อัปเดตล่าสุด 2019-06-14 12:03:15

ตอนที่ 19 บทที่ 19

                หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวราวกับมีกลองชุดสิบใบมาตีอยู่ในอก ความกลัวจุกอยู่ที่ลำคอจนแห้งผาก ไม่อาจเอ่ยอะไรออกไปได้นอกจากปล่อยให้ลมเข้าและออกผ่านทางปากที่เปิดกว้าง

                รณภพยังไม่หยุดก้าวถอยหลัง จนเมื่อชนเข้ากับตู้หนังสือ เมื่อนั้นจึงได้หยุดยืน

                “คุณ...” 

                เวลานี้เธอปรากฏกายด้วยรูปร่างที่คล้ายกับคนปกติ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาดูคล้ายคลึงกับคนในห้องนอนมาก เสื้อผ้าสีขาวยาวกรอมพื้นสะอาดสะอ้าน

                เธอมองเขาด้วยแววตาเฉียบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลอยมาหาเขา!

                ที่สำคัญ...ลอยทะลุผ่านโซฟาอีกต่างหาก!

                รณภพสะดุ้งโหยง แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอกัน ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นเธอแสดงอภินิหารน่าขนพองสยองเกล้า แต่ก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี และเชื่อว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

                เธอลอยมาใกล้...ใกล้...และหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

                “ผม...เอ่อ...” ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพูดเหลือเกิน “ผมทำ...ผมกำลังทำอยู่...” เขากึ่งหลับกึ่งลืมตาบอก ขาสั่นพั่บๆ และมีเหงื่อไหลซึมตามฝ่ามือ “ผมจะรีบ...จะรีบทำให้เสร็จ...”

                เธอไม่ได้กล่าวอะไร นอกจากยืนมองเขาด้วยแววตานิ่งสงบเหมือนน้ำทะเลลึกไร้การเคลื่อนไหว สุดท้ายเธอก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สะท้านไปถึงหัวใจคนฟัง

                “ขอบใจ” มุมปากของเธอกระตุกเล็กน้อย

                เธอกำลังยิ้มเหรอ ? รณภพไม่รู้ ไม่กล้ามองเต็มตา และไม่กล้าถามออกไป

                “ขอบใจที่ดูแลฟองดาว”

                “อ่า...” เขาครางแค่ในลำคอ

                “และขอบใจ...ที่ช่วยทำงานให้ฉัน” เธอยืนมองนักเขียนหนุ่มผู้เป็นความหวังใหม่ ก่อนจะค่อยๆ ลอยหายลับไป

                เมื่อทั้งห้องกว้างเหลือแต่เพียงรณภพ เขาก็ถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรัว

                “ให้ตายเหอะ มันเวรกรรมอะไรของกูวะ...จะบ้าตาย!” 

 

                ฟองดาวอยู่ที่บ้านหลังนั้นต่ออีกสามวันแล้วจึงขอตัวกลับ รณภพรู้สึกใจหายวาบ เขาพยายามที่จะหว่านล้อมให้เธออยู่ด้วยกันต่ออีกวันสองวัน แต่เธอก็ปฏิเสธอย่างนิ่มนวล โดยให้เหตุผลว่าต้องกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ รณภพยอมพยักหน้าอย่างเข้าใจ หลังจากที่แลกเบอร์โทรศัพท์กัน เขาก็เดินไปส่งเธอขึ้นรถ

                “เดินทางปลอดภัยนะครับ โทรหาผมได้ทุกเมื่อ”

                “อย่าปิดเครื่องก็แล้วกัน” เธอพูดอย่างขี้เล่น

                “ไม่มีทางหรอกครับ” เขายิ้ม

                “สู้ๆ นะคะ หวังว่าจะได้อ่านผลงานเร็วๆ นี้”

                “อ่า...ครับ”

                เธอโบกมือแล้วส่งรอยยิ้มหวานมาให้ รอยยิ้มที่ทำเอาเขายิ้มตามไปด้วย

                “เฮ้อ...ถ้ามีคนมายิ้มแบบนี้ให้ทุกเช้าก็คงจะดีไม่น้อย”

                รณภพเป็นหนุ่มโสดมานาน แปลก...ทั้งที่หน้าตาของเขาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียเมื่อไหร่ หน้าคมเข้ม เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบผู้ชายแบบไทยๆ  แต่ไฉนความรักทุกครั้งจึงไปไม่รอด

