อัปเดตล่าสุด 2019-06-09 10:01:30

ตอนที่ 9 บทที่ 9

                รณภพหรี่ตามองฝ่าความมืดเพื่อจ้องมองไปยังเงาตะคุ่มประหลาดที่อยู่ข้างตู้หนังสือ ขายาวก้าวไปใกล้…ใกล้…จนอยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าเห็นทุกอย่าง

                เงาตะคุ่มเลือนรางเริ่มปรากฏอย่างเด่นชัด…รูปร่างนั้นซูบบาง มีทรวดทรงองค์เอว ผมยาวสลวยเหยียดตรง…และ…ดวงตากลมโตที่กำลังเบิกกว้างจ้องมองมายังเขา!

                รณภพผวา กรีดร้องลั่นไม่เหลือมาดชาย กว่าครึ่งตัวของผู้หญิงปริศนาคนนั้นอยู่ภายใต้ความมืด หากแต่อีกเสี้ยว...โชกไปด้วยเลือด!

                “เฮ้ย!” เขาตกใจแทบสิ้นสติ เงาตะคุ่มสีดำทะมึนค่อยๆ ลอยมาทางเขา แววตาของเธอดูดุกร้าวดั่งโกรธจัดในบางอย่าง รณภพไม่มีเวลาคิดว่าเธอเป็นใคร มาจากที่ใด ที่แน่ๆ เธอไม่ใช่คน! เพราะคนไม่มีทางลอยได้โดยปราศจากอุปกรณ์ช่วย!

                รณภพตาลีตาเหลือกคลานลงอีกฝั่งของเตียงนอนแล้วเผ่นออกจากห้อง ยามนี้อะไรก็ฉุดรั้งสติของเขาไม่อยู่แล้ว เจอจังๆ แบบนี้ใครยังคงนิ่งเฉยได้ก็บ้าเต็มที ต่อไปนี้เขาจะไม่มีวันเชื่อพวกคนที่บอกว่าสามารถนั่งคุยกับผีได้ราวกับเพื่อนกัน ไม่มีทาง!

                นักเขียนหนุ่มผู้เจอของดีใส่สปีดเต็มตัววิ่งออกไปยังทางเดิน ทว่าความมืดที่ครอบงำทั่วทุกพื้นที่ของบ้าน เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการมองเห็น

                “โอ๊ย!”

                รณภพร้องโอดครวญเพราะวิ่งชนโต๊ะวางของจนล้มลง เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่ก็เหยียบขวดน้ำลื่นล้มหัวฟาดพื้น สุดท้ายก็กลายเป็นเจ้าชายนิทรานอนแผ่หลาไปตลอดทั้งคืน

               

                เช้าวันถัดมา...

                บ้านไม้ชั้นเดียวตั้งอยู่ท้ายสุดซอยเจริญวงศ์ เป็นบ้านเก่าแก่สมกับอายุของเจ้าของบ้าน รอบด้านเป็นกำแพงล้อมรอบ มีเศษแก้วปักเสียบติดไว้บนกำแพง ด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะสามารถทำให้ใครก็ตามที่คิดจะปีนเข้ามาบ้านโดยพลการได้รับอันตราย

                ‘สมหมาย รักเงิน’ หรือที่คนทั่วไปที่รู้จักเรียกว่า ‘ลุงสม’ แกเชื่อเช่นนั้น ชาวบ้านอยากจะบอกแกเหลือเกินว่าต่อให้แกเปิดประตูบ้านอ้าซ่าเอาไว้ ก็คงไม่มีโจรหน้าไหนอยากเข้าไปปล้นบ้านของแกหรอก เพราะสภาพบ้านก็หาได้น่าดึงดูดใจ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน หากขโมยไปก็เห็นมีแต่จะต้องเสียค่าซ่อมแซมมากกว่าจะเอาไปขายต่อได้

                นอกเหนือจากนิวาสสถานที่ไม่ค่อยน่าอยู่จะเป็นสิ่งป้องกันโจรขโมยแล้ว ยังมีเรื่องชื่อเสียงของแกอีกต่างหาก เมื่อนานนมมาแล้วแกเคยเป็นนักเลงเก่าประจำซอยเจริญวงศ์ ได้ฉายาว่า ‘ไอ้เสือร้ายซอยเจริญวงศ์’

