล่างสัมผัสผืนทรายนุ่มที่เธอไม่ได้มาเยือนนานเกือบสิบปี

                ‘ฟองดาว’ กางสองมือออก พาเรือนร่างสูงเพรียวปะทะกับสายลมยามเย็น แสงแดดสีส้มจางๆ สาดไปทั่วแดนดิน เนรมิตให้ผืนน้ำดูเปล่งประกายเป็นสีส้มอมดำ

                ท้องทะเลที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใกล้ชิด เพราะวันๆ เธอก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องพัก อ่านหนังสือหนังหา คร่ำเคร่งอย่างเอาเป็นเอาตาย จะได้พักก็เมื่อปิดเทอมหรือมีเทศกาลยาวๆ  ซึ่งก็มีแค่ช่วงคริสต์มาสเท่านั้น ฉะนั้นฟองดาวจึงไม่ลังเลเลยที่จะบินกลับมายังประเทศไทยทันทีที่สำเร็จการศึกษา เธอบอกบิดามารดาว่าขอพักสักเดือนสองเดือน ก่อนเริ่มหางานทำ

                ฟองดาวกระโจนลงลึกให้สายน้ำเย็นฉ่ำโอบอุ้มเรือนกาย วักน้ำเล่นอย่างเริงร่า ปล่อยเสียงสรวลดังก้องไปทั่วบริเวณ ก่อนจะแหวกว่ายไปมา คล้ายเงือกสาวโสภาที่มีรอยยิ้มสดใสเป็นอาวุธ

                เธอเริงร่าอยู่ทะเลอีกหลายชั่วโมง จนกระทั่งแสงตะวันลาพ้นขอบฟ้า จึงค่อยลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปบ้านพัก

               

                ภายในบ้านดูแปลกตาไปมากหากเทียบกับเมื่อสิบห้าปีก่อนที่เธอมาพักกับมารดา อันดับแรกคือเฟอร์นิเจอร์ที่ดูใหม่ขึ้น ทั้งเก้าอี้ โต๊ะวางของ รูปภาพประกอบ กระนั้นก็ยังมีบางอันที่เป็นเหมือนเดิม

                ดั่งเช่นแจกันใบนี้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะเป็นใบใหม่ที่มีลวดลายเหมือนเดิม แต่ที่ทำให้เธอฟองดาวมั่นใจว่ามันคือใบเก่า ก็เพราะมันมีสก็อตเทปแปะไว้อยู่ แถมมีรอยปะขรุขระของกาวตาช้างอีกด้วย

                แน่ล่ะ เธอต้องจำได้ เพราะมันเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเธอ หลังจากที่วิ่งซนจนชนเข้ากับแจกันราคาแพงทำให้มันแตกออกเป็นสองสามส่วน

                ฟองดาวลูบแจกันอย่างหวนนึกถึงความทรงจำวันวาน ก่อนที่จะเดินไปสำรวจห้องอื่นๆ จนไปจบที่ห้องนอน

                “เอ๊ะ” เธออุทาน เมื่อเห็นข้าวของแปลกใหม่ในห้องนอน ของที่ไม่น่าจะมีอยู่ที่นี่ อย่างเช่น โน้ตบุ๊ค กระเป๋าเดินทางที่วางแหมะอยู่บนพื้น “เป็นไปได้ยังไง มีใครอยู่ในนี้เหรอ ?”

                คำตอบของเธอได้รับการเฉลยด้วยเสียงน้ำไหล หญิงสาวตัวแข็งทื่อ คุณพระ! ใครกันมาอยู่ในบ้านของเธอ ? บังอาจจริงๆ ไหนลุงสมว่าตอนนี้บ้านไม่มีคนเช่ายังไงล่ะ

                “โจรเหรอ ?”

                ฟองดาวกวาดตามองหาอุปกรณ์สักชิ้นที่จะมาเป็นของป้องกันตัวได้ เธอเหลือบไปเห็นกระบอกไฟฉาย

                “เอาเจ้านี่ล่ะ” เธอคว้ามันมา กำไว้แนบอกขณะที่เดินไปใกล้ห้องน้ำ เสียงหมุนก๊อกของฝักบัวและเสียงฮัมเพลงเล็ดลอดออกมา “ผู้ชายนี่”

                ตายล่ะ! ไฟฉายคงต่อกรไม่ได้แน่ ครั้นจะวิ่งออกจากห้องไปหยิบมีดในห้องครัวมา ก็สายไปเสียแล้วเมื่อประตูห้องน้ำเปิดผาง ปรากฏร่างของชายคนหนึ่งที่ทำเอาหญิงสาวหน้าร้อนฉ่า กรีดเสียงร้องลั่นบ้าน เฉกเช่นเดียวกับชายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร

                “กรี๊ด!”

