อัปเดตล่าสุด 2019-06-08 17:02:57

ตอนที่ 8 บทที่ 8

            ควันฉุยลอยเหนือแก้วกาแฟที่ส่งกลิ่นกรุ่นหอมละมุน กลิ่นกรุ่นนั้นพอจะช่วยดับจังหวะหัวใจเต้นตุบตับของรณภพไปได้บ้าง ชายหนุ่มหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม ยกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งอึก ก่อนจะวางแก้วลงแล้วเปลี่ยนมาหยิบต้นฉบับที่วางบนโต๊ะข้างกาย

 

            หญิงสาวผมยาวสลวยเดินทอดน่องไปตามริมชายหาด สายตาที่ทอดมองออกไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไกลจนไม่รู้ว่าสุดขอบนั้นอยู่ที่ใด

            มันคงเปรียบดั่งชีวิตของเธอ ที่ไม่รู้ว่าจุดจบนั้น…ตั้งอยู่ที่ใดกันแน่

            ผืนน้ำยามกระทบดวงสุริยันส่องสกาว สว่างไสวงดงาม หล่อนยืนมองพวกมันด้วยรอยยิ้มขมขื่น ดั่งว่าผืนน้ำนั้นคือกระจกสะท้อนชีวิต ยามนี้...ภาพในวันวานกำลังฉายอยู่บนนั้น

            ภาพที่ไม่น่าจดจำ

            ภาพที่อยากจะลบเลือน

            หากแต่ฟ้าก็ช่างตลกเสียเหลือเกิน ยิ่งหล่อนอยากลืม กลับยิ่งจำ พวกมันยิ่งตอกย้ำ ฝังรากลึกลงกลางใจ เหมือนตะปูปิดฝาโลง

            ตะปูที่ตอกให้หล่อนเจ็บปวด…เจ็บจนร้าวราน…เจ็บจนอยากจะกลั้นใจตาย

               

                ตุ้บ!

                “เฮ้ย!” ชายหนุ่มร้องพร้อมกับสะดุ้งโหยง แต่ยังถือกระดาษปึกใหญ่ค้างไว้ในมือ ใบหน้าคมคายเอี้ยวตัวหันไปมองที่มาของเสียงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบกริบ “เสียงอะไรวะ ?”

            ใบหน้าคมคายหันไปรอบทิศทาง ดวงตาเคลือบด้วยประกายตระหนก ก่อนจะเห็นว่ามีหนังสือเล่มหนาสองเล่มตกลงมาจากชั้นหนังสือ

                ทีแรกเขาก็นึกสงสัยว่าหล่นมาได้อย่างไร แต่คิดๆ ไปแล้ว เมื่อเช้าเขาหยิบหนังสือพวกนั้นออกมาเพื่อหาข้อมูลอ้างอิงในการเขียนนิยาย เสร็จแล้วก็เก็บมันเข้าไปอย่างลวกๆ 

                ชายหนุ่มไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านต่อ จึงวางปึกกระดาษต้นฉบับลงบนเตียงตามเดิมแล้วลุกไปยังโต๊ะทำงาน ใช้เวลาที่เหลือตั้งแต่เที่ยงจรดดึกอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ

 

                เวลาล่วงเลยมาถึงดึกดื่น ความเหนื่อยเมื่อยล้าเริ่มมาเยือน วันนี้รณภพเขียนงานไม่ได้มากดั่งใจหมาย หากไม่นับการเดินไปห้องครัวสามครั้ง เข้าห้องน้ำสี่ครั้ง ก็นับว่าวันนี้เขานั่งหน้ามันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน โดยแลกมากับการพานิยายไปสู่หน้าที่สี่สิบ

                เขาแก้งานแล้วแก้งานอีก ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่างานไม่สมบูรณ์เสียที ที่สำคัญสายตาของเขามักจะแฉลบมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเลยไปยังน้ำทะเลสีดำกับชายหาดที่ไม่ได้เป็นสีขาวนวลตาเหมือนยามเช้าอีกต่อไป

                บรรยากาศน่าวังเวงแบบนี้คล้ายกับความฝันเมื่อคืนของเขาไม่มีผิด

                ใช่...ภาพหลอนนั่นวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่ที่ตะวันลับตา แม้จะสลัดมันออกไป มันก็เหมือนบูมเมอแรง ที่เผลอแป๊บเดียวก็บินกลับมาหา

