อัปเดตล่าสุด 2019-06-13 12:00:30

ตอนที่ 18 บทที่ 18

                รุ่งเช้าวันถัดมา ฟองดาวขอตัวกลับก่อน รณภพรู้สึกใจหาย ชายหนุ่มอดถามอย่างเสียดายไม่ได้

                “ทำไมรีบกลับล่ะครับ ? เห็นคุณบอกว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ตั้งใจจะมาพักผ่อนที่นี่สักอาทิตย์ไม่ใช่หรือครับ ? อ่า...หรือว่าเป็นเพราะผม ? ถ้ายังไงให้ผมย้ายไปแทนดีกว่าไหมครับ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ” เธอรีบส่ายหน้าและยกมือห้าม

                “แต่คุณมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้มากกว่าผม”

                “ใครว่าล่ะ คุณต่างหาก อีกอย่างถ้าที่นี่ได้ทำประโยชน์ให้กับคุณ ฉันก็ดีใจค่ะ”

                รณภพยังรู้สึกว่าไม่อยากให้สาวคนสวยจากไป...เพิ่งจะรู้จักกันแค่วันเดียวเองแท้ๆ เขายกมือเกาข้างแก้มขณะที่พูดอย่างเขินๆ

                “อยู่ต่ออีกสักวันสองวันเถอะ”

                ได้ยินดังนั้นฟองดาวก็มีสีหน้าลังเล

                “จะดีเหรอคะ ? กวนคุณเปล่าๆ”

                “ไม่เลยครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างระรื่น

                ฟองดาวครุ่นคิดอยู่อึดใจ ผินหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทะเลสีคราม ฟังเสียงฟองคลื่นสาดซัด แล้วก็ค่อยหันกลับไปมองเขา

                “งั้นรบกวนด้วยนะคะ”

                สิ้นคำตอบของเธอ รณภพก็เผลอร้องไชโยออกมา ก่อนจะรีบปิดปากแล้วเราะอย่างเก้อเขินแทน

                ทั้งสองคุยกันต่ออีกสักพักจึงตัดสินใจไปหามื้อเช้ากินในตลาด ฟองดาวเสนอร้านโจ๊กของเจ๊ศรี รณภพหันไปพูดกับเธอ

                “ผมก็ชอบที่นั่น”

                “คุณภพก็รู้จักเจ๊ศรีเหรอคะ ?”

                “ครับ แต่ผมสนิทกับลุงเมียงมากกว่า ผมชอบไปกินโจ๊กที่ร้านของแก” รณภพบอกขณะที่คล้องแม่กุญแจล็อกบ้าน เสร็จแล้วจึงค่อยหันไปหาเธอ ทว่าจู่ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้

                “ถ้าเจอลุงเมียง ต้องโดนถามเรื่องผีฟองจันทร์แน่ๆ”

                เขาไม่อยากให้สาวสวยตรงหน้ามารับรู้ว่าเขาเจอะเจออะไรบ้างที่บ้านหลังนี้ ขืนเธอรู้ว่าเขาเจอผียายของเธอ เธอต้องหาว่าเขาบ้าแน่นอน

                “เอ่อ...คุณฟองดาว พอดีผมนึกได้ว่าผมยังทำงานไม่เสร็จเลย”

                “อ้าว เหรอคะ ?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย “แล้วคุณภพไม่กินข้าวเช้าหน่อยเหรอคะ ?”

                “เดี๋ยวผมค่อยไปกินแล้วกันครับ ยังไงก็ฝากทักทายลุงเมียงกับเจ๊ศรีด้วยนะครับ”

                “เฮ้ย แล้วลุงเมียงจะแซวเราให้สาวฟังไหมวะ ?” รณภพอดหวั่นใจไม่ได้ แถมในบ้านหลังนี้ก็ไม่มีอะไรให้กินแล้วด้วย จึงตัดสินใจใหม่ ลองเสี่ยงถามเธอ “อ่า...ผมชักหิวแล้วสิ แต่ผมกินโจ๊กมาสองอาทิตย์แล้ว คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าเราจะไปหาอย่างอื่นกินแทน ?"

                ฟองดาวนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบพร้อมรอยยิ้ม

                “ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธนี่คะ”

                เขายืนมองรอยยิ้มน่ารักของเธอด้วยหัวใจที่เต้นรัวอย่างเป็นสุข

 

                เช้าวันนี้ลุงเมียงไม่ได้กินเงินของรณภพ กลับกลายเป็นร้านต้มเลือดหมูที่ปลายถนนแทน หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จแล้วทั้งสองก็พากันกลับเข้าบ้านพักริมทะเล รณภพกลับไปขลุกกับงานเขียนในห้องนั่งเล่น ส่วนฟองดาวก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนอนที่ตอนนี้กลายมาเป็นห้องของตัวเองแล้ว พอตกเย็นฟองดาวก็แวบมาชวนนักเขียนหนุ่มให้ออกไปว่ายน้ำด้วยกัน แต่รณภพยิ้มปฏิเสธ บอกว่าไม่ชอบเล่นน้ำเสียเท่าไหร่ เขานั่งทำงานต่ออีกพักใหญ่จนความเมื่อยล้ามาเบียดไล่ความขยัน ก็เลยละมือจากงานแล้วเดินไปชงกาแฟในห้องครัว เขาคิดถึงฟองดาวขึ้นมาเลยเดินออกไปนอกบ้าน

                ภาพที่ชายหาดทำเอาขาทั้งสองแข็งเป็นหิน

                รณภพละเลียดกาแฟขณะที่ยืนกอดอกพิงประตูมองร่างบางแหวกว่ายไปมาในน้ำสีคราม แสงยามเย็นสาดสะท้อนร่างนั้น ดูเปล่งประกาย งดงาม ราวกับเทพธิดาแห่งท้องทะเล เสียงหัวเราะสอดผสานกับเสียงคลื่น ไพเราะดุจเพลงบรรเลงที่นักดนตรีต้องยกนิ้วให้ เขายกกาแฟจิบอีกครั้ง รู้สึกว่ารสชาติช่างหวานนุ่มละมุนลิ้น ทั้งที่ปกติเขามักจะนิ่วหน้าเพราะความขม

                นักเขียนหนุ่มไม่รู้เลยว่าปล่อยให้หัวใจอิ่มเอมไปกับภาพนั้นนานแค่ไหน แต่คงนานพอดู เพราะสาวเจ้ารู้ตัวเข้าให้แล้ว เธอหันมามอง ผุดขึ้นเหนือน้ำแล้วยืนเท้าสะเอว หลิ่วตาใส่ จากนั้นก็พูดเสียงดัง

                “แอบมองกันแบบนี้ ไม่ให้เกียรติกันเลยนะคะ”

                ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ หลายที เหมือนคงเพิ่งฟื้นคืนสติ

                “ขะ…ขอโทษครับ!”

                “มานี่เลย” เธอพูดอย่างโกรธๆ

                รณภพวางแก้วลงบนพื้นแล้วก้าวย่างอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ก้าวไปหาฟองดาว แอบสำรวจเรือนร่างของเธอในชุดแนบเนื้อ เสื้อยึดสีน้ำเงินเปียกชุ่มแนบลู่กับไปสรีระจนเห็นสายบราจางๆ กางเกงยีนส์ขาสั้นเหมือนจะหดขึ้นมาหนึ่งนิ้วหรือเปล่านะ...เขาไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าขาของเธอขาวยิ่งกว่าเม็ดทรายเสียอีก เขารีบดึงสมาธิกลับไปจ้องตาดุของฟองดาว

                “ขอโทษที ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ”

                “แล้วทำไมถึงจ้องฉันล่ะ ?” เธอเชิดหน้าถาม

                รณภพยกมือเกาข้างแก้ม เป็นท่าทางที่เขาชอบทำเวลาที่เขาเขินอาย

                “ก็…มองคุณแล้วรู้สึกสบายใจ พอผมเห็นคุณมีความสุข ผมก็มีความสุข อ่า...แฟนคุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม  ?”