                ลุงสมเคยทำงานเป็นคนสวนให้กับบ้านพักฟองจันทร์ที่ตั้งอยู่สุดชายหาดบ้านเพ เมื่ออายุได้ 20 ปี จวบจนทุกวันนี้ แกก็ยังคงโพนทะนาว่าแกเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น เพราะคนที่เข้ามาพักกี่รุ่นต่อกี่รุ่น ก็ได้แกนี่แหละที่เป็นคนแนะนำ และเป็นคนดูแลความเรียบร้อยตลอดมา

                วันนี้ลุงสมไม่ได้กลายร่างเป็นคุณชายตื่นสายเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา แกตื่นขึ้นด้วยเสียงตะโกนเรียกของใครบางคนที่ยืนอยู่นอกบ้าน แทนที่จะตื่นด้วยแสงแดดจ้ายามเที่ยงตรง

                ลุงสมเดินโซเซออกจากห้องนอน เท้าเหยียบโดนขวดเหล้าที่ทิ้งไว้กลางดึกส่งผลให้ร่างซูบบางโซเซโงนเงนไปข้างหน้าก่อนที่จะล้มแอ้งแม้งหมดสภาพ

“โอ๊ย! อะไรวะ!” ชายสูงวัยดันตัวลุกขึ้น ทว่าแกรู้สึกหัวหมุนติ้ว ดั่งกำลังยืนอยู่บนม้าหมุน จึงล้มลงไม่เป็นท่าอีกครั้ง

                ปัดโธ่! อะไรนักหนาวะกู!

 

                รณภพออกแรงเขย่ารั้วเหล็กเขรอะสนิม พลางตะโกนเรียกหาเจ้าของบ้านอีกหลายครั้ง ทว่าก็ยังคงไร้วี่แวว

                “ทำไมไม่ออกมาอีก คงไม่ได้เชิดเงินเราหนีไปหรอกนะ!”

                นักเขียนเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองลอดรั้วเข้าไปดูรอบบ้านที่เต็มไปด้วยใบไม้เกลื่อนพื้น และยังมีต้นไม้ใหญ่อีกหลายต้น บางต้นแทบไม่เหลือใบ เหลือเพียงแค่กิ่งก้านเท่านั้น พอมองเลยเข้าไปด้านในก็เห็นรถกระบะโทรมๆ หนึ่งคันจอดอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง

                “รถก็อยู่ แล้วทำไมคนไม่อยู่วะ ?” รณภพนึกในใจพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีจัดจ้านด้วยดวงอาทิตย์กลมโตที่กำลังส่งไอร้อนลงมาด้านล่าง พาให้ร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไคลเม็ดแล้วเม็ดเล่าไหลย้อยลงมาตามใบหน้าจนแสบแผลที่ขมับเหลือเกิน!

                เมื่อเช้ารณภพตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าหลังจากวิ่งหนีผู้หญิงปริศนา เขานอนอยู่หน้าห้องครัวตลอดทั้งคืน! ทีแรกก็นึกเอะใจว่าไปนอนตรงนั้นได้อย่างไร ทว่าอาการเจ็บที่ขมับขวาเป็นคำตอบอย่างดีว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น

                รณภพยกมือคลำบาดแผลที่ยังไม่ได้ทายา ก่อนจะเบ้ปากร้องเสียงซี้ด เขาเปลี่ยนมากำเสื้อบริเวณหน้าอกแล้วสะบัดขึ้นลงเพื่อไล่ไอร้อน ไหนใครบอกว่าทำแบบนี้แล้วจะเย็นขึ้นไง โม้ทั้งเพ เขากลับรู้สึกว่าร้อนกว่าเดิมด้วยซ้ำ

                นักเขียนหนุ่มยืนรอการปรากฏตัวของเจ้าของบ้านนานเกือบสิบนาที เขาล้วงเอามือถือออกจากกระเป๋าของกางเกงขาสั้น มองเวลาแล้วพึมพำ

                “ถ้าอีกสิบนาทีไม่มา กูจะบุกเข้าไปจริงๆ แล้วนะ”

                โชคดีที่เขาไม่ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางข้อหาบุกรุกเข้าบ้านคนอื่น เมื่อประตูบ้านด้านในเปิดกว้างออกมา เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูไม้เรียกความสนใจจากรณภพพอๆ กับเสียงตะโกนโหวกเหวกของลุงสม

                “ใครวะ ? บังอาจมาลูบคมไอ้สิงห์ซอยเจริญวงศ์แต่เช้า!” แกโวยขณะที่เดินวางก้างออกมา “ไหนขอดูหน้าหน่อยซิ!”

