อัปเดตล่าสุด 2019-06-08 12:01:28

ตอนที่ 7 บทที่ 7

                เป็นไปได้อย่างไรกัน ทำไมถึงมีชื่อนิยายเรื่องนี้...

                เรื่องเดียวกับที่เขากำลังเขียน!

                รณภพเปิดอ่านดูเนื้อหาข้างใน อ่านผ่านๆ คร่าวๆ  เนื้อหาไม่เหมือนกับของเขา แต่ก็ยังน่าตกใจอยู่ดี นิยายฉบับนี้มีความเป็นมาอย่างไรกัน แล้วเหตุใดจึงวางอยู่ตรงนี้

                คำถามมากมายผุดขึ้นราวดอกเห็ด ชายหนุ่มรู้ว่าน่าจะมีใครสักคนให้คำตอบเขาได้ อาจเป็นลุงเมียง เจ้าของร้านโจ๊กเจ้าอร่อย หรือลุงสม คนที่ให้เขาเช่าบ้านหลังนี้ หรืออาจเป็นน้องสาวของเขาที่บอกมาว่ามีบ้านดีๆ ริมทะเลที่แหลมแม่พิมพ์

                รณภพเงยหน้ามองรอบห้องอีกครั้งเพื่อดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นจากการสำรวจอีกหรือไม่ ก่อนจะหันหลังกลับออกจากที่นั่น โดยไม่ลืมคว้าเอาต้นฉบับอันน่าพิศวงติดมือมาด้วย

                นักหัดเขียนหนุ่มจำเป็นต้องเก็บความสงสัยที่กำลังทะลักล้นอยู่ในอกของเขาเอาไว้ก่อน ด้วยสายตรงจากบรรณาธิการประจำสำนักพิมพ์ที่สนใจงานของเขา เธอถามถึงความคืบหน้าของนิยาย รวมถึงเน้นย้ำเส้นตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

                รณภพไม่รีรอที่จะโยนต้นฉบับที่เขาเอามาจากห้องใต้ดินทิ้งไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง แล้วรีบกระโจนเข้าสู่โต๊ะทำงาน ใช้เวลาค่อนวันนั่งหน้าดำคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ช้าจิตวิญญาณของเขาก็เข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ พาให้ลืมเลือนถึงเรื่องระทึกที่พบในห้องใต้ดินไปจนหมดสิ้น

               

                วันนี้เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบสามวันตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านเช่าหลังนี้ที่รณภพทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สมกับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียให้กับค่าเช่า สมดั่งความตั้งใจที่ว่าอยากหาทำเลดีๆ เพื่อกระตุ้นการทำงาน

                คืนนี้ฟ้าโล่งโปร่งสบาย เมื่อมองเลยออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นดวงจันทร์สุกสกาวบนท้องฟ้า ดวงดาวพอมีให้เห็นประปราย แม้จะไม่มาก แต่ก็ช่างเป็นภาพที่วิเศษที่สุดสำหรับนักเขียนหนุ่มอนาคตไกล

                เหนือสิ่งอื่นใด ค่ำคืนนี้ไม่มีเสียงประหลาดคอยตามรังควาน

                รณภพไม่ได้สังเกตถึงความแตกต่าง อาจเพราะเขากำลังมุ่งมั่นกับนิยายของเขา และกำลังอิ่มเอมกับความสงบเงียบรอบด้าน พอทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ความเมื่อยล้าก็เข้ามาเยือน ดวงตาเริ่มเจ็บ หัวไหล่ทั้งสองข้างปวดหนึบ และล้าจนแทบขยับตัวไม่ไหว ทั้งยังมีอาการท้องร้องโครกครากอันเป็นผลมาจากไม่มีอาหารตกถึงท้องตั้งแต่ช่วงบ่าย

                รณภพมักชอบลืมทานข้าวทานปลา โดยเฉพาะเวลาทำงาน เขามักจะติดอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ และสามารถอยู่ในนั้นได้นานทั้งวันเลยทีเดียว ทว่าคราวนี้ความหิวมีมากโข และนิยายก็ก้าวหน้าไปเกินกว่าที่กำหนดไว้เยอะ รณภพจึงหยุดพักแล้วเลื่อนตัวเองออกจากโต๊ะ แขนทั้งสองยกขึ้นสูงก่อนจะบิดไปมาคลายความเมื่อยล้า ร่างใหญ่ยืนเต็มความสูง เอี้ยวเอวอีกสองสามครั้งพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง

                “เฮ้อ” นักเขียนหนุ่มยืนมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความภาคภูมิใจ “วันนี้ไปได้สวย ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันก็คงจะดีไม่น้อย” เขาพึมพำพลางนึกกระหยิ่มอยู่ในใจแล้วหมุนตัวกลับเดินไปยังห้องครัว

               

                ภายในห้องครัวไม่ได้ตกแต่งอะไรมาก ตามสไตล์บ้านพักริมทะเลที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ มีเพียงเตาแก๊ส กระทะ หม้อ ถ้วยชามจานหลายใบ โต๊ะไม้กลางห้อง และตู้เย็นสีเขียวใบไม้แก่ตั้งชิดผนังอย่างเป็นระเบียบ

