อัปเดตล่าสุด 2019-06-07 10:07:14

ตอนที่ 4 บทที่ 4

       นักเขียนหนุ่มผู้ถูกไฟแห่งความโกรธลุกท่วมเดินขมึงทึงออกจากห้องนอน ผลักบานประตูออกไปด้วยความฉุนเฉียว

       บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน และห้องน้ำหนึ่งห้อง ห้องนั่งเล่นไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก มีแค่ชุดโซฟายาวหันเข้าหากัน โทรทัศน์ ตู้หนังสือสองใบติดกัน

       รณภพเดินอาดๆ ไปทั่วห้อง มองทุกซอกทุกมุมที่เขาคาดว่าจะมีหนูซุกซ่อน แต่กลับไม่พบสิ่งใดอีกตามเคย เขาจึงเดินไปสำรวจห้องครัว และทุกห้องถัดจากนั้น ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา รณภพก็มายืนเหงื่อแตกอยู่ที่ห้องโถง และเป็นทางแยกระหว่างไปห้องนอนกับห้องครัว

       “เสียเวลาชะมัด” เขาบ่นอย่างหงุดหงิด นอกจากจะไม่เจออะไรแล้ว ยังเสียเวลาอีกต่างหาก ที่สำคัญเสียงบ้านั่นยังคงดำเนินต่อไป! รณภพหมุนตัวไปมองหานาฬิกาแขวนผนัง “ห้าทุ่มครึ่งแล้วเหรอวะ ?”

       จากที่รณภพเคยสังเกต อีกครึ่งชั่วโมงเสียงประหลาดก็จะหมดลง ฉะนั้นเขาควรจะรีบหาสาเหตุนั่นให้พบเสียก่อน ต้องเคลียร์ให้จบภายในวันนี้! ชายหนุ่มคิดอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจจะกลับไปเช็คในห้องนอนอีกครั้ง ทว่าดันเดินสะดุดขาตัวเองเสียอย่างนั้น ไฟฉายในมือกลิ้งหลุนๆ ไปไกล

       “เวรจริง ผับผ่าสิ!”

       หัวของเขาถลอกจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ ชวนให้เจ็บอยู่เนืองๆ  รณภพพยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินโขยกเขยกไปเก็บไฟฉาย จังหวะที่กำลังโน้มตัวลงเอื้อมหยิบ มือใหญ่ก็พลันชะงัก...หางตาเหลือบเห็นภาพวาดทะเลแผ่นใหญ่แปะติดผนัง รูปมีรอยขาดอยู่หลายจุด ที่สำคัญมีจุดหนึ่งใหญ่ขนาดเท่ากำปั้น

       ภาพวาดนั้นไม่ใช่สิ่งที่หยุดสายตาของรณภพ ทว่าเป็นสิ่งที่อยู่หลังภาพ...

       แสงสลัวของดวงไฟเหนือกำแพง ส่องให้เห็นเงารางๆ ของบันไดแคบยาวที่ทอดลึกลงไปยังชั้นใต้ดิน...

       นักเขียนหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีทางลับที่หลังรูปภาพนี้ เมื่อตอนที่เพิ่งเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้มาวันแรกๆ ก็แค่เดินสำรวจดูคร่าวๆ เท่านั้น

       ด้วยความอยากรู้ รณภพจึงฉีกรูปภาพนั้นออก เผยให้เห็นช่องว่างขนาดพอที่จะให้คนๆ หนึ่งได้เดินเข้าไปได้

       “ห้องอะไร แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ?” ชายหนุ่มพึมพำ

       ขณะที่เขากำลังสงสัย เสียงกระหน่ำของสายฝนที่ตกเทลงมายังคงดังต่อไป รวมถึงเสียงรัวแป้นพิมพ์ประหลาด เสียงมันดังขึ้นเรื่อยๆ  หากว่าเขาเข้าใจไม่ผิด เสียงประหลาดดังลอยขึ้นมาจากที่นั่น ราวกับกำลังเรียกให้เขาเข้าไปหา...

       รณภพกลืนน้ำลายหนืดลงคอ ในเวลานี้เขาไม่หลงเหลือความโกรธอยู่แล้ว เหลือแต่เพียงความกลัวระคนสงสัยว่ามันคือเสียงอะไร

       ชายหนุ่มก้มหยิบไฟฉายแล้วส่องลงไปที่ด้านล่าง เขามองเห็นบันไดไม้แคบยาวทอดลึกลงไป และมีห้องหนึ่งรอเขาอยู่ที่ปลายบันได เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ยามนี้เขามีแค่สองทางเลือกเท่านั้น ระหว่างหันหลังแล้ววิ่งกลับไปในห้อง ซึ่งน่าจะปลอดภัยมากที่สุด อย่างน้อยก็ไม่เสี่ยงต่อการเจออะไรที่อาจทำให้เขาช็อค ยอมทนรำคาญเสียงประหลาดอาจจะดีกว่า ส่วนอีกทางเลือกคือสู้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เอาให้รู้กันไปเลยว่าเสียงนั่นเป็นเสียงอะไร

       รณภพยืนคิด ก่อนจะตัดสินใจได้ว่าเขาน่าจะถอยดีกว่า ทว่าในวินาทีที่เขาเอี้ยวตัวกลับหลัง เสียงประหลาดอีกเสียงก็ดังขึ้นมา...มันเป็นเสียงไออย่างทรมาน...เสียงที่ดังมาจากห้องใต้ดิน

       แค่ก...แค่ก...แค่ก

       ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง หันขวับกลับไปยังห้องที่ปลายบันไดแล้วสาดแสงไฟส่องไปดู ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่เขาไม่ได้หูฝาดไปแน่นอน เพราะแม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังได้ยินเสียงที่ว่านั่น!