                คงเพราะเขาเป็นคนเอาใจใครไม่เก่ง มีโลกส่วนตัวสูง แถมเข้าใจอะไรยากด้วย จึงไม่เคยคบกับใครนานเกินสองเดือน

                รณภพยืนโบกมือจนกระทั่งหญิงสาวขึ้นรถแล้วหายลับตาไป เมื่อนั้นเขาถึงถอนหายใจเฮือกยาว หันหน้าไปยังบ้านพัก...ที่ไม่ค่อยจะน่าอยู่สำหรับเขาอีกต่อไป

                แต่ด้วยคำสัญญา ด้วยคำสั่ง ด้วยคำขอร้อง ทำให้ชายหนุ่มจำใจต้องเดินคอตกเข้าไปในบ้าน

                เมื่อฟองดาวไปแล้ว เขาก็ย้ายข้าวของกลับมาอยู่ในห้องนอนเหมือนเดิม กลิ่นน้ำหอมยังติดจางๆ อยู่ในห้อง ยิ่งชวนให้คิดถึงแม่สาวหน้าหวาน

                รณภพยืนมองตาละห้อยอีกสิบนาที ก่อนจะค่อยกลับเข้าโลกของตัวเอง ชายหนุ่มเสียบปลั๊กคอมฯ เปิดเครื่องขึ้นมา วางต้นฉบับปึกหนาไว้ข้างๆ

                ต้นฉบับเรื่อง ‘ในวันที่ฝันสลาย’

                มันไม่ใช่ต้นฉบับของเขา...

                แต่เป็นต้นฉบับของเธอ...

                ...ฟองจันทร์...

                รณภพทำหน้าละเหี่ยใจ เขาจับขอบกระดาษด้านขวาขึ้นสูง แล้วคลี่เปิดเร็วๆ  จนเมื่อถึงหน้าหนึ่งซึ่งมีกระดาษอีกแผ่นเสียบคาไว้ เขาดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมา

                มันคือกระดาษที่เขาได้รับเมื่อวาน...

                มันคือคำร้องขอ...จากหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด...

 

               

                ฉันชื่อว่าฟองจันทร์ ฉันอยู่ที่นี่มานานแสนนานเหลือเกิน ฉันไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ และอีกนานแค่ไหนที่ฉันต้องอยู่...

                ทุกคืนวัน ฉันจะเริ่มนั่งพิมพ์งานของฉัน งานที่ฉันไม่มีโอกาสพิมพ์จบ...

                ฉันไม่อาจตัดใจจากมัน หากว่ายังไม่บรรลุ

                ได้โปรด...ฉันรู้ว่าคุณเป็นนักเขียน รู้ว่าคุณเท่านั้นที่จะช่วยทำให้ฝันสุดท้ายของฉันเป็นจริง...

                โปรดทำให้งานชิ้นสุดท้ายของฉันได้เผยแพร่ ในนามของฉัน....ฟองจันทร์ พันพริ้ม

 

                นี่คือข้อความทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนกระดาษขนาด F4 สีน้ำตาล มันคือข้อความที่ฟองจันทร์ต้องการส่งให้รณภพ

                ชายหนุ่มพับเป็นสามส่วนแล้วสอดไว้ในต้นฉบับดังเดิมก่อนจะถอนหายใจ

                เป็นอันว่างานของตัวเขาเองก็ไม่คืบหน้า แถมยังต้องเสียเวลาทำงานให้กับ...ผี! อีกด้วย แต่เพื่อชดใช้ให้กับความผิดที่ตนก่อไว้ และเพื่อให้เธอได้ไปผุดไปเกิด เขาจึงต้องสวมบทบาทชายหนุ่มแสนดี หยิบยื่นความช่วยเหลือให้หญิงสาวผู้กำลังได้รับความเดือดร้อน...แม้ว่าเขาเองจะเดือดร้อนเหมือนกันก็ตาม

                รณภพนั่งเอนหลังมองท้องทะเลผ่านช่องหน้าต่าง ปล่อยความคิดวิ่งวนชนกันเหมือนยุงชุม ด้วยความที่เมื่อคืนไม่ค่อยได้หลับ เขาจึงเผลอนั่งสัปหงกไปสิบนาที ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงๆ หนึ่ง...