                “เฮ้ย! โอ๊ย!” ชายหนุ่มโอดครวญเมื่อไฟฉายลอยมาโดนกลางหน้าผากของเขาอย่างจัง!

                “กรี๊ด! นาย...ไอ้โรคจิต! ไอ้วิปริต! ไอ้...ไอ้...กรี๊ด!” หญิงสาวร้องลั่น หลับตาปี๋ควานมือหาของใกล้ตัวแล้วเขวี้ยงไปยังชายตรงหน้าที่อยู่ในสภาพไร้อาภรณ์แม้สักชิ้น!

                “โอ๊ยๆ  คุณหยุดเดี๋ยวนี้! หยุดๆ ” รณภพยกแขนกันหนังสือหลายเล่มที่หญิงสาวแปลกหน้าทุ่มใส่ เขารีบกลับเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตู

                โครม!

                หนังสือเล่มหนาพุ่งใส่ประตูอย่างจัง หากว่าเขาช้าไปอีกนิดล่ะก็ คงจะโดนหัวเข้าเป็นรอบที่สองแน่

                “ไอ้โรคจิต! แกเข้ามาได้ยังไง! ฉันจะแจ้งตำรวจ!”

                คนด้านในห้องน้ำสะดุ้งโหยง รีบตะโกนออกไป

                “เดี๋ยวก่อนคุณ! ผมสิต้องแจ้งตำรวจ! คุณเป็นใคร ? เข้ามาในบ้านผมได้ไง!”

                “ตลกแล้ว! นี่มันบ้านของฉัน!” เธอร้องบอก ก่อนจะนิ่งคิด ความจริงนี่ก็ไม่ใช่บ้านเธอหรอก แต่เป็นบ้านของยาย ซึ่งเธอในฐานะผู้ที่เป็นหลาน ย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการครอบครองบ้านหลังนี้ “คุณแอบอ้างเข้ามาพักที่นี่ใช่ไหม! ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุก!”

                “ผมสิต้องแจ้งคุณ ทั้งข้อหาบุกรุกบ้านส่วนตัว และของส่วนตัวของผม!”

                “ไอ้ทุเรศ!” ฟองดาวดิ้นเร่าด้วยความโกรธ ชี้ไปทางประตูห้องน้ำ “ใครอยากไปดูของส่วนตัวของนายไม่ทราบ อี๋! ทุเรศ! ไม่รู้ล่ะ ฉันจะโทรเรียกตำรวจ!”

                หญิงสาวล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อควานหาโทรศัพท์ เวรกรรม! โทรศัพท์อยู่ในรถ!

                “ผมว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแล้วล่ะ” ชายหนุ่มด้านในตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม “ผมว่าเราต้องคุยกัน”

                “ไม่มีทาง! ฉันไม่คุยกับโรคจิตอย่างนายแน่!”

                “นี่คุณ!” เขาเริ่มฉุนกึกพอกัน “คำก็โรคจิต สองคำก็ทุเรศ ผมก็คนเหมือนกันนะ แล้วก็มีชื่อด้วย ผมชื่อรณภพ จบอักษร รู้จักไหมนักเขียนนามปากกานี้!”

                เรียวปากอ้ากว้างของฟองดาวที่กำลังจะปล่อยคำด่าทอออกไปถึงกับหยุดชะงักเมื่อได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม

                “ว่าไงนะ...” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “นายบอกว่านายคือรณภพ จบอักษรเหรอ ?”

                “ใช่” ชายหนุ่มเองก็ลดน้ำเสียงลงเช่นกัน อย่าบอกนะว่าสาวแสบนั่นก็เป็นแฟนคลับนิยายของเขา

                เธอเงียบไป ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับรณภพ แม้จะยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร แต่คงไม่ยากหากจะคุยกันให้รู้เรื่อง เสียอยู่อย่างเดียวตรงที่ว่า...เขาไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นเลยนี่สิ! เพราะว่าอยู่คนเดียว จึงเคยชินกับการเดินล่อนจ้อนออกจากห้องน้ำแล้วไปแต่งตัวในห้องนอนแทน

                “เอ่อ คุณ...ผมว่าเราน่าจะลองคุยกันก่อนนะ แต่ก่อนอื่น คุณช่วยออกไปข้างนอกก่อนได้ไหม เสื้อผ้าผมอยู่ข้างนอก” เขาเงี่ยหูแนบประตู ได้ยินเสียงตอบกลับมา ฟังดูเป็นน้ำเสียงตื่นเต้นพิลึก

                “ตามสบายเลยค่ะ!”