                รณภพเลื่อนเก้าอี้ออกห่างจากโต๊ะ กะว่าจะไปหาอะไรร้อนๆ มาดื่มให้ผ่อนคลายเสียหน่อย สายตาก็บังเอิญสบเข้ากับต้นฉบับปริศนา...ต้นฉบับของใครก็ไม่รู้ แถมชื่อเรื่องยังมาเหมือนกันกับของเขาอีกด้วย

                “ลอกซะเลยดีไหม” เขาคิดอยู่ในใจ ทิ้งตัวนั่งลงที่ปลายเตียงแล้วหยิบเอาต้นฉบับนั้นขึ้นมา พลิกเปิดไปหน้าแรก แล้วก็อ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้อย่างไม่ได้ตั้งใจมากนัก

                ทันใดนั้น แสงไฟก็ติดๆ ดับๆ  ส่งผลให้ทั้งห้องกึ่งอยู่ในความมืดและความสว่าง รณภพแหงนหน้ามองหลอดไฟเจ้าปัญหา พานนึกสงสัยไปว่าตาลุงสมคนขายบ้านไม่ได้เปลี่ยนหลอดใหม่ให้เขาแน่ๆ

                แสงสว่างสลับมืดแวววับจนลายตาและน่ารำคาญใจ แต่ถึงแม้จะหงุดหงิดแค่ไหน รณภพก็ไม่อาจทำอะไรได้ ครั้นจะให้เขาไปจัดการเปลี่ยนหลอดด้วยตัวเอง ก็หาใช่สิ่งที่เขาจะทำเป็นเพราะไม่เคยทำมาก่อน ชายหนุ่มได้แต่นั่งมองไฟกะพริบอยู่พักใหญ่ พลางรำพึงรำพัน

            “อ้าว จะแปลงกายเป็นไฟดิสโก้เธคอีกนานไหม แน่จริงก็ดับเลยสิ”

                พรึ่บ!

สิ้นคำ…ทั้งห้องก็พลันตกอยู่ในความมืดตามบัญชา คำพูดของเขาช่างศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก!

                “นั่นปะไร” รณภพประชดออกมา ตายล่ะ ที่นี้ก็มองไม่เห็นอะไรสักอย่าง จะว่าไม่เห็นก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะตอนนี้หน้าต่างเปิดอ้าซ่า รับแสงจันทร์เข้ามาพอให้เห็นเงาลางของสิ่งของ อีกทั้งแสงจากหน้าจอของคอมพิวเตอร์ก็ช่วยขยายขอบเขตการมองในความมืดไปได้พอสมควร

                ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย เพราะความมืดลางๆ ขับให้บรรยากาศดูน่าขนลุกเข้าไปใหญ่

                รณภพก้มหลังต่ำ ใช้มือคลำหาทางเดินไปจนถึงประตูห้อง เปิดออกไปแล้วชะโงกดูด้านนอก สภาพก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย รอบตัวมีแต่ความมืดสนิท

                ไฟฉายคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ครั้งสุดท้ายที่ใช้มันก็คือเมื่อตอนไปดูวงจรไฟฟ้าหลังบ้าน แล้วหลังจากที่ใช้เสร็จ เขาก็

                “เวร! วางไว้ไหนวะ!” รณภพบ่นพร้อมกับเกาหัวแกรก ลังเลว่าจะออกจากห้องไปเอาไฟฉาย หรือจะนั่งรอในห้องนอนจนถึงเช้าดี รณภพชำเลืองมองคอมพิวเตอร์พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คืนนี้ไม่แคล้วต้องอดปั่นงานอีก

                สุดท้ายชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกอย่างที่สอง เขาหมุนตัวกลับหมายจะเดินไปนั่งที่เตียง

                ทว่า…เอ๊ะ…มีตู้หนังสือสามใบตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?

                รณภพมองไปยังมุมห้องซึ่งเป็นที่วางตู้หนังสือสองใบติดกัน ดังนั้นมันก็ควรจะปรากฏเงาตะคุ่มสองเงาไม่ใช่หรือ ?

            แล้วเหตุใด…เขาจึงได้เห็นเป็นสามล่ะ!

            เดี๋ยวนะ…

                นั่นใบที่หนึ่ง...

                ใบที่สอง...

                และ

                ใบที่สามหรือ ? ทำไมมันถึงได้ดูผอมบางนักล่ะ ?


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น