                ปัง!

                ชายหนุ่มตาลีตาเหลือก นั่งตัวตรงและมองไปรอบห้อง เห็นหนังสือเล่มหนึ่งหล่นแหมะอยู่ที่พื้น เขาเหลือบมองชั้นหนังสือ บ้าน่า! หนังสือในชั้นก็จัดอย่างเรียบร้อย จะหล่นออกมาเองได้อย่างไร...

                สงสัยได้ไม่กี่วินาที คำตอบก็ลอยมาพร้อมกับอาการขนลุกชัน

                ต้องเป็นฝีมือของฟองจันทร์แน่นอน...

                รณภพกลืนน้ำลายลงคอ รอจนกว่าอาการเต้นของหัวใจจะกลับมามั่นคง จึงค่อยเริ่มทำงานต่อ

                “ใจคอจะไม่ให้พักเลยหรือไงกัน เฮ้อ...”

               

                งานไม่ยากหรอก ออกจะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แค่จัดการคัดลอกบทความจากหน้ากระดาษลงใส่คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัว แค่คอยระมัดระวังไม่ให้คำตกหล่นไปจากเดิมเท่านั้น

                รณภพอ้าปากหาวหวอดๆ เหลือบมองนาฬิกาที่มุมขวาล่างบนหน้าจอ ไม่น่าเชื่อว่าจะหนึ่งทุ่มแล้ว ชักหิวขึ้นมาตะหงิดๆ

                “เสร็จหน้านี้ค่อยไปทอดไข่กินดีกว่า” เขาบอกตัวเองขณะที่เอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำจะยกดื่ม ปรากฏว่าไม่เหลือน้ำสักหยด เขาอาจอดข้าวได้ แต่ขาดน้ำไม่ได้ จึงตัดสินใจหยุดพักทันที ไว้ค่อยมาลุยใหม่หลังจากเติมพลังงาน

                นักเขียนหนุ่มเดินทอดน่องเข้าไปห้องน้ำ หมุนก๊อกน้ำอ่างล้างหน้า เขายันมือไว้กับขอบอ่างพลางก้มมองสายน้ำที่ไหลทิ้งลงท่อ ยืนเหม่ออยู่สักพัก ก่อนจะหมุนปิดก๊อกแล้วเงยหน้ามองกระจกบานครึ่งตัว ก่อนจะฮัมเพลงไปด้วย

                “มองได้ แต่อย่าชอบ เดี๋ยวมันจะเกินมากกว่าเป็นเพื่อนกัน สนิทได้แต่อย่ามา...เฮ้ย!”

                เขาตกใจจนผวาก้าวถอยหลัง ชั่ววินาทีนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าถอยไปคงชนกับเธอแน่นอน เขาจึงหันหลังกลับแล้วดันตัวเองชิดขอบอ่างแทน

                “คุณฟองจันทร์...”

                หญิงสาวปรากฏกายในสภาพที่เหมือนเดิมทุกประการ เธอแย้มริมฝีปากบางเฉียบออกจากกันแล้วเอ่ยถาม

                “งานของฉันเป็นอย่างไร ?” น้ำเสียงแหบพร่าน่าขนลุกทำเอารณภพเกร็งไปทั้งตัว

                “เอ่อ...กะ...ก็เรื่อยๆ ...ครับ”

                แม้จะรู้ว่าเธอมาดี แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นผี เขาย่อมกลัวเป็นธรรมดา

                ฟองจันทร์ยิ้มจางๆ 

                “ขอบคุณ”

                “มะ...ไม่...ไม่เป็นไรครับ”

                เธอสบตาสั่นไหวของรณภพอีกสักพัก ก่อนลอยทะลุผ่านประตูไป รณภพปล่อยลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาทันที

                “เฮ้อ!”

