อัปเดตล่าสุด 2019-06-08 10:07:16

ตอนที่ 6 บทที่ 6

       “เฮ้ย! อะไรวะ!” รณภพโพล่งออกมาเสียงดัง พลางกระโดดโหยงออกจากที่ตรงนั้น ความตื่นตระหนกเพราะสัมผัสสยองดึงให้เขาก้าวถอยหลังยาวๆ จนเหยียบเข้ากับของบางอย่างส่งผลให้ลื่นล้มหงายหลัง ก้นกระแทกพื้นดังพลั่ก ความเจ็บพุ่งขึ้นเป็นระริ้วระลอก

       นักเขียนหนุ่มไม่มีเวลามานั่งสนใจความเจ็บ เขาควานมือไปตามพื้น ตอนนี้เขาต้องการไฟฉายอย่างมาก และก็เหมือนว่าพระเจ้าจะเริ่มเห็นใจ เพราะคราวนี้เขาควานไปจับเอาไฟฉายได้ รณภพคว้าขึ้นมา เลื่อนสวิชต์ขึ้นแล้วส่องไปเบื้องหน้าทันที

       ทว่า...เขากลับไม่พบใครทั้งสิ้น

       “อะไรกันวะ” ชายหนุ่มอุทานออกมา หน้าอกของเขายังกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว เสียงหอบหายใจดังหนักหน่วง เม็ดเหงื่อกลิ้งหล่นตามขอบหน้าผากชนิดที่ว่านับไม่ถ้วน ชายหนุ่มยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อแล้วสาดไฟฉายไปรอบๆ ห้อง

       ทั้งที่เมื่อครู่เขามั่นใจว่าจับโดนเท้าใครสักคนเข้า ใช่! เขามั่นใจ! แต่กลับไม่มีใคร นอกจากตัวเขาและข้าวของเก่าคร่ำคร่า

       ชายหนุ่มส่ายไฟฉายในมืออีกนานกว่าสามนาทีเต็ม เขายังคงนั่งอยู่แบบนั้น ท่ามกลางความงุนงงว่าสัมผัสเมื่อครู่ รวมถึงสิ่งที่เขาเห็นมันคืออะไร หรือว่าเขาจะตาฝาดไป...

       เมื่อจังหวะหัวใจกลับมาเต้นอย่างมั่นคง รณภพจึงค่อยลุกขึ้นยืนช้าๆ  กระชับไฟฉายในมืออย่างมาดมั่น หากมันหล่นหลุดมืออีกรอบล่ะก็ เขาต้องบ้าตายแน่ๆ 

       ฝนด้านนอกยังคงตกกระหน่ำ ส่งเสียงซ่าๆ ไม่ขาดห้วง รณภพเพิ่งสังเกตได้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้ยินเสียงประหลาดอีกแล้ว

       เสียงที่คล้ายกับคนกำลังกดแป้นพิมพ์ดีด...

       แป้นพิมพ์ดีดที่วางอยู่กลางห้อง...

       รณภพส่องไฟไปเจอกับสิ่งนั้นเข้า มันเป็นเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่า ฝุ่นจับหนาเป็นก้อนเห็น ใกล้กันมีกระดาษปึกหนาวางอยู่ปึกหนึ่ง เขายังไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ ทว่าก็ยังไม่ละสายตาจากมัน

       ชายหนุ่มใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ชุ่มหน้าผาก ก่อนจะหันไปทางประตูทางเข้าที่นอกจากจะเป็นทางเข้าแล้วยังเป็นทางออกเดียวในตอนนี้

       “กลับก่อนดีไหมวะ แล้วเข้ามาดูตอนเช้า” รณภพถามตัวเองอยู่ในใจ ตอนนี้ความกลัวมีอยู่ไม่น้อย แต่ความสงสัยก็ดันปะทุขึ้นมามากเช่นกัน

       ทว่าสุดท้าย...ความรู้สึกแรกเหมือนจะนำโด่งขึ้นมา เขาจึงไม่รอช้าและไม่ลังเลอีกต่อไปที่จะรีบเดินออกจากห้อง

       “เอาวะ ไว้รอฟ้าสาง ค่อยว่ากันอีกที”

               

       วันรุ่งขึ้น...