                “ฉันยังไม่มีแฟน”

                คำตอบนั้นทำเอารณภพแทบกลั้นรอยยิ้มไม่อยู่

                เธอขมวดคิ้วขณะที่ถามด้วยความประหลาดใจ

                “ไม่เห็นจะเกี่ยวกัน แค่มองฉันก็มีความสุขนี่นะ ?”

                “นั่นสิ ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย”  รณภพยอมรับในใจ  รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กประถมที่กำลังถูกคุณครูมองอย่างจับผิด จะตอบจะถามอะไรก็คล้ายกับว่าผิดไปเสียหมด เขายกนิ้วเกลี่ยปลายจมูกแล้วเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อน

                “เย็นแล้ว เข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายนะ”

                “ฉันยังไม่หายโกรธ”

                รณภพยิ้มแหย

                “แล้วจะให้ผมทำอย่างไรดีล่ะ ?”

                ฟองดาวเงียบไป แววตาวูบขึ้นด้วยประกายเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากเหยียดออกเป็นรอยยิ้ม

                “มานี่สิคะ”

                รณภพทำตามสาวเจ้าอย่างว่าง่าย พอชายหนุ่มเข้าไปใกล้เท่านั้นล่ะ ฟองดาวก็จับแขนของเขาแล้วลากลงน้ำทันที ด้วยความที่ยังไม่ได้ตั้งตัว ร่างใหญ่จึงถลาไปตามแรงดึง สุดท้ายก็ล้มคะมำคลุกคลีไปกับน้ำทะเล

                ฟองดาวหัวเราะลั่น “อยากเล่นน้ำนักไม่ใช่เหรอ เห็นแอบดูตั้งนาน เล่นเสียให้เข็ดเลย นี่แหนะๆ” แล้วเธอก็วักน้ำใส่เขาไม่ยั้ง

                รณภพยกมือป้องกันแต่น้ำก็ยังเข้าตาอยู่ดี จนในที่สุดก็ห้ามใจไม่ไหว สาดน้ำกลับใส่แม่ตัวแสบเสียบ้าง เธอสาดกลับอีกสองสามทีก็รีบวิ่งหนี หัวเราะร่าพลางว่าให้เขาตามมา

                “หนีไม่พ้นหรอก”

                ชายหนุ่มย่ำเท้าไปหาฟองดาวอย่างทุลักทุเล นานเกือบสองนาทีกว่าที่จะคว้าตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ เขาออกแรงมากไปจึงทำให้ทั้งร่างของตัวเองและของฟองดาวล้มลงไปในน้ำ มพวกเขารีบโผล่หน้าขึ้นมาสำลัก รณภพช่วยพยุงหญิงสาวขึ้นแล้วถามอย่างเป็นห่วง

                “เป็นอะไรหรือเปล่า ?”

                “เป็น…” เธอพูดเว้นค้างไว้ แล้ววักน้ำใส่หน้าคนมองอย่างจริงจัง “...เป็นคนสวย”

                “ใช่ สวยและแสบด้วย” รณภพคิดในใจ ก่อนจะตอบโต้ด้วยการสาดน้ำโครมใหญ่

                อีกราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา สงครามสาดน้ำก็ค่อยจบลง พร้อมกับแสงอัสดงสุดท้ายของวันที่ลาลับไป

 

                “ฮัดชิ้ว!”

                เสียงจามจากคนที่อยู่ในห้องนอนดังออกมาเป็นหนที่สี่ ทำให้คนที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในห้องครัวทนไม่ไหว ละมือจากโต๊ะอาหารแล้วรีบไปที่ห้องนอน เคาะประตูห้องหนักๆ สองสามครั้ง

                “ฟองดาว เป็นอะไรหรือเปล่า ?”

                แล้วเธอก็จามเป็นหนที่ห้า ก่อนจะตอบเขามา

                “ไม่เป็นไรค่ะ แค่แสบจมูกกับปวดหัวนิดหน่อย”

                “บอกว่าให้เลิกเล่นๆ ก็ไม่เชื่อ” เขาตำหนิ อดยิ้มขำขันไม่ได้

                “ก็คุณไม่ยอมเลิกนี่”   

                “เอาเถอะ คุณออกมากินข้าวได้แล้ว แต่งตัวเสร็จหรือยัง ?”