                มือหนาเลื่อนมากดหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงของตัวเอง จนบัดนี้เขาก็ยังไม่ชินอยู่ร่ำไปกับการปรากฏกายแวบไปแวบมาของเธอ

 

                นับตั้งแต่วันนั้น รณภพก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการคัดลอกนิยายของฟองจันทร์ใส่คอมพิวเตอร์ แต่ด้วยความที่ต้นฉบับหนาเกือบสี่ร้อยห้าสิบหน้า ภาษาที่ค่อนข้างเก่า ยากต่อการเข้าใจจนพิมพ์ผิดบ่อยครั้ง รวมไปถึงการที่เขาเสียเวลาเปิดพจนานุกรมเพราะอยากรู้ความหมาย ทำให้งานที่ดูเหมือนง่าย กินเวลาไปเกือบหนึ่งอาทิตย์

                นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีการปรากฏตัวไปมาของวิญญาณหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของต้นฉบับอีกด้วย!

                แน่นอนว่ารณภพยังคงไม่อาจสลัดอาการขวัญผวาทุกครั้งที่เจอกับฟองจันทร์ โดยเฉพาะยามที่เธอชอบมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเขา ภาพของเธอจะสะท้อนอยู่บนกระจก ทั้งในตู้เสื้อผ้า เหนืออ่างล้างหน้า หรือแม้แต่จอคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์

                แต่อย่างที่เขาว่ากัน อะไรก็ตามที่คนเราทำบ่อยครั้ง ก็มักจะเกิดความคุ้นเคย

                รณภพเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้เขาเริ่มกล้าที่จะพูดคุยกับเธอ ซึ่งก็พบว่าเธอไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปสักนิด เธอเป็นผู้หญิงเรียบร้อย มีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ที่สำคัญเขารู้สึกว่าเธอเป็นคนที่น่ารักมากเลยทีเดียว แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะคิดแบบนี้

                ดั่งเช่นเวลานี้ ที่เธอกำลังนั่งเคียงข้างเขา พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวตอนจบของนิยายเรื่องในวันที่ฝันสลาย

                รณภพยอมรับว่า การพิมพ์งานครั้งนี้ยากกว่าที่เคย เพราะต้องทำอย่างระวัง อีกทั้งคอยก้าวข้ามความผวาอยู่เนืองๆ  แถมนิ้วก็ชอบแข็งจนพิมพ์ไม่ออกเสียด้วย

                “ดวงตาของชายหนุ่มที่ทอดมองมา ทำให้หล่อนรู้ว่าเขารักหล่อนมากเพียงใด กระนั้น หล่อนไม่อาจตอบรับความรู้สึกของเขา...”

                “อ้าว ทำไมล่ะครับ ? ฟองจันทร์กับวิวัฒน์ก็รักกันไม่ใช่เหรอครับ จบแบบนี้จะดีเหรอ ? เศร้าไปนะคุณฟองจันทร์”

                รณภพหลุดปากออกมาตามความเห็น พอสบตาเขม็งของเธอ ก็รีบหุบปากในทันใด ตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์สิ่งที่เธอเอื้อยเอ่ยผ่านน้ำเสียงเศร้าสร้อย

                นอกจากเรื่องงานแล้ว ทั้งสองยังคุยกันอีกหลายเรื่อง ยิ่งคุยกันก็ยิ่งเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น เขารู้มาว่าเธอตายเมื่อ พ.ศ.2500 อายุราว 30 ปี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงยังดูสาวและสวยอยู่นัก

                พักหลังมานี่เธอยิ้มเก่งขึ้น รอยยิ้มของเธอคล้ายกับฟองดาวมากนัก เป็นรอยยิ้มที่ทำเอารณภพเริ่มจะหวั่นไหว

                “บ้าเหรอ! เธอตายไปตั้งเกือบห้าสิบปี! เป็นยายของเขาได้ทีเดียว!”

                เธอคอยให้กำลังใจ คอยขอบคุณเขา และบอกเล่าเรื่องราวตอนจบของเรื่องให้ฟัง เธอบอกว่าหน้าสุดท้ายที่เปื้อนนั้นเพราะเธอไอเป็นเลือดออกมาขณะที่กำลังนั่งพิมพ์ดีด

                “ถ้าคุณไม่สบาย ก็พักก่อนสิครับ ไม่น่าต้องฝืนจนตายเลย” รณภพบอกอย่างไม่เห็นด้วย

                เธอยิ้มแล้วตอบอย่างปราศจากความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดเมื่อคืนนั้น

                “ฉันเป็นนักเขียน ทั้งกายและใจ ฉันไม่อยากให้นักอ่านมากมายรอคอยฉัน’