 

                “สรุปว่า คุณรณภพมาเช่าบ้านหลังนี้ โดยคำแนะนำของลุงสมเหรอคะ ?” น้ำเสียงหวานเอื้อนเอ่ยขณะที่รินน้ำใส่แก้วใสสองใบ สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่ม

                รณภพเกาหัวแกรกๆ แก้เก้อเขิน ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ที่มีสาวสวยมาพูดคะขากับเขา

                “ครับ คือน้องของผมเคยมาหาเพื่อนแถวนี้ บอกว่ามีที่พักริมทะเลสวยๆ เยอะ ผมก็เลยลองขับมาดู ตระเวนถามคนไปมาก็เจอลุงสม แกแนะนำที่พักที่นี่ให้ อีกอย่างผมต้องใช้โลเคชั่นของจังหวัดนี้เขียนหนังสือด้วย”

                “อ้อ ลุงสม คนสวนเก่า แต่คุณนี่ทุ่มทุนจังเลยนะคะ” เธอกล่าวอย่างเคลิบเคลิ้มพลางส่งน้ำให้ “ฉันต้องขอโทษจริงๆ  ไม่รู้ว่าคุณรณภพคือนักเขียนชื่อดังคนนั้น”

                รณภพยิ้มขวยเขิน ชื่อดังอะไรกัน ก็แค่ในโลกออนไลน์เท่านั้น

                เขาดื่มน้ำหลายอึก นึกขอบอกขอบใจพระเจ้าเหลือเกินที่ชี้ทางให้เขามาเป็นนักเขียน เขานึกไม่ออกเลยว่าหากเขาไม่ใช่นักเขียนที่เธอชื่นชอบ ป่านนี้คงถูกจับโยนเข้าตารางไปแล้ว

                ฟองดาวนั่งลงฝั่งตรงข้าม ส่งยิ้มหวานให้รณภพอยู่หลายหน เธอเป็นแฟนคลับตัวยงของเจ้าของนามปากกา ‘รณภพ จบอักษร’ ด้วยเนื้อหาที่แปลกใหม่ สไตล์การเขียนที่กระชับ ลุ้นระทึก ทำให้เธอหลงใหลงานทุกชิ้นของเขา

                รณภพฟังไป ยิ้มไป แต่ในบางจังหวะ รอยยิ้มก็เลือนหายและมีความรู้สึกผิดกระจ่างชัดในดวงตา เมื่อนึกได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเผลอปล่อยให้กิเลสด้านมืดครอบงำ พลั้งลอกงานของผู้อื่น โดยลืมไปแล้วว่าสองมือของเขา หนึ่งสมองของเขา ก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้เหมือนกัน ชมคนอื่นเก่ง เทิดทูนคนอื่นวิเศษ แต่ไม่ยอมยกย่องตัวเอง ถึงได้เกิดความทะเยอทะยานอย่างไม่ยั้งคิดเรื่อยไปไร้จุดสิ้นสุด

                หากแม้นเขาหันมามองดูตัวเอง หาช่องทางพัฒนาความสามารถ แทนที่จะหาทางลอกเลียนแบบงานของฟองจันทร์ ป่านนี้เขาคงจะมีความสุขไปแล้ว ใครจะรู้ งานของเขาที่บรรณาธิการกนกวรรณให้แก้ อาจกลายเป็นหนังสือขายดีไปนานแล้วก็ได้

                รณภพมองนาฬิกาเหนือผนัง ทุ่มครึ่งแล้วหรือ...เร็วจนน่าใจหาย

                “แล้วคุณเป็นใครกันครับ นี่ผมบอกหรือยังว่าหน้าตาคุณดูคุ้นๆ ชอบกล” เขาเการิมฝีปากยิกๆ พลางเหลือบมองหญิงสาว ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางเฉียบ เค้าโครงหน้าแบบนี้...เหมือนเคยเห็นที่ไหนกันหนอ รณภพคิดขณะที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

                “ฉันเป็นหลานสาวของเจ้าของบ้านหลังนี้ค่ะ”

                พรวด!