       ไม่ใช่เรื่องปกติ...รณภพบอกตัวเอง คราวนี้ความกลัวพุ่งสูงปรี๊ดพร้อมๆ กับความอยากรู้อยากเห็น

       เสียงไอของใคร ? ใครอยู่หลังบานประตูนั้น ?

       หัวใจเสมือนจะหยุดเต้นทุกวินาที จู่ๆ เรี่ยวแรงที่แข้งขาก็หายไป ลำคอของรณภพแห้งผาก หัวสมองตื้อตัน เขาไม่กล้าขยับ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ!

       ทว่าความอยากรู้ตามสไตล์หนุ่มหัวสมัยใหม่ก็มีไม่แพ้กัน เขาอยากรู้ อยากเคลียร์ให้มันจบไป ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงตัดสินใจรวบรวมเรี่ยวแรงและสติ แล้วก้าวเดินลงไปตามบันไดลาดชัน

       เสียงไม้เก่าลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดคล้ายเสียงร้องโหยหวน รณภพก้าวลงบันไดทีละขั้น...ทีละขั้น เขาสะดุดขอบขั้นบันไดขั้นหนึ่งที่มีรอยแตก ร่างสูงใหญ่ถลาลงจนเกือบจะกลิ้งล้ม ชายหนุ่มใช้มือเปล่าอีกข้างยันผนังอิฐสกปรก จิกเล็บลงไปตามซอกอิฐนั้นเพื่อพยุงตัวเอง

       เมื่อเขากลับมายืนคงที่อีกครั้ง ในมือก็มีหยากไย่ติดตามมาด้วย ชายหนุ่มก้าวเดินต่อไปอย่างระมัดระวังกว่าเดิม กระชับไฟฉายแน่น กระนั้นมือก็ยังสั่นกึกๆ  ยิ่งเข้าใกล้บานประตูนั้น ใกล้ที่มาของเสียงประหลาดมากเท่าใด เขาพบว่าไฟฉายในมือยิ่งสั่นรัวจนเกือบจะตกหล่น พอเดินเข้าใกล้บานประตูไม้เก่า เสียงประหลาดก็ดังเท่าทวี...ดังเสียดแก้วหู...ดังก้องในหัว

       ไม่ผิดแน่ เสียงไอและเสียงรัวแป้นพิมพ์ดังมาจากในห้องนี้!

       ตอนนี้มีอีกเสียงหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา นั่นคือเสียงหัวใจของเขา...ที่รัวไม่แพ้กับเสียงกดแป้นพิมพ์ดีด

       ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

       นักเขียนหนุ่มเดินมาถึงปลายบันไดในที่สุด เขามองสลับไปมาระหว่างประตูตรงหน้ากับทางขึ้นไปด้านบน ความมืดที่อยู่รอบตัวน่ากลัวจนแทบหยุดหายใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุขีดจำกัด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก รณภพลังเลอยู่สักพัก  ตอนนี้ความอยากรู้มีมากพอๆ กับความกลัว แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไป

       บานประตูหนักค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เสียงเสียดสีของไม้ดังขึ้นปะปนกับเสียงรัวแป้นพิมพ์ดีด

       เอี๊ยด...อ๊าด...

       ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

       ตึ้ง!

       

       ครืด...

       ใครบางคนอยู่หลังบานประตู...ไม่ผิดแน่!

       ลมประหลาดพัดวูบเข้ามาทันทีราวกับต้อนรับผู้มาเยือน กลิ่นเหม็นอับและเหม็นเน่าบางอย่างพุ่งเข้าใส่จมูกจนรณภพต้องเบือนหน้าหนี...

       แสงสลัวเลือนรางลอดผ่านรอยแง้มเผยให้เห็นภายในห้องอย่างคร่าวๆ  รณภพผลักบานประตูกว้างเข้าไปอีก ใช้ไฟฉายส่องไปทั่วห้อง...และหยุดอยู่ตรงกลางที่มีโต๊ะตั้งเครื่องพิมพ์ดีดวางอยู่กับเก้าอี้ว่างเปล่า

       เสียงรัวแป้นพิมพ์หายไป...เสียงไอโขลกหยุดลง

       ใครบางคนกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้หลังโต๊ะตัวนั้น ใครบางคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา และจ้องเขาดวงแววตาแดงก่ำ เลือดแดงฉานทะลักไหลออกจากรูจมูกและปาก!

       “เฮ้ย!” ชายหนุ่มร้องลั่น กระโดดโหยงอย่างตกใจกลัว ไฟฉายในมือหล่นลงบนพื้นและดับลง

       เวรกรรม! ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด!

       รณภพมั่นใจว่าภาพที่เห็นเต็มตาเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพหลอนแน่นอน เขารีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อออกจากห้อง ยามนี้เขาต้องการแสงสว่าง แต่แล้ว...

       เปรี้ยง!

       ฟ้าผ่าดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางเสียงสายฝนกระหน่ำ

       พรึ่บ!

       ไฟดับ!

       บัดนี้ความมืดได้กลืนกินเขาเรียบร้อยแล้ว!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น