                “แต่มันไม่เห็นจะคุ้มค่ากันเลย”

                “ฉันอยากให้งานทุกชิ้นของฉันเสร็จทันเวลา”

                ถึงอย่างนั้นรณภพก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี แม้เขาจะรักงานเขียน รักแฟนคลับ แต่ก็คงไม่ถึงขั้นยอมทุ่มทุกอย่าง ถึงขนาดเอาร่างกายมาเสี่ยง

                ความจริงเขาอยากจะสอนฟองจันทร์ว่าคนเราต้องรู้จักความพอดี ไม่ใช่เอะอะก็โอนเอียงไปทางด้านหนึ่งมากเกินไป สายกลางหัดยึดไว้เสียบ้าง แต่พอมองใบหน้าไร้เดียงสา เขาก็ดุไม่ลง เอาเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่อาจย้อนคืนเวลากลับมาได้ อีกอย่างเขาเองก็ไม่ใช่นักเขียนที่ดีมากพอถึงขั้นจะไปสอนคนอื่นได้

                นอกเหนือไปกว่านั้น พอได้รับรู้ความตั้งใจอันแรงกล้า รณภพก็อดประทับใจลึกๆ ไม่ได้ นับตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยปริปากบ่นเลยว่าต้องมาเสียเวลาทำงานให้คนอื่น เขากลับตั้งใจมากกว่าเดิม เพื่อให้สมกับความเสียสละใหญ่หลวงของนักเขียนสาวคนนี้

                เหลืออีกเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น ผลงานชิ้นสุดท้ายของฟองจันทร์ก็จะสมปรารถนา คืนนั้นรณภพใส่ความตั้งใจและใส่ความพยายามอย่างเต็มเปี่ยม ตรวจเช็คทุกตัวอักษร จนในที่สุดเขาก็สามารถปิดต้นฉบับที่รอคอยเวลามายาวนานกว่าห้าสิบปีได้สำเร็จ

                “ไชโย!”

                นักเขียนหนุ่มเฮลั่น เซฟงานลงในแฟลชไดร์ฟ อ่านดูอีกรอบจนแน่ใจว่าเรียบร้อยสมบูรณ์ จึงค่อยลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินไปรอบบ้าน

                “คุณฟองจันทร์ ผมเขียนเสร็จแล้ว มาดูไหม ?” เขาตะโกนเรียกหาเธอ เชื่อว่าเธอจะต้องดีใจมากแน่นอน “คุณฟองจันทร์”

                ตอนที่อยากเจอ กลับไม่ยักโผล่มา ทีตอนไม่สะดวกใจอย่างเวลาที่อยู่ในห้องน้ำล่ะก็ชอบโผล่มาจัง   

                “ไปไหนของเขาหว่า ?” รณภพหยุดยืน เกาหัวแกรกๆ  มือขวาเท้าสะเอว

                เขาเดินกลับทางเดิม จนเมื่อสายตาเผลอมองเลยออกไปนอกหน้าต่างห้องนั่งเล่น แล้วพบเข้ากับร่างระหงของใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมทะเล

                “คุณฟองจันทร์นี่นา” รณภพยิ้มกริ่ม รีบวิ่งออกจากบ้านแล้วนำข่าวดีไปบอกเธอ “คุณฟองจันทร์! ผมเขียนเสร็จแล้วนะครับ!”

                ชายหนุ่มวิ่งเหยียบย่ำไปบนผืนทราย หยุดชะงักเมื่อมาอยู่ข้างหลังของเธอ เขาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับเป็นเจ้าของผลงาน

                “คุณไปดูหน่อยไหม ?”

                แปลกนัก เธอน่าจะดีใจไม่ใช่หรือหากว่าเขาทำงานเสร็จ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเฝ้ารอให้วันนี้มาถึงตลอดเวลา

                รณภพโคลงศีรษะอย่างสงสัย ก้าวไปยืนเคียงข้างเธอ

                “คุณฟองจันทร์ เอ่อ...เอ๊ะ...” เสียงของเขาเงียบไป เมื่อได้มองเสี้ยวใบหน้าของเธอ

                ใบหน้าที่แสนเศร้า...

                “คุณเป็นอะไร ?”