                “เสร็จแล้ว”

                หนึ่งนาทีต่อมา ฟองดาวก็ออกมาจากห้อง เธอสวมเสื้อนอนลายการ์ตูนสีฟ้าอ่อน กางเกงขายาวสีขาว มีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กพาดบนไหล่ขวา ผมของเธอยังเปียกหมาดๆ ใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา ดูซีดนิดหน่อย ส่วนปลายจมูกแดงระเรื่อ คงเป็นผลจากการจามไปห้ารอบ ฟองดาวถูใต้จมูกแล้วเอ่ยถาม

                “กับข้าวเสร็จแล้วเหรอคะ ?”

                “เสร็จแล้ว คุณไปกินก่อนเลยนะ เดี๋ยวผมขออาบน้ำก่อน”

                บ้านหลังนี้มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว รณภพเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะให้ฟองดาวเข้าไปอาบก่อน เขาใช้เวลาระหว่างที่รอเธออาบน้ำออกไปซื้อกับข้าว จากนั้นก็เอาไปจัดเตรียมไว้ในห้องทานอาหาร

                ฟองดาวพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างขอบคุณ เดินผ่านหน้าของเขาไป กลิ่นแชมพูหอมโชยเตะจมูกจนรณภพเผลอสูดดมเข้าลึกๆ แล้วคลายรอยยิ้มพร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัว ยิ่งเมื่อก้าวเข้ามาในห้องน้ำ กลิ่นหอมที่คละคลุ้งเต็มห้องทำเอารณภพรู้สึกเหมือนกำลังลอย มันเบาและโล่งสบายจนแทบไม่อยากก้าวออกไปไหนเลย เขาใช้เวลาอาบน้ำอย่างสบายอารมณ์นานกว่าที่เคย แต่พอนึกได้ว่าฟองดาวกำลังไม่สบาย ก็รีบอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จสรรพแล้วจึงออกไปหาเธอ

                “อ้าว ทำไมไม่กินล่ะ ?” เขาถามอย่างผิดหวังเมื่อเห็นว่าอาหารยังอยู่เต็มโต๊ะ

                “ฉันรอคุณ”

                “รอผม ?” เขาพูดพลางชี้ตัวเอง “รอทำไม โธ่...ผมบอกให้กินก่อนเลย”

                เขามองอย่างตำหนิ แต่ทำอย่างนั้นได้ไม่นานก็โดนรอยยิ้มหวานของเธอหลอมความโกรธเสียจนละลาย ทั้งสองกินไปพลางคุยกันไป แล้วรณภพก็เริ่มเป็นห่วงหนักขึ้นเมื่อเธอจามอีกสองสามครั้ง เขาขออนุญาตเอื้อมมือแตะหน้าผากจึงรู้สึกว่าเธอตัวร้อนอยู่ไม่น้อย

                หลังจากมื้อค่ำ ชายหนุ่มก็หาหยูกหายามาให้เธอกิน สั่งและกำชับให้เธอเข้านอนเสีย แม้ว่าเธอจะตื๊ออยากไปดูดาวข้างนอกก็ตาม เขาประคองคนเดินโซเซไปที่ห้องนอน ห่มผ้าให้ นั่งเคียงข้างคอยดูแลไม่ห่าง จนเธอถึงกับบ่นว่าเขาทำตัวเหมือนพ่อ

                “พ่อทูนหัวได้ไหมล่ะ ?” เขาไม่กล้าพอที่จะแหย่แบบนั้นออกไป กลัวหญิงสาวจะตกใจรีบคว้ากุญแจสตาร์ทรถกลับไปเสียก่อน