                น้ำเสียงใหญ่เกินตัวดังลอยมาก่อนจะได้เห็นตัวคนพูด รณภพก้าวถอยหลังเมื่อลุงสมเดินงุ่นง่านมาชิดขอบรั้ว แกแทบจะกระชากประตูออกอย่างแรงตามความโมโห

                “ใครวะ ?”

                “ลุง! ทำไมมาช้าแบบนี้! นี่ผมรอค่อนวันแล้วนะ!”

                ไม่ใช่ลุงสมเท่านั้นที่มีน้ำโห แต่รณภพเองก็มีเช่นกัน! เมื่อไฟเจอไฟแบบนี้ เห็นทีอุณหภูมิรอบด้านที่ว่าร้อนผ่าวจะร้อนดั่งลาวาระเบิด

                ลุงสมเลิกคิ้วขึ้นอย่างหาเรื่อง แต่เมื่อประจันหน้าในระยะประชิด น้ำเสียงของแกก็อ่อนลงเช่นเดียวกับแววตากล้าแข็งที่ลดความแข็งกระด้าง

                “แกนี่หน้าตาคุ้นๆ”

                “อย่ามาทำเป็นลืมผมหน่อยเลยลุง จำไม่ได้เหรอว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนลุงให้ผมเช่าบ้านฟองจันทร์”

                “บ้าน ?” แกยังทำเสียงฉงน ด้วยอายุที่มากล่วงเลยไปหลักเจ็ด หลงๆ ลืมๆ ไปบ้างจึงเป็นเรื่องปกติ

                รณภพยื่นหน้าไปใกล้เพื่อช่วยเตือนความจำของลุงสม หากว่าแกจำไม่ได้จริงๆ ล่ะก็ เห็นทีคงต้องมีเรื่องกันเสียแล้ว

                “อืม…อ้อ! ไอ้หนุ่มเมืองกรุงเมื่อวันก่อน ข้าจำได้แล้ว” น้ำเสียงของลุงสมดีใจประหนึ่งได้ค้นพบของสำคัญระดับโลก

                โชคดีอีกครั้งที่ไม่ต้องมีเรื่องมีราวระหว่างชายสองคนที่วัยต่างกันเกือบสอบรอบ รณภพก้าวถอยหลังออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่พ่นออกจากปากของลุงสม

                “ว่าแต่…” หัวคิ้วของชายชรากระตุกเข้าหากันอย่างหงุดหงิด “แกมาทำไม หรือจะคืนบ้านให้ ? บอกก่อนนะว่า…”

                “นั่นล่ะจุดประสงค์ของผม ผมจะมาเอาเงินมัดจำคืน!”

                ลุงสมได้ยินดังนั้นก็รีบส่ายหน้าหวือ

                “เรื่องอะไร จ่ายแล้วจ่ายเลยไม่มีคืน”

                หรือถึงให้จ่ายก็คงไม่มีจ่ายหรอก เพราะเงินนั้นได้แปรสภาพเป็นเหล้าไปหมดแล้ว

                “ลุง! ผมอยู่ไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ อย่างน้อยลุงก็น่าจะคืนผมมาครึ่งหนึ่งสิ”

                รณภพจ่ายค่าเช่าบ้านพักเรือนงามหลังนั้นไปตั้งสี่พัน สำหรับพักเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน แน่นอนว่าเขาจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยความคิดที่ว่าคงจะไม่มีปัญหาอะไร อีกอย่าง...สี่พันบาทใช้แลกมากับช่วงเวลาอันแสนสุขก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่เลว ครั้งสุดท้ายที่เขามาเที่ยวทะเลก็เมื่อสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ฉะนั้นการลงทุนครั้งนี้จึงถือว่าคุ้มค่า ได้เที่ยวและพักผ่อนสมใจอยาก แถมยังได้เขียนนิยายท่ามกลางบรรยากาศที่แสนผ่อนคลายซึ่งน่าจะช่วยให้เขาทำงานได้อย่างไหลลื่น

                นั่นคือความคิดเมื่ออาทิตย์ก่อน

                ส่วนความคิดของเขาตอนนี้น่ะหรือ...

                หากให้อยู่ต่ออีกหนึ่งชั่วโมงล่ะก็...เอามีดมาแทงเขาเลยดีกว่า!