                รณภพถึงกับสำลักน้ำออกมา โชคดีที่หญิงสาวเอี้ยวตัวหลบทัน หาไม่แล้วน้ำคงนองเต็มหน้าเธอ

                “แค่ก! แค่ก!” รณภพใช้หลังมือปาดน้ำจากริมฝีปาก “คุณว่าอะไรนะ...?”

                หญิงสาวงุนงงว่าเขาจะตกใจอะไรนักหนา แต่ก็ยอมอธิบายอีกรอบ

                “ฉันเป็นหลานสาวของเจ้าบ้านหลังนี้ ฉันชื่อฟองดาว ยายของฉันชื่อฟองจันทร์ ท่านเป็นนักเขียนชื่อดังในอดีตเหมือนกันค่ะ คุณน่าจะพอรู้จักท่านบ้าง”

                แน่นอน เขารู้จักอย่างดีเลยทีเดียว มิน่าล่ะ ถึงว่า...เธอดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับใครสักคน

                รณภพสำลักอีกสองสามหน เขาเลื่อนแก้วน้ำออกไปไกลตัว นึกดื่มอะไรไม่ลง แถมไม่หิวแล้วด้วย

                “ฉันเพิ่งเรียนจบจากอังกฤษ ตั้งใจว่าจะมาพักที่นี่สักสองอาทิตย์แล้วค่อยหางานทำ หรืออาจกลับไปเรียนต่อ ฉันยังไม่ได้วางแผน“

                รณภพพยักหน้ารับฟัง ก่อนฉุกคิดได้ว่า.. “จะว่าไป ถ้าคุณเป็นหลาน บ้านหลังนี้ก็ควรเป็นของคุณสิ”

                “ก็ใช่ แต่ฉันไม่รู้จะเอาไปทำไมนี่คะ แม่ก็เหมือนกัน ทีแรกตั้งใจจะเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงยายฟองจันทร์ แต่ไม่มีเวลาไปเดินเรื่อง เลยฝากให้ลุงสมจัดการ แต่สุดท้ายลุงสมก็แอบไปเปิดเป็นบ้านเช่า”

                “แล้วพวกคุณไม่โกรธเหรอครับ ?”

                ฟองดาวได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ

                “โกรธสิคะ แม่โกรธมากด้วย แต่คิดดูอีกที ถ้าเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ก็ต้องคอยหมั่นไปดูแล แม่ฉันคงไม่มีเวลา เลยตัดใจยกให้ลุงสมจัดการไป”

                รณภพพยักหน้าหงึกๆ แล้วถามต่อ  

                “คุณจะมาอยู่ที่นี่เหรอ ? งั้นผมจะได้มีข้ออ้างกลับ...เอ๊ย ไม่ใช่ ผมจะได้กลับไปอยู่กรุงเทพฯ ”

                “ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง” เธอรีบยกมือห้าม “คุณอยู่ที่นี่เถอะค่ะ ฉันแค่อยากมาเยี่ยมบ้านหลังนี้ เดี๋ยวก็กลับแล้วค่ะ”

                “แต่คุณเพิ่งบอกว่าจะมาพักที่นี่สักอาทิตย์”

                “แต่มีคุณอยู่แล้วนี่คะ ฉันคิดว่าคุณคงต้องการที่นี่มากกว่าฉัน”

                ฟองดาวส่งยิ้มจริงใจให้ เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่คิดเลยว่าจะหาได้จากผู้หญิงคนที่พบกันครั้งแรกก็ด่าเขาเสียๆ หายๆ  แถมยังประทุษร้ายร่างกายจนได้แผลที่หน้าผากอีก

                “แล้วคุณเคยเห็นคุณฟองจันทร์หรือเปล่าครับ ?” รณภพถามพลางมองไปรอบห้อง นึกสงสัยว่าเจ้าของชื่อจะโผล่มาให้เห็นหรือเปล่าหนอ

                แล้วหญิงสาวก็เล่าถึงความหลังเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ให้ฟัง

                “คุณยายของฉันเสียก่อนที่ฉันจะเกิดอีกค่ะ แต่เพราะคุณแม่คอยเล่าเรื่องราวของท่านให้ฉันฟัง ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนว่าท่านยังไม่ตายจากฉันไปไหน”