                รณภพเดินตรงไปที่ตู้เย็น หยิบน้ำออกมาหนึ่งขวดแล้วเปิดยกดื่ม เสียงกลืนน้ำดังหลายครั้งติดต่อกัน หยดน้ำไหลออกจากมุมปากลงมาตามลำคอ ผ่านแผงอกกว้างใหญ่ที่มีไรขนประปรายซุกซ่อนหลังเสื้อเชิ้ตสีขาว

                เพียงไม่กี่วินาทีน้ำก็ลดฮวบลงเหลือครึ่งขวด รณภพปิดฝาแน่นแล้วถือมันกลับไปยังห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง เขายังรู้สึกเมื่อยล้าทั้งสายตาและแขนจนไม่อยากจะทำงานต่อ ชายหนุ่มจึงนั่งลงที่ปลายเตียงเพื่อผ่อนคลายอีกสักพัก แล้วค่อยลุยงานใหม่

นักเขียนหนุ่มวางขวดน้ำไว้ข้างกาย เหยียดสองแขนขึ้นสูงแล้วเอี้ยวไปมา ก่อนจะกำมือแล้วทุบลงตามหัวไหล่ทั้งซ้ายและขวา

                “ให้ตายเถอะ เมื่อยชะมัด”

                ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเมื่อยขนาดนี้นะ แถมง่วงอีกด้วย ปกติถ่างตาทำงานยันรุ่งสางไม่ยักเพลียมากเท่านี้ 

                รณภพผ่อนลมหายใจแล้วเอนหลังแนบที่นอนนุ่ม “เอาวะ พักสายตาสักหน่อย”

                ทว่าศีรษะของเขาไม่ได้แนบที่นอนนุ่มดั่งใจหมาย มันกลับหนุนอยู่บนกองกระดาษหนากองหนึ่ง รณภพจึงลุกขึ้นแล้วเอี้ยวหลังไปมอง

                มันคือต้นฉบับที่เขาเอามาจากห้องใต้ดิน...

                ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมา ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อเช้าเขาได้หยิบต้นฉบับน่าพิศวงอันนี้ติดมือมาด้วย กำลังจะพลิกเปิดดูเนื้อใน แต่แล้วสายตาก็พลันเหลือบเห็นใครบางคนกำลังยืนอยู่ที่ชายหาด…ใครบางคน…ที่เป็นผู้หญิง

                ความสงสัยผุดขึ้นกลางใจของนักเขียนหนุ่ม

                “ใครกัน ที่นี่มันหาดส่วนตัวไม่ใช่เหรอ ?”

                ความรู้สึกฉงนสงสัยนั้นดึงดูดใจเขาพอๆ กับเส้นผมยาวสลวยของเธอที่กำลังพลิ้วไหวเล่นกับสายลม รณภพรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมา ทั้งที่เพิ่งจะดื่มน้ำไปครึ่งขวดแท้ๆ  เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปใกล้ริมหน้าต่าง ชะโงกศีรษะมองออกไป พยายามมองให้ใกล้ที่สุด แต่ก็เห็นแค่เพียงด้านหลังของหญิงสาว

                “ใครกัน ?” เขาถามตัวเองแล้วยกมือเกาศีรษะ ชายหนุ่มตัดสินใจเดินออกจากบ้านพัก ก้าวลงบันไดสามขั้นแล้วเดินดิ่งไปยังที่ที่หญิงสาวปริศนาเหยียบยืน

               

                ลมเย็นแวบเข้ามาทักทายพานให้ขนลุกซู่ตั้งชัน รณภพยกแขนกอดตัวเอง เขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะมายืนท้าลมเลย เสื้อเชิ้ตตัวบางแนบเนื้อและกางเกงบ็อกเซอร์สีฟ้าอ่อนมีรูขาดสามรูไม่อาจปกป้องเขาจากความรู้สึกหนาว ชายหนุ่มตัวสั่นหงึกๆ เหมือนเจ้าเข้า กระนั้นความสงสัยก็ยังนำพาให้เขาก้าวเท้าออกไปหาผู้หญิงคนนั้น ยามนี้รณภพหยุดอยู่ข้างหลังของเธอแล้ว

                “คุณ…มาที่นี่ได้ยังไง ?” เขาเอ่ยถามออกไป

                ไม่มีคำตอบ…มีแค่เสียงลมรัตติกาล เสียงคลื่นทะเลครวญคราง กับความมืดที่ครอบงำทั่วผืนทราย มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างรำไร กับแสงไฟที่หน้าทางเข้าบ้านแต่ไม่มีคำตอบ

                “คุณ” รณภพเรียกอีกครั้ง

                เธอเป็นใครกัน ? มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ? ไหนตาลุงสมคนให้เช่าบ้านบอกว่านี่คือชายหาดส่วนตัว มีแค่เขาอยู่เพียงคนเดียว