                “ลุง อย่างน้อยคืนผมมาสามพันก็ยังดี”

                “บ๊ะ! เรื่องอะไรจะคืนง่ายๆ  ข้าบอกเอ็งด้วยเหรอว่าคืนได้”

                “โธ่! ลุงเองก็โกงผมเหมือนกัน! ก่อนให้ผมเช่า ทำไมไม่บอกผมก่อนล่ะว่าบ้านหลังนั้นมันมีผี!” รณภพโต้แย้ง เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าเขาจะยอมรับว่าผีมีจริง! ทว่าเหตุการณ์น่าสยองขวัญเมื่อวาน และอีกหลายๆ วันที่ผ่านมา มันทำให้เขาไม่อาจคิดเป็นอื่น

                ลุงสมมีสีหน้าตระหนก ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีแกก็เปลี่ยนเป็นตีหน้าเรียบ

                “ผีเผอมีที่ไหนกัน เอ็งคิดไปเองแล้ว พ่อหนุ่ม”  สิ้นคำ ลุงสมก็หันหลัง โบกมือแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน เขาไม่เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่เคยเคารพดั่งพระเจ้าเมื่อตอนพยายามหว่านล้อมให้เช่าบ้านหลังนั้นได้ทักท้วงใดๆ ทั้งนั้น

                รณภพได้ยินเสียงหัวเราะของลุงสมดังลอยมา ฟังแล้วก็คับแค้นใจยิ่งนัก แต่จะโทษใครได้เล่า เพราะมันเป็นการตัดสินใจของเขาเอง ความจริงก่อนจะจ่ายเงินค่าเช่า ลุงสมก็ย้ำหนักย้ำหนาแล้วว่าจะไม่มีการคืนเงินให้ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ก็ตาม

                เป็นรณภพเองนั่นล่ะ ที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่มีปัญหาแน่นอน ก็เพราะเขามั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ

                “แม่งเอ๊ย!” ชายหนุ่มสบถเสียงดัง ทั้งแค้นในใจ ทั้งเสียดายเงิน แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ระบายกับรั้วเหล็กสนิมเขรอะ โทสะของเขารุนแรงเสียจนทำให้หนังนิ้วโป้งเท้าเปิดขึ้นมาเป็นรอยจ้ำแดงน่ากลัวและมีเลือดไหลซึม

                เวรกรรม!

                นอกจากจะต้องเสียค่าเช่าไปอย่างไม่คุ้มค่าแล้ว ยังต้องเสียค่ายาทำแผลบวกยากันบาดทะยักอีก!

 

                หลังจากอัดยาแก้ปวดกับน้ำอึกใหญ่ที่เขาซื้อจากร้านขายยาหน้าปากซอย รณภพก็ขับรถเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหงุดหงิด หน้าตาบึ้งตึง หากให้เขาบรรยายสีหน้าตัวเองในฐานะตัวละครในนิยายของเขา ก็คงจะเปรียบเปรยได้ว่า เขานั้นอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ

                รณภพจอดรถไว้บนเนิน ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินลงตามบันไดหินที่ทอดยาวจนไปถึงบนผืนทราย หากเลี้ยวขวาก็จะไปถึงบ้านพักที่เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาอยู่เพียงลำพัง เขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องน่าขนลุก จึงทิ้งตัวนั่งลงที่ขั้นบันไดพลางเบือนหน้าจากบ้านสวยไปยังทะเลงดงามเบื้องหน้า

                เมื่อได้อยู่กับธรรมชาติเงียบสงบ ก็ทำให้เขาคลายเครียดลงไปได้บ้าง รณภพเริ่มทบทวนความคิดของตัวเอง

                “หรือเมื่อคืนเราจะตาฝาด...แต่มันชัดยิ่งกว่าชัดเสียอีกนะ...ผีผู้หญิงนั่น บรื๋อ!”

                แค่คิด...ภาพสยดสยองก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวจนขนในกายทุกเส้นลุกชัน

                สายลมจากทะเลที่ว่าอุ่น กลับหนาวเสียอย่างนั้น

                รณภพส่ายหน้ารัว

                “เดี๋ยวก่อนสิ ลืมแล้วเหรอว่าผีเผอมีที่ไหนกัน”

                ความคิดที่เคยแน่วแน่นดุจขุนเขาต่อเรื่องผีสางวกกลับเข้ามา เขาพยายามตอกย้ำทัศนคตินั้นให้ลงลึกในใจแทนความคิดฟุ้งซ่าน

                “ใช่แล้ว! เมื่อคืนไม่มีอะไรทั้งนั้น เราตาฝาดไป!”

                ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นยืน สองมือกำแน่น พกพาความมั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้วเดินหน้าตั้งเข้าไปในบ้านเช่นเดิม

                เอาเถอะ ไม่ว่าเขาจะเชื่ออย่างไร เขาก็จำเป็นต้องอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียค่าเช่าแล้ว

 

                รณภพเดินเข้ามาในบ้านด้วยหัวใจตุ้มๆ ต่อมๆ  ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นห่อเหี่ยวเหมือนก๋วยเตี๋ยวแห้งค้างคืนเมื่อเห็นกระดาษโน๊ตสีเหลืองใบเบ้อเริ่มที่เขาแปะไว้บนผนังเหนือโต๊ะทำงาน

 

                ‘ในวันที่ฝันสลาย...ส่ง 28 กันยายน!’

 

                “ให้ตายเถอะ เหลืออีกแค่สองอาทิตย์ กับร้อยกว่าหน้า กูไม่ใช่ซูเปอร์แมนนะจะได้มีพลังทำทุกอย่างได้”

                รณภพเดินคอตกกลับมานั่งที่เก้าอี้ ปลายเท้าจิกลงบนพื้นไม้แล้วเลื่อนตัวเองเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน มองกระดาษ มองคอมฯ แล้วก็ถอนหายใจยาวเหยียด

                “เฮ้อออออ...!”

                อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะมาปั่นงานให้เสร็จขณะที่พักอยู่ที่นี่ ถ้าได้บรรยากาศดีๆ แบบนี้ล่ะก็...ปั่นได้ทั้งวันก็ไม่เกี่ยงงอนอยู่หรอก แต่เอาเข้าจริง งานกลับไม่เดินไปไหนไกลเลย มีแต่ตัวเขานั่นล่ะที่วิ่งจ้าละหวั่น เหยียบขวดน้ำลื่นล้มจนสลบเหมือด

                รณภพมองเลยออกไปนอกหน้าต่าง ยังมีแสงสว่างอยู่ หมายความว่ายังพอมีเวลาเหลืออีกหลายชั่วโมงก่อนที่เขาจะต้องรับมือกับ...บางอย่างที่เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ามีอยู่แต่ในโลกจินตนาการหรือไม่

                เอาเถอะ เขาได้แต่ภาวนาว่าคืนนี้ ขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นเลย...

 

                คำภาวนาของรณภพไม่เป็นจริง!

                ดึกดื่นในคืนสงัด รณภพรู้สึกหนาวจนมือวางค้างอยู่บนคีย์บอร์ด หนาวเพราะอากาศหรือ ? ไม่ใช่หรอก หนาวใจต่างหากเล่า มันเต้นตุบตับไม่ค่อยเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนกับลมหายใจของเขา เมื่อเขามีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าใครบางคน...กำลังยืนมองเขาอยู่ด้านหลัง!

                เมื่อความรู้สึกกระอักกระอ่วนพุ่งจ่อที่คอหอยจนไม่อาจนั่งทนเฉยได้ ชายหนุ่มจึงหันไปมอง...ปรากฏว่าไม่มีใคร

                เขารู้สึกไปเองหรือ ?

                รณภพค้านหัวชนฝา เขาไม่ได้รู้สึกไปเองหรอก มันเกิดขึ้นจริงๆ  เขาเชื่อว่ามีใครกำลังยืนมองเขาอยู่ด้านหลัง ชวนให้เขาเสียวสันหลังวาบแทบทุกวินาที ขนในกายลุกพรึ่บ มันเป็นความรู้สึกที่แสนเชือดเฉือนหัวใจ พร่าพรั่นในอก กดดันจนพิมพ์งานไม่ออก

                ลมพัดวูบเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ชายผ้าม่านสีฟ้าอ่อนปลิวไสวคล้ายคลื่นทะเลด้านนอก รณภพลุกขึ้น ไม่วายปลรายตามองด้านหลังว่ามีใครหรือไม่ แต่ก็พบแค่เพียงตู้หนังสือใบใหญ่สองใบเท่านั้น

                พลันภาพเมื่อคืนวานที่เขาเห็นเงาตะคุ่มที่พุ่งวูบมาทางเขาก็ปรากฏเด่นชัดในสมองจนเขาหายใจไม่ทั่วท้อง

                ไม่ไหว! ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังเขาคงทำงานไม่เสร็จแน่นอน

                ด้วยเหตุนี้ เมื่อเช้าตรู่มาเยือน รณภพจึงไม่ลังเลที่จะเก็บข้าวของกลับกรุงเทพฯ เงินก็แค่เงินล่ะวะ ทิ้งไปก่อนแล้วกัน ค่อยไปเก็บเกี่ยวเอาใหม่ยังไม่สาย ดีกว่าประสาทกินจนกลายเป็นบ้า!