                “ใช่ ยังอยู่แถวๆ นี้ล่ะ”

                “คะ ?” เธอถามเสียงสูง รณภพรีบโบกมือและส่ายหน้า

                “เปล่าๆ  เล่าต่อสิ ผมอยากฟัง”  

                “ตอนที่ฉันเกิดมา ฉันก็อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ว่าทุกๆ ปิดเทอมใหญ่ พ่อกับแม่จะพาฉันมาบ้านหลังนี้เสมอ พวกท่านบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่แห่งความทรงจำ เป็นสถานที่ที่คุณยายฟองจันทร์รักมาก”

                “เดี๋ยวนะ แสดงว่าคุณฟองจันทร์แต่งงานด้วยเหรอ ?”

                “เปล่าค่ะ คุณยายฟองจันทร์เป็นน้องสาวของย่าฟองฝัน...แม่ของแม่ฉันค่ะ งงไหม ?”

                “อา...ไม่ครับ...”

                ฟองดาวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูท้องทะเล กว้างใหญ่ไพศาล เปรียบดั่งความรักที่เธอมีต่อครอบครัว หญิงสาวนั่งเล่าเรื่องราวของตัวเองจนหมดเปลือกให้รณภพฟัง ไม่รู้เลยว่าทำไมเธอถึงได้กล้าเปิดใจกับชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ หรือเพราะเขาเป็นนักเขียนที่เธอชื่นชอบ อาจใช่...หากแต่เสี้ยวหนึ่งเล็กๆ ในหัวใจ มีบางอย่างบอกเธอว่าเขาเป็นคนที่เธอวางใจได้

                เวลาล่วงเลยมาถึงสองทุ่ม ฟองดาวก็ขอตัวกลับ ความจริงเธอตั้งใจจะมาพักที่นี่ แต่เมื่อมีรณภพอยู่ เธอจึงไม่อยากรบกวนเขา แต่รณภพกลับเต็มใจยิ่งกว่าเต็มใจอยากให้เธออยู่

                “ดึกแล้ว ขับรถกลับอันตรายจะตาย อยู่ที่นี่เถอะ”

                เธอมีสีหน้าลำบากใจ

                “งั้นเดี๋ยวผมจะไปนอนห้องนั่งเล่น โอเคไหม ?”

                “คุณเป็นสุภาพบุรุษจัง ขอบคุณนะคะ” ฟองดาวกล่าวขอบคุณพร้อมกับยิ้มออกมา

                รณภพยิ้มระรื่นตอบ แต่จะมีใครรู้ไหมหนอว่าแท้จริงแล้วเขาแกล้งเสนอไปแบบนั้นล่ะ!

                “โธ่...นึกว่าคืนนี้จะได้นอนกับสาวสวยซะอีก”

               

                วันนี้รณภพต้องเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เพราะห้องเดิมไม่เอื้ออำนวย แม้ใจจะอยากทำงานในห้องนั้น แต่ก็จำต้องสวมบทบาทนักเขียนหนุ่มหล่อแสนสุภาพ ขนหมอนขนคอมพิวเตอร์ออกมาอยู่ในห้องนั่งเล่น

                “เฮ้อ! เสียดายๆ” รณภพพึมพำขณะที่เสียบปลั๊กให้เรียบร้อย เขาลากเครื่องมาวางไว้บนตัก เอนหลังนอนเหยียดยาวบนโซฟา แต่ด้วยขนาดที่ไม่ได้ยาวมากทำให้ขาของเขาห้อยต่องแต่งลงจากปลายพนักวางแขน

                เป็นท่าทำงานที่ไม่ชินเอาเสียเลย รณภพพ่นลมหายใจหงุดหงิดออกมา แต่ก็ฝืนพิมพ์งานต่อจากที่ค้างไว้ พิมพ์ไปก็บ่นไปว่าปวดหลังปวดเอว แต่พอเริ่มชิน เสียงบ่นเสียงถอนหายใจก็ค่อยหายไป

                ท่านอนในขณะที่ทำงานเป็นท่าต้องห้ามสำหรับใครหลายคน เพราะนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แถมยังนำพาความง่วงมาอีกด้วย

                รณภพเห็นด้วยกับข้อนี้ ดวงตาเขาเริ่มปรือลงเรื่อยๆ แม้เจ้าตัวพยายามจะเบิกตาให้มากที่สุด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจทัดทานความง่วง สุดท้ายจึงผล็อยหลับไปทั้งที่มือยังคาอยู่บนคีย์บอร์ด

                ในช่วงที่เปลือกตาของเขากำลังจะปิดลงอย่างสมบูรณ์ เขาเห็นเงาเลือนรางสีดำ...