                หญิงสาวทอดมองไปยังท้องทะเลมืดดำ เธอยืนนิ่งท่ามกลางสายลม ชายเสื้อปลิวไหว ผมสลวยลู่ไปด้านหลัง เธอกล่าวเสียงแหบแห้ง เสียงที่รณภพเคยกลัว แต่ตอนนี้เขามองว่ามันมีเสน่ห์น่าฟัง

                “ฉันเคยฝันมาตลอดว่าอยากมีบ้านพักริมทะเล” เธอกวาดตามองไปรอบด้าน “สุดท้ายฉันก็ได้มา”

                ท้องทะเลสาดซัดเข้าหาชายฝั่ง ระลอกคลื่นนั้นช่างงดงาม หากแต่เหนือสิ่งอื่นใด สตรีที่ยืนข้างกายเขานั้นกลับงดงามยิ่งกว่าหลายเท่า

                “ฉันรักที่นี่มาก ที่นี่...เป็นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันหัดเขียนหนังสือ ที่นี่...เป็นที่ที่ทำให้ฉันเป็นที่รู้จัก และที่นี่...เป็นที่สุดท้ายที่ฉันอยู่”

                ฟองจันทร์หันมามองรณภพ เธอดูชัดเจนยิ่งกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เงารางๆ  แต่ดูเหมือนมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มีจิตใจ และมีชีวิต   

                “คุณเคยถามฉันว่า ฉันรู้ตัวหรือเปล่าว่าตายไปแล้ว” เธอเท้าความไปถึงเมื่อสองวันก่อน ตอนนั้นเธอไม่ได้ตอบคำถามของเขา

                รณภพมองรอยยิ้มหวานของเธอขณะที่รอฟังคำตอบ

                “ฉันรู้มาตลอด” เธอเบือนหน้ามองไปยังความงดงามของธรรมชาติอีกครั้ง “แต่ฉันไม่อาจจากไปไหน เพราะใจของฉันยังมีห่วง ทุกคืนวัน ฉันต้องนั่งอยู่หลังเครื่องพิมพ์ดีดเพื่อพิมพ์งานต่อให้เสร็จ” ถึงยามนี้...น้ำเสียงของเธอก็กระตุกเล็กน้อย “แต่ไม่ว่าฉันจะพิมพ์มากเท่าใด งานของฉันก็ไม่เคยเสร็จ”

                รณภพรีบให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น

                “คุณไม่ต้องกลัวนะครับ คุณฟองจันทร์ ผมสัญญาว่าหนังสือของคุณจะต้องได้รับการตีพิมพ์”  

                เธอหันมามองเขาอีกครั้ง เห็นความตั้งมั่นใจดวงตาของเขา เธอยิ้มตาม

                “ขอบคุณนะคะคุณรณภพ ฉันรู้ว่าคุณจะช่วยฉันได้”  

                ทั้งสองพร้อมใจยืนมองที่เส้นขอบฟ้า เส้นที่เริ่มมีแสงสีแดงเลือนรางออกมา อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าวันใหม่ กลิ่นอายแห่งอิสรภาพลอยคละคลุ้งไปทั่ว

                “คุณว่า...จะมีอะไรรอฉันที่ปลายขอบฟ้าคะ ฉันจะได้พบชีวิตใหม่หรือเปล่า ?” เธอถามอย่างเลื่อนลอย

                “ได้เจอครับ ต้องได้เจอแน่นอน”

                ฟองจันทร์หลับตาลง กางสองแขนออก เธอสูดกลิ่นอายแห่งความสดชื่น รอยยิ้มฉาบบนใบหน้าสวย ยามนี้ตัวของเธอเบาหวิวคล้ายกับสายลม โซ่ตรวนแห่งภาระอันหนักอึ้งที่พันธนาการข้อเท้าของเธอเริ่มคลายตัว

                “อา...ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันกำลังจะบินไปบนนั้น”

                แสงอรุณสาดทอไปทั่วผืนทราย ค่อยๆ ไล่ความมืดออกไปทีละนิด...ทีละนิด

                ร่างบางเลือนหายออกไป รณภพเชื่อเหลือเกินว่ายามนี้เธอกำลังบินไปบนฟากฟ้า ไปสู่อีกภพภูมิที่จะมีสิ่งดีๆ รอเธออยู่แน่นอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น