 

                นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านมารวมตัวกันที่ร้านโจ๊กของลุงเมียง

                กลุ่มคนราวสิบกว่าคนยืนออกันอยู่หน้าร้าน บ้างก็จับกลุ่มย่อยๆ กันสองสามคน หันหน้าเข้ากันแล้วเปิดบทสนทนาด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง เสียงคุยจอแจดังระงมไปทั่วบริเวณนั้น สลับกับเสียงบีบแตรรถจากคนที่ถูกขวางทางเลี้ยว

                “ข้าบอกแล้วว่ามันต้องอยู่ไม่ถึงอาทิตย์!” ชายแก่คนหนึ่งโพล่งออกมา ชูมือสูงขึ้นฟ้า น้ำเสียงของแกฟังดูภูมิอกภูมิใจที่เดาได้อย่างถูกเผง แกกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อหาเสียงสนับสนุน

                “ใช่ๆ  บ้านหลังนั้นมันเฮี้ยนจริงๆ” อีกคนพูดขึ้นมาบ้าง หลายคนจึงพยักหน้าตาม

                วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เจ๊ศรีนั่งกุมขมับ มองกลุ่มคนด้านนอกยืนประจันหน้ากับสามีของแกด้วยเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก กับลุงเมียง หรือกับชาวบ้านเลยสักนิด!

                “เฮ้ย! จริงเหรอวะ ? วันก่อนมันยังมานั่งกินโจ๊กร้านข้าอยู่เลย ข้าก็ถามมันว่าเจออะไรไหม มันก็บอกว่าไม่” ลุงเมียงบอกเสียงขึงขัง ก่อนจะหลิ่วตามองอย่างจับผิด “เอ็งแน่ใจเหรอ ?”

                “แน่ใจสิวะ!” ลุงแก่อีกคนที่วัยไล่เลี่ยกับลุงเมียงตอบอย่างหนักแน่น

                “เมื่อรุ่งสาง ข้าเห็นรถของมันมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน ไอ้หนุ่มนั่นเหยียบจนฝุ่นตลบเชียว!”

                เวลามีเรื่องใหญ่เรื่องโต โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น พวกเขามักจะมาชุมนุมกันที่ร้านโจ๊กของลุงเมียงเพราะตั้งอยู่มุมถนนตรงทางสามแยกพอดิบพอดี เรียกได้ว่าเป็นจุดนับพบที่สะดวกต่อทุกฝ่าย

                แรกๆ เจ๊ศรีก็เบื่อเหมือนกัน แกออกอาการวีนทุกครั้ง แต่ก็นั่นล่ะ ชาวบ้านพวกนี้ก็เหมือนเพื่อนของแก รู้จักกันมานานนม หลังๆ มานี้แกจึงได้แต่ปลง วันนี้คงไม่ได้ขายของอีกตามเคย หรือไม่ก็คงอีกนานกว่าที่กลุ่มชุมนุมจะสลาย เจ๊ศรีคิดเช่นนั้น แล้วจึงลุกเดินขึ้นไปนอนชั้นบน

                ลุงเมียงยังจดจ้องอยู่กับสีหน้าเอาจริงเอาจังของพวกชาวบ้าน แกยังคงแคลงใจ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา รณภพมักจะยืนยันว่า ไม่ ไม่เชื่อ ผีไม่มีหรอก ลุงคิดมากไปเอง แล้วจะให้เขาเชื่อว่าคำพูดของพวกชาวบ้านเป็นความจริงได้อย่างไรกัน

                แต่มันก็น่าอยู่หรอก จากทุกรายที่ไปพักบ้านหลังนั้น ไม่มีใครอยู่เกินหนึ่งอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ...

                เพราะบ้านหลังนั้น...เฮี้ยนจะตายไป!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น