       รณภพลุกจากเตียงด้วยอาการงัวเงีย เขาหลับๆ ตื่นๆ ตลอดค่ำคืนที่น่าขนลุก ครั้นจะหลับ ภาพหลอนนั่นก็แล่นเข้ามาในหัวจนเขาต้องลืมตาโพลง แต่ก็ฝืนสังขารได้ไม่นานจึงผล็อยหลับไป แต่ก็อีกนั่นล่ะ ภาพบ้าๆ นั่นยังวิ่งเข้ามาในหัวของเขาอยู่ตลอดเวลา

       ชายหนุ่มเอื้อมมือกดสวิชต์ไฟแต่ไม่ติด เขากดย้ำอยู่หลายหนผลก็ยังเหมือนเดิม

       “ต้องเป็นเพราะฟ้าผ่าเมื่อคืนแน่”

       ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินไปยังห้องน้ำ ผ่านหน้ากระจกไปเพราะตั้งใจจะเปิดก๊อกน้ำก่อน ทว่าภาพแวบๆ เพียงเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ทำให้เขาต้องรีบหันกลับมาที่กระจก

       โอ้! คุณพระ!

       เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าภาพที่สะท้อนอยู่บนกระจกเหนืออ่างล้างหน้าคือตัวเขา! ตาบวมคล้ำ ผมทรงรากไทรที่กระเซิงอยู่เป็นทุนเดิมยิ่งยุ่งเหยิงหนักเข้าไปใหญ่ มันตั้งชี้โด่เด่ไปมา ดูไม่ต่างจากรังนกที่ทำจากดอกหญ้าแบบไม้กวาด

       นี่หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่า ‘กลัวจนหัวตั้ง’

       รณภพส่ายหัวแรงๆ คนอย่างเขาน่ะหรือจะกลัวผีสาง เขาไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง คอยดูเถอะ วันนี้จะพิสูจน์ให้ดูเลยว่ามันไม่มีอะไรทั้งสิ้น แล้วในห้องใต้ดินนั่นก็เป็นแค่ห้องว่างเปล่าเท่านั้น หาได้มีวิญญงวิญญาณอะไรซุกซ่อนอยู่หรอก!

       นักเขียนหนุ่มเขย่ากำปั้น ทำสีหน้ามาดมั่นอยู่หน้ากระจก เขารีบอาบน้ำอาบท่าแล้วออกมาแต่งตัวด้วยความว่องไว ก่อนจะคว้าไฟฉายกระบอกคู่ใจซึ่งเป็นกระบอกเดียวที่มี ไปจัดการกับแผงควบคุมวงจรไฟฟ้า พบสาเหตุว่าคัทเอาท์ตัดลงมาตั้งแต่เมื่อคืน เขาจึงดึงขึ้น พลันไฟทุกดวงในบ้านก็สว่างวาบ

       ไม่ช้า...เขาก็รีบลงไปยังห้องใต้ดิน ห้องที่เมื่อคืนเขาวิ่งหนีออกมาในสภาพแทบไม่เป็นผู้เป็นคน

       รณภพก้าวหนักๆ ลงบันไดไม้ มันยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเมื่อวาน หากความรู้สึกต่างกันพอสมควร ตอนนี้เขามีความกล้าและความขุ่นเคืองอยู่ในใจ เสียงที่ได้ยินจึงน่ารำคาญมากกว่าน่ากลัว เขาผลักประตูไม้เปิดออกอ้าสุด แสงจากด้านหน้าประตูส่องเข้ามา

