06/04/2018

เมื่อหมอเวร...ต้องชันสูตรพลิกศพ

       ปี 2543 เป็นปีที่ผมได้โยกย้ายไปทำงานยังโรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งในเวลานั้นมีหมอประจำอยู่เพียงไม่กี่คนอีก ทั้งไม่มีหมอเฉพาะทาง ดังนั้นหมอแต่ละท่านจึงต้องทำงานหลาย ๆ ด้าน และหนึ่งในงานที่จำเป็นต้องปฏิบัตินั่นก็คือ ‘งานชันสูตรพลิกศพ’


       