                พวกเขาคุยกันอีกสักพักจนฟองดาวผล็อยหลับ รณภพลุกไปปิดไฟแล้วหันมองคนบนเตียงอีกครั้งหนึ่ง ในใจนึกอยากจะจูบหน้าผากกล่าวราตรีสวัสดิ์ แต่ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวเธอจะรังเกียจหาว่าเขาคิดมิได้มิร้าย อีกอย่าง...เขาอาจจะโดนใครบางคนที่เวียนวนอยู่แถวนี้หักคอเข้าให้ ข้อหาทำอนาจารกับหลานสาว

               

                หลังจากส่งฟองดาวเข้านอนแล้ว รณภพก็กลับมาสะสางงานที่ทำค้างคาไว้ เขาหยิบต้นฉบับของฟองจันทร์ที่ซ่อนเอาไว้ใต้โซฟาออกมา ทีแรกเขาเองก็อยากบอกฟองดาวเหมือนกัน และคิดด้วยว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะได้อ่านต้นฉบับของยายตัวเอง ทว่าอีกเสี้ยวมุมในใจเขาก็อายเกินกว่าจะบอก หากเธอได้รู้ว่าครั้งหนึ่งเขามีความคิดชั่วช้าที่จะลอกงานของผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่เป็นยายของเธอ เธอคงจะไม่แคล้วเกลียดเขาไปตลอดชีวิต

                “สักวันเธอก็คงได้เห็นต้นฉบับนี้…ไว้รอวันนั้นก็แล้วกัน”

                รณภพนั่งขัดสมาธิบนโซฟาแล้วเริ่มพิมพ์งานต่อ พอเข้าสู่ชั่วโมงที่สามก็เริ่มหาวหวอดและหนังตาก็ปรือลง บรรยากาศแสนจะเป็นใจ ในยามดึกดื่นคืนสงัด รอบด้านไร้การเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงคลื่นทะเล เสียงเข็มนาฬิกาเดินหน้าต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เสียงจรดคีย์บอร์ดค่อยๆ ช้าลง สวนทางกับอาการเมื่อยล้าที่เพิ่มพูน

                ความง่วงเริ่มมาเยือน เป็นใจให้รณภพหาข้ออ้างนอนเหยียดยาวบนโซฟาแล้วทำงานต่อ ทว่าสุดท้ายก็เข้าสู่กระบวนการเดิม หนังตาหย่อนลงและปากอ้าหาวบ่อยครั้ง

                ในที่สุด...ว่าที่นักเขียนหนุ่มก็หมดสภาพ ผล็อยหลับคาคอมฯ ตัวเก่ง

                แต่ยังหรอก...เสี้ยววินาทีก่อนที่เปลือกตาของเขาจะปิดสนิท เขาก็เห็นร่างเลือนรางของผู้หญิงคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงปลายเท้าของเขา!

                ทว่านักเขียนหนุ่มไม่ได้สะดุ้งแล้วอุทานลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน ด้วยเข้าใจว่าเป็นฟองดาวเหมือนกับเมื่อคืนวาน หล่อนคงจะเอาผ้าห่มอะไรมาให้เขาอีก

                “ตื่นมาทำไมครับ ฟองดาว” รณภพเลื่อนท่อนแขนที่ก่ายหน้าผากลงมาปิดช่วงตา พูดเสียงงัวเงียออกไป  “อาการยังไม่ดีขึ้นหรือ ?”

                ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา...

                “คุณกลับไปนอนได้แล้ว จะได้หายไวๆ” เขาพูดอยู่คนเดียว ท่ามกลางความเงียบ

                เงียบเกินไป...จนรณภพต้องฝืนกำลังยกแขนขึ้นแล้วแย้มเปลือกตามองที่ปลายเท้า

                เฮือก!

                ความง่วงงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง! เสมือนโดนน้ำเย็นสาดเข้าใบหน้า!

                นี่มันยิ่งกว่าน้ำเย็นจากขั้วโลกเหนือและใต้รวมกันเสียอีก!

                รณภพดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟา ถอยหลังกรูดจนแทบจะไปชิดผนังอีกฝั่ง

                “คุณ...คุณ...”

                ไม่ใช่ฟองดาว!

                หากแต่เป็น...

                “คุณฟองจันทร์...”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น