                ใครบางคน...กำลังจ้องมองมาที่เขา

                ใครบางคน...ที่กำลังยืนอยู่ตรงปลายเท้าเขา...

                เฮือก!

                รณภพสะดุ้งโหยง ดีดตัวขึ้นมาด้วยความตกใจ

                “เฮ้ย! อ้าว...คุณฟองดาว!” ชายหนุ่มอุทานเต็มเสียง เขาเกือบหัวใจวายตายแล้วเชียว!

                ฟองดาวมองหน้าซีดเผือดของรณภพ

                “ขอโทษค่ะ ไม่คิดว่าจะทำให้คุณตกใจ” เธอบอกแบบนั้น แต่แววตากลับพราวไปด้วยความขบขัน หญิงสาวส่งผ้าห่มที่โอบอุ้มไว้เต็มอ้อมกอดให้เขา “ฉันคิดว่าคุณอาจจะหนาว ก็เลยเอาผ้าห่มมาให้”

                ชายหนุ่มลุกขึ้น วางคอมพิวเตอร์ไว้บนโต๊ะตัวเตี้ยแล้วรับเอาผ้าห่มมา

                “แล้วคุณจะใช้อะไรล่ะ ?”  

                “ฉันไม่หนาวค่ะ” เธอตอบ ยังคงมีรอยยิ้มจางๆ อยู่ที่มุมปาก รอยยิ้มที่รณภพค่อนข้างมั่นใจว่ามาจากการที่เห็นเขาตื่นตระหนกเมื่อครู่

                “อ้อ” รณภพลากเสียงยาว จำได้ว่าเธอไปเรียนที่ต่างประเทศมาหลายปี คงจะชินกับอากาศเย็นของที่นั่น พอมาเจออากาศเย็นนิดๆ หน่อยๆ ของเมืองไทยก็เลยสบายๆ

                “ทำงานอยู่เหรอคะ ? อย่าหักโหมมากนะคะ ฉันรออ่านงานอยู่”

                “ฟังดูเหมือนจะกดดันผมมากกว่านะ” ชายหนุ่มว่า เธอจึงหัวเราะ

                “ฝันดีนะคะ”  

                “ฝันดีครับคุณฟองดาว”

 

                หัวใจของรณภพยังสั่นผวาไม่หาย ให้ตายเถอะ เขาคิดว่าเป็นผีฟองจันทร์เสียอีกที่มายืนอยู่ตรงปลายเท้า! แต่ชายชาตรีอย่างเขาก็ย้ำกับตัวเองว่า ไอ้อาการร้อนวูบวาบในอกอาจเป็นเพราะได้อยู่สองต่อสองกับสาวน้อยหน้าตาน่ารัก แถมยังใส่ชุดนอนผ้าบางสายเดี่ยวอีกต่างหาก

                สองต่อสอง...ใช่ แต่ไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกัน คิดแล้วก็อดเสียดายรอบที่ล้านแปดไม่ได้ รณภพลุกขึ้นจะไปล้างหน้าล้างตา แต่เพราะบ้านพักหลังนี้มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว แล้วก็ดันอยู่ในห้องนอนอีกด้วย เขาจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ กลับมานั่งจับเจ่าอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นตามเดิม

                นักเขียนหนุ่มกุมขมับ คืนนี้จะปั่นงานเสร็จไหมหนอ ขืนไม่เสร็จ มีหวังโดนหักคอแน่ๆ เขานั่งโอดครวญอยู่อีกสักพัก ก่อนจะค่อยกลับมาฮึดสู้ใหม่

                “เอาวะ รีบๆ ทำให้เสร็จ จะได้กลับบ้านเสียที”

                ชายหนุ่มจัดแจงนั่งท่าขัดสมาธิและถลกแขนเสื้อขึ้น สมาธิแน่วแน่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สายตาชำเลืองมองต้นฉบับที่ไม่ใช่ของเขาซึ่งวางอยู่ข้างกัน เขาสลับมองต้นฉบับและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไปมา มือก็รัวแป้นพิมพ์ด้วยความเร็ว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น