อัปเดตล่าสุด 2019-06-15 12:02:33

ตอนที่ 20 บทส่งท้าย

                บรรณาธิการกนกวรรณประสานมือวางไว้บนโต๊ะ ขณะที่จ้องมองนักเขียนหนุ่มคนที่ตนเห็นแววเมื่อครั้งท่องในโลกออนไลน์

                “คุณบอกว่าต้นฉบับเรื่องนี้เป็นของคุณฟองจันทร์ พันพริ้ม ?” น้ำเสียงจบประโยคตวัดขึ้นสูง

                “ครับ” รณภพพยักหน้าตอบ

                คนฟังขมวดคิ้วพลางเบนหน้าไปทางขวาเล็กน้อย อ่านตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ เธอส่ายหน้าแล้วหันมาถามรณภพเสียงเข้มขึ้น

                “จะให้ฉันเชื่อว่าฟองจันทร์เป็นเจ้าของผลงานนี้เหรอ ?”

                “ครับ”

                “แต่เธอตายไปแล้ว!” บรรณาธิการกนกวรรณพูดพลางทุบโต๊ะ

                รณภพสะดุ้งโหยง ป้าแก่ตรงหน้าน่ากลัวว่าผีตนใดเสียอีก

                “ฉันชื่นชมงานเรื่องนี้มาก แต่ที่คุณบอกว่าเป็นงานเขียนของฟองจันทร์”

                “ผมไม่ได้โกหกนะครับ ผมมีหลักฐาน...” เขากำลังจะเปิดกระเป๋าแล้วล้วงหยิบเอาต้นฉบับตัวจริงออกมา ทว่าบรรณาธิการประจำสำนักพิมพ์ประกายดาวโบกมือห้ามเสียก่อน เธอขี้เกียจเสียเวลาที่จะฟังเรื่องเหลวไหลไปมากกว่านี้ “เอาล่ะ พอแล้วคุณรณภพ บางทีคุณคงจะโหมงานหนักมากเกินไปจนลืมดูแลตัวเอง แต่ถึงอย่างไรฉันก็ชอบเรื่องนี้มาก”

                รณภพลดกระเป๋าสะพายวางไว้บนพื้นตามเดิม นั่งฟังบรรณาธิการวัยสี่สิบสองขยับถ้อยคำออกจากริมฝีปากที่ฉาบด้วยลิปสติกสีม่วง

                “ฉันจะตีพิมพ์งานชิ้นนี้” เธอมองรอยยิ้มอวดฟันขาวของรณภพ...รอยยิ้มที่หายไปในสองวินาทีถัดจากนั้น “แต่ฉันจะใส่นามปากกาของคุณ”

                “หา!” รณภพอ้าปากหวอ “แต่นี่ไม่ใช่งานของผม”

                “คุณคิดว่าจะมีใครเชื่อหรือไง หรืออยากให้ฉันดูเป็นคนไม่น่าเชื่อถือในสายตาคนอื่น อีกอย่างถ้าฉันตีพิมพ์ออกไปในนามปากกาของฟองจันทร์ ฉันได้โดนเล่นงานยับแน่” เธออธิบายอย่างมีเหตุผลพลางถอนหายใจเฮือกยาว แล้วร่ายต่อ “เอาล่ะ ต่อให้งานนี้เป็นของฟองจันทร์จริง ซึ่งฉันก็ว่ามันออกจะเหลือเชื่อไปหน่อย แต่จะยังไงล่ะ คุณเข้าใจใช่ไหมว่าฉันไม่สามารถใช้นามปากกาของเธอได้”

                รณภพทำหน้าจ๋อย เขาลืมนึกถึงตรงนี้ไปเสียสนิท นั่นสินะ ใครจะเชื่อเขาเล่าว่าฟองจันทร์ นักเขียนชื่อดังในอดีตที่ตายไปนานกว่าห้าสิบปีจะกลับมาสานต่อผลงานนี้ มีแต่คนจะมองว่าเขาแอบอ้างใช้นามปากกาเธอ นี่ยังไม่นับรวมถึงข้อกฎหมายต่างๆ นานาที่จะเอาผิดเขาในฐานะล่วงละเมิดสิทธิผู้อื่นอีก

                ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกยาว อุตส่าห์สัญญาดิบดีกับฟองจันทร์แล้วว่าจะช่วยให้ผลงานของเธอออกมาเป็นรูปเล่มสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ต้องคว้าน้ำเหลวหรือนี่ คิดแล้วก็รู้สึกผิดเหลือเกิน

                รณภพก้มหน้าลงต่ำ เหลือบตาไปเห็นกระเป๋าสีดำสะพายไหล่ของตน

                “ใช่สิ เรายังมีต้นฉบับของฟองจันทร์นี่นา มันน่าจะเป็นหลักฐานทำให้ทุกคนเชื่อว่านี่คือผลงานของฟองจันทร์จริงๆ”  เขากำลังจะเสนอทางแก้ไขออกไป ทว่าบรรณาธิการกนกวรรณกลับเสนอทางใหม่มาเสียก่อน

                ทางที่อาจดียิ่งกว่า...