       ทันทีที่เข้าไปในห้อง กลิ่นเหม็นอับก็โชยแตะจมูก รณภพยกมือป้องปากและจมูกเพื่อกันกลิ่นไม่พึงประสงค์และฝุ่นที่ลอยคลุ้งเต็มห้อง ส่วนมืออีกข้างที่ถือไฟฉายก็โบกปัดไปมากลางอากาศเพื่อไล่ฝุ่น พอปรับตัวได้แล้ว เขาก็ค่อยเริ่มกวาดมองสำรวจห้อง สภาพห้องดูเก่ามากกว่าที่คิดไว้ เริ่มด้วยตู้หนังสือขนาดใหญ่สี่ใบวางติดผนัง ทุกชั้นของแต่ละตู้เต็มแน่นไปด้วยหนังสือจนน่าอึดอัด โต๊ะไม้ไผ่ตั้งอยู่ใกล้กันและมีตะเกียงวางอยู่บนนั้น ฝั่งตรงข้ามมีเสื่อสองผืนม้วนเก็บเรียบร้อย ผืนหนึ่งตั้งตรงพาดกำแพง อีกผืนล้มอยู่ที่พื้น นอกจากนี้ยังมีแคร่ไม้ไผ่ตัวเตี้ย ใกล้กันมีลังไม้สี่ลังวางอยู่

       รณภพเดินสำรวจรอบห้อง เขามองตู้เก็บอาหารใบโตที่วางอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนจะหันไปมองส่วนอื่นๆ 

       เหมือนกับเป็นห้องของใครสักคน” เขาคิดเช่นนั้นในใจ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นห้องอะไรหรือของใคร ที่แน่ๆ ห้องนี้เก่ามากเลยทีเดียว ดูได้จากฝุ่นที่จับตัวเป็นก้อนหนาและจากอุปกรณ์ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ทำจากไม้ไผ่ ตู้ไม้สภาพเก่า แถมยังมีตะเกียงอีก คนสมัยไหนกันเล่าที่ยังคงใช้ตะเกียง

       นักเขียนหนุ่มเปิดโน้มตัวลงไปเปิดฝาลัง ในนั้นเป็นเสื้อผ้า ใจหนึ่งก็นึกอยากจะหยิบมาดูเสียหน่อย ทว่าเขารู้สึกขนลุกขึ้นมา แถมยังเสียวสันหลัววาบอีกด้วย

       “ไว้ทีหลังก็ได้” เขาพึมพำแล้วปิดฝาลังไว้อย่างเดิม ก่อนจะไปสำรวจที่ตู้หนังสือบ้าง “จะว่าไปแล้ว บ้านหลังนี้ก็มีตู้หนังสือเยอะเลยแฮะ”

       เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นที่อยู่ด้านบนเป็นของรณภพเอง แต่ก็มีบางชิ้นที่อยู่ในบ้านตั้งแต่แรกแล้ว และหนึ่งในนั้นก็คือตู้หนังสือทุกใบที่อยู่ในบ้าน

       ฝุ่นหนาเกาะติดแน่นทำให้เขาอ่านชื่อหนังสือที่เรียงรายอยู่ไม่ออก รณภพจึงใช้มือปัดฝุ่นพวกนั้น ก่อนจะเอียงคออ่านชื่อหนังสือ ทว่าสีตัวอักษรซีดเกินไป แถมบางจุดมีก็รอยขาด ชายหนุ่มเลือกดึงออกมาเล่มหนึ่ง

       “แค่ก...แค่ก” ฝุ่นลอยโชยมาจนเขาสำลัก รณภพตัดสินใจยัดหนังสือเข้าตู้อย่างมั่วๆ พลางยกมือขึ้นปัดฝุ่นเป็นพัลวันขณะที่ก้าวถอยหลังมาเรื่อยๆ จนถึงกลางห้อง แผ่นหลังของเขาชนเข้ากับโต๊ะที่วางอยู่โดดเดี่ยวโดยไม่รู้ตัว ด้วยความตกใจ รณภพจึงรีบหมุนตัวกลับไปมอง พอเห็นว่าชนเข้ากับอะไร เขาก็ค่อยโล่งใจขึ้นมา อย่างน้อยก็ชนเข้ากับโต๊ะวางเครื่องพิมพ์ดีด ไม่ใช่...

       “เฮ้ย! ไม่มีก็ไม่มีสิวะ ในโลกนี้มีผีที่ไหน” เขารีบค้านความคิดที่แวบเข้ามาในหัว หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...เครื่องพิมพ์ดีดตั้งโต๊ะ มันมีสภาพเก่าฝุ่นจับหนาไม่ต่างจากข้าวของชิ้นอื่นๆ ในห้อง

       รณภพมองอย่างสนอกสนใจขึ้นมา เขาไม่เคยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบนี้ เคยเห็นอยู่บ้างหรอกตามหนังตามละคร ในหนังสือก็พอจะเคยเห็นตอนที่ค้นคว้าหาข้อมูลในการแต่งนิยาย แต่ไม่เคยเจอเครื่องจริงๆ ใกล้ๆ แบบนี้เลยสักครั้ง

       เขารู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง คล้ายแม่เหล็ก คล้ายคลื่นที่มองไม่เห็น ดึงดูดให้เข้าไปใกล้ ชายหนุ่มเอื้อมมือลูบไล้สัมผัสเครื่องพิมพ์

       ทันทีที่ปลายนิ้วแตะเข้า ลมบางอย่างก็พัดวูบเข้าหา พร้อมกับคลื่นประหลาดที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย...มันร้อนดั่งเปลวไฟ ร้อนดั่งลาวา ราวกับว่าเจ้าของเครื่องพิมพ์นั้นไม่ต้องการให้ใครมาแตะต้อง!

       รณภพชะงักมือกลับ สะบัดมือเร่าๆ แล้วยกมาจ่อปาก เป่าลมรัวไล่ความร้อน

       “บ้าเอ๊ย! อะไรวะ!” เขาสบถ เป็นไปได้ยังไง! เครื่องพิมพ์ดีดที่ฝุ่นหนาจับ ไม่มีใครใช้งานมาหลายปี ทำไมถึงได้ร้อนขนาดนี้!

       หรือเขาจะคิดไปเอง ?

                รณภพพิสูจน์ข้อกังหานั่น เขาก้มมองดูฝ่ามือตัวเอง คุณพระ! บนฝ่ามือมีรอยแดงเถือกอยู่จริงๆ! นั่นหมายความว่าไอร้อนนั่นไม่ใช่ของลวง

                วืด...

                จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีลมประหลาดแล่นผ่านเข้ามาจนขนลุกชัน

“บ้าชะมัด! มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” นักเขียนหนุ่มฉงน พลางถูฝ่ามือที่ยังคงร้อนอยู่เนืองๆ  เขาขยับเดินเข้าไปใกล้เครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่าเครื่องนั้นอย่างระมัดระวังมากกว่าเดิม เอื้อมมือไปใกล้ หวังจะแตะมันอีกสักพักครั้งเพื่อพิสูจน์ ทว่าก็เปลี่ยนใจ ความร้อนเมื่อครู่ทำให้เขานึกเข็ดขยาดเสียแล้ว

                รณภพได้แต่มอง แล้วนึกสงสัยว่ามันของใครหนอ หรือจะเป็นของอดีตเจ้าของบ้าน

                “เอาไว้ไปถามลุงสมดีกว่า” เขาตัดสินใจดังนั้นแล้วจึงละสายตาจากเครื่องพิมพ์ดีด ใกล้กันมีกระดาษปึกหนาวางอยู่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วหยิบมันขึ้นมาอ่าน

                “นี่มัน...” ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง บ้าน่า! ทำไมถึงมีสิ่งนี้อยู่ได้...

                ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้น ทำเอาเขาแทบหยุดหายใจ

                ...ในวันที่ฝันสลาย...’

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น