                สงสัยไปอกหักมาจากไหน น่าจะเป็นคนในเมืองมั้ง” รณภพคิด

                “เอ่อ...งั้นตามสบายเลยนะ ผมเข้าบ้านล่ะ” เขาบอกเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ลมหนาวกำลังเล่นงานเขา รณภพหมุนตัวกลับ แต่อีกใจก็นึกเป็นห่วงหญิงสาวร่างบาง จะปล่อยให้เธอยืนเปลี่ยวเพียงลำพังก็ดูจะใจร้ายเกินไป

                แต่พอคิดดูอีกที ที่นี่ก็คงไม่มีใครมาทำอะไรอยู่แล้ว ถ้าจะมีก็คงเป็นเขานี่ล่ะ โชคดีสำหรับหญิงสาวปริศนาคนนั้นที่รณภพไม่ใช่ผู้ชายหื่นกาม

                “คุณ ระวังเป็นหวัดด้วยนะ ตรงนี้หนาวมากเลย” เขาเตือนด้วยความเป็นห่วง ใจและกายร่ำๆ จะกลับบ้านอยู่หลายหน ทว่าความรู้สึกบางอย่างกลับรั้งเขาเอาไว้เสียอย่างนั้น เขารู้สึกราวกับว่าไม่อาจทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง และยังมีความรู้สึกประหลาดๆ คล้ายกับบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอก

                รณภพหันกลับไปหาเธออีกครั้ง เธอยังคงยืนหันหลังให้เขา เผยหลังต้นคอขาวๆ กับเส้นผมดำยาวสลวยให้เห็นเท่านั้น

                เขาอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร…หน้าตาเป็นอย่างไร…

                “ฉันชื่อฟองจันทร์” จู่ๆ เธอก็เอ่ยออกมา ราวกับว่าเธออ่านใจของเขาออก น้ำเสียงนั้นแหบพร่า เย็นยะเยือกยิ่งกว่าอากาศในเวลานี้

                ฟองจันทร์...นั่นมันชื่อบ้านพักหลังนี้ไม่ใช่หรือ ?

                ขนบนร่างกายลุกชันขึ้นมา ตัวของรณภพสั่นหน่อยๆ  อย่างที่ไม่อาจตอบได้เลยว่าสั่นเพราะความหนาว หรือเพราะน้ำเสียงของเธอ

                ทันใดนั้น หญิงสาวก็หันหน้ามาทางเขาช้าๆ ครึ่งเสี้ยวของใบหน้ายามต้องกระทบแสงจันทร์ช่างสวยงามดั่งนางในวรรณคดีก็มิปาน…หากแต่อีกครึ่งเสี้ยวหนึ่งที่เขาเห็นเมื่อเธอหันมาเต็มตัวนั้น…

                เฮือก!

                รณภพสะดุ้ง ผวาลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะหรี่ลงอย่างเร็วเมื่อแสงแดดจ้าแยงเข้าม่านตา มือใหญ่รีบยกขึ้นบังแสง อาการปวดหัวตุบกลับมาเล่นงานอีกครั้ง หมู่นี้มันเริ่มจะมาบ่อยขึ้นทุกวัน นับตั้งแต่เขามาที่บ้านหลังนี้

                ชายหนุ่มมองไปรอบด้าน ทุกอย่างดูคุ้นตา มีตู้หนังสือใบใหญ่สองใบวางชิดกัน ตู้เสื้อผ้าอยู่ที่ปลายเตียง โต๊ะวางของ และโต๊ะคอมพิวเตอร์อยู่ข้างๆ 

                นี่มันห้องนอนของเขา...นั่นหมายความว่าเขาฝันไป!

                รณภพผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่มันเป็นแค่ฝัน หากว่าเป็นเรื่องจริงล่ะก็

                เมื่อคืนเขาคงเพลียจัด พอล้มตัวลงนอนไม่ทันไรก็ผล็อยหลับไป ดูสิ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คยังเปิดคาไว้อยู่เลย

                ทว่าเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองออกไปนอกหน้าต่าง ทุกอย่างคล้ายกันกับสิ่งที่เขาเห็นในฝัน ต่างกันตรงที่ว่าทั่วผืนทรายถูกแสงสว่างปกคลุมจนมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ที่สำคัญไม่มีผู้หญิงที่ครึ่งเสี้ยวของใบหน้าซูบจนเรียกได้ว่ามีแต่หนังหุ้มกระดูก!

                เพียงแค่นึกถึง ขนแขนก็ลุกชัน รณภพลูบแขนตัวเองแรงๆ  ก่อนจะเปลี่ยนมาขยี้ศีรษะ เขาสลัดหัวสองสามครั้งเพื่อขจัดภาพนั้นออกไป หากมันยังคงเด่นชัดในความทรงจำของเขา

                ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก ก่อนจะลงจากเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำ เห็นทีต้องไปหามื้อเช้ากินเสียแล้ว จะได้เลิกฟุ้งซ่าน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น