                “ฉันมีข้อเสนอให้ ฉันจะตีพิมพ์เรื่องนี้ในนามปากกาของคุณ แน่นอน...ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับฟองจันทร์” รอยยิ้มเล่ห์ร้ายแต้มที่มุมปากของสาวแก่ “ฉันเชื่อว่าผลงานชิ้นดีจะทำให้คุณโด่งดังแน่นอน...รณภพ ละครหลายเรื่องจะต้องติดต่อเข้ามา แฟนคลับกลุ่มใหม่จะต้องจับตามอง ดีไม่ดี อาจได้รางวั” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงโน้มน้าวน่าฟัง แขนวางนาบลงบนโต๊ะแล้วโน้มตัวเข้าใกล้ “ไม่ใช่เรื่องยากเลย จริงไหม ?”

                “แต่...”

                “ไม่เอาน่ารณภพ ผีเผอมีที่ไหนกัน คุณก็แค่กังวลไปเท่านั้น” เธอพยายามเปลี่ยนความคิดของรณภพ โดยใช้เรื่องที่เบี่ยงใจคนได้มานักต่อนัก “ถ้าคุณตกลง ฉันจะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้ จากสิบ...เป็นสิบสอง ดีไหม ?”

                นั่นเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยสำหรับนักเขียนที่ยังถือว่าเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ผลงานเรื่องแรกกับจำนวนเงินที่เทียบขั้นได้กับนักเขียนมือเก๋าบางคน

                ดวงตาของชายหนุ่มลุกวาวด้วยความโลภ แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง  แต่นั่นก็ถือเป็นชัยชนะสำหรับสาวใหญ่ผู้เคยเรียนจิตวิทยามาก่อน

                “ว่าไง...คุณสนใจหรือเปล่า คุณรณภพ จบอักษร ?”

                ความคิดดีและร้ายวิ่งวนตีกันไปมาอยู่ในหัวของนักเขียนหนุ่ม เขาพยายามวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล แต่เมื่อมีปีศาจแห่งเม็ดเงินคอยดึงรั้ง ก็ช่างยากเหลือเกินที่จะคิดอย่างมีตระกะ

                มันจะง่ายกว่าไหมหากตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์...

                เงินก้อนก็ได้ก่อน เงินเปอร์เซ็นต์ก็ทยอยตามมา แถมไม่ต้องเผชิญหน้ากับสื่อและกฎหมายเพียงลำพัง

                เสมือนรอยยิ้มของกนกวรรณมีเวทมนต์ขับกล่อมให้รณภพเริ่มคล้อยตาม จนเขาเกือบจะกระโจนรับข้อเสนอ

                ทว่า...

                “ไม่ครับ!” รณภพปฏิเสธอย่างไม่ลังเล เขาดึงต้นฉบับของตัวเองกลับมา แล้วสั่นหัวแรงๆ “งานของใคร ใครก็รัก แต่ละผลงาน ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ต่างก็มาจากการทุ่มเทอย่างหนักของนักเขียน ฉะนั้น งานชิ้นนั้นๆ สมควรจะเป็นของนักเขียนผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว หากเราไปคัดลอกของเขา แม้จะไม่กี่ประโยค แต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่เลวมาก จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะบอกว่าไม่รู้ ไม่ได้ตั้งใจ หรือคิดว่ามันก็แค่นิดเดียว คนเห็นแก่ตัวพวกนั้นไม่สมควรได้รับการให้อภัย”

                ตลอดเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับ ทำให้รณภพรู้แล้วว่างานของนักเขียนที่บางครั้งเขาคิดว่าง่าย แท้จริงแล้วยากเย็นแสนเข็ญไม่ต่างจากงานใด กว่าจะถ่ายทอดแต่ละตัวอักษร ผูกโยงแต่ละปมเรื่อง อีกทั้งยังต้องผ่านอุปสรรคอย่างการถูกปฏิเสธ ถูกสบประมาท ความท้อแท้ ความขี้เกียจ และอีกมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าหนังสือหนึ่งเล่มจะถูกถ่ายทอดสู่สังคม

                ยิ่งเมื่อได้เจอกับฟองจันทร์ อดีตนักเขียนสาวที่ทุ่มเทชีวิตเพื่องาน แม้ตัวตายแต่ใจยังคงวนเวียนกับนิยายของตัวเอง ยังคงรัก คงหวง คงอาฆาตแค้นเมื่อมีคนเอาผลงานของตนไป

                แล้วเช่นนี้ จะให้รณภพเอาเปรียบเธอหรือ ?

                เขาเคยหลงผิดด้วยความมักมากของตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เขาจะไม่ทำซ้ำรอย!

                หลังจากนั้นรณภพก็กลับออกไป บรรณาธิการแห่งสำนักพิมพ์ประกายดาวบ่นเสียดายอยู่วันสองวันก็ลืมเลือนเรื่องราวของว่าที่นักเขียนหนุ่มไปเสียแล้ว

                ส่วนตัวเขา ไม่ว่าจะเอาไปเสนอกับสำนักพิมพ์ใดก็ไม่มีที่ใดยอมรับ เขาจึงตัดสินใจลงทุนตีพิมพ์ด้วยตัวเอง แน่นอนว่าให้เครดิตบนหน้าปกว่าเป็นผลงานของฟองจันทร์ พันพริ้ม

                นักอ่านรุ่นเก่าที่รู้จักฟองจันทร์ต่างพากันแวะมาถามไถ่เขาว่าเป็นความจริงหรือ ซึ่งรณภพไม่ลังเลที่จะตอบแม้สักนิด

                “จริงครับ”

                หากใครต้องการเห็นหลักฐาน เขาก็พร้อมจะมอบต้นฉบับของฟองจันทร์ให้ดู

                บ้างก็ว่าเขาพูดจริง เพราะดูจากสำนวนของนิยายแล้วคล้ายคลึงกับงานเก่าๆ ของฟองจันทร์ที่ยังพอมีเหลือให้อ่าน บ้างก็ว่าเขาขี้โม้ นานาจิตตังกันไป อย่างเช่นเธอ...ฟองดาว แทบจะเป็นคนแรกๆ ที่ติดต่อเขาทันทีที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้

                “จริงหรือ ที่คุณบอกว่าคุณยายของฉันเป็นคนแต่ง ?”

                “จริงครับ”

                “แต่ว่า...”

                “ผมมีต้นฉบับของคุณฟองจันทร์“

                แล้วเขาก็ไปเอามันมาให้เธอดู รณภพยังคงจดจำสีหน้าอึ้งของฟองดาวได้อย่างแม่นยำ เธอลูบไล้ต้นฉบับนั้นด้วยความอาลัย

                “แม่ของฉันเคยเล่าเรื่องของท่านให้ฟังบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะน่าสงสารมากขนาดนี้ ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยทำให้ความฝันของท่านเป็นจริง”

                “ครับ”

                รณภพลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าความจริงทุกอย่างให้ฟองดาวฟัง แม้กระทั่งเรื่องที่เขาคิดจะลอกผลงานของฟองจันทร์ เขาลอบสังเกตสีหน้าของเธอ เธอดูตกใจ แต่น่าแปลกที่เธอไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเขาเลยสักนิด ท้ายสุดแล้วเธอก็ขอบคุณและกล่าวชื่นชมที่เขามีความกล้าจะกลับมาเดินในทางที่ถูกต้อง

                “ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิด สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับความผิดนั้นอย่างไร ฉันดีใจที่คุณกลับตัวกลับใจได้ คุณมีความกล้าหาญมากที่เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ฉันรู้ว่าคุณอาจคิดว่าฉันจะโกรธ ฉันบอกได้เลยค่ะว่าฉันไม่โกรธ แต่กลับชื่นชมคุณเสียด้วยซ้ำที่อย่างน้อยคุณก็ยังมีจิตสำนึกที่ดี” หญิงสาวบอกกับเขาอย่างนั้นแล้วก็เลื่อนมือมาจับมือของเขา สัมผัสอันนุ่มนวลของเธอนั้นทำให้หัวใจของรณภพพองโต “ฉันดีใจที่ได้รู้จักคุณนะคะ คุณภพ ฉันยินดีที่จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”

                เมื่อกล่าวถึงผลตอบรับ ไม่น่าเชื่อว่านิยายน้ำดีเรื่องนี้จะขายได้ถล่มทลาย แต่รณภพไม่เคยเอาเงินส่วนนั้นไปใช้แม้แต่สตางค์เดียว เขาเอาไปบริจาคตามศูนย์ต่างๆ  โดยเฉพาะเด็กยากไร้ที่ขาดแคลนหนังสือ เขาคิดว่าทำแบบนี้ ฟองจันทร์คงจะมีความสุขมากกว่า

                สำหรับการเดินทางบนเส้นทางสายน้ำหมึก รณภพเริ่มหันมาทำอย่างจริงจัง ทุกคืน ทุกวัน รณภพจะตั้งหน้าตั้งตาถ่ายทอดจินตนาการออกมาผ่านตัวอักษร คอยค้นคว้าหาข้อมูล และไม่ลืมที่จะใส่เครดิตที่อ้างอิงถึงทุกครั้ง

                นับแต่นั้น ไม่มีเสียงประหลาด ไม่มีร่างชวนหวั่นผวา มีแต่ความสุขที่เขารู้สึกเต็มหัวใจ ยามที่ได้ทำงานที่เขารัก 

                รณภพเขียนจบไปแล้วสองเรื่อง แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา หรือนี่จะเป็นเวรกรรมที่เขาเคยคิดคัดลอกผลงานของฟองจันทร์ ? ชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้คือเขาจะไม่มีวันยอมแพ้

                ทุกวันนี้ แม้รณภพจะยังไม่มีหนังสือเป็นของตัวเอง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ จะเพียรพยายามต่อไป ด้วยกำลัง ด้วยความคิด ด้วยสติปัญญาของเขา เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทุ่มเทความตั้งใจให้กับสิ่งหนึ่ง หากประสบความสำเร็จแล้ว เราจะพบว่ามันช่างคุ้มค่าเหลือเกินที่ได้ลงมือทำ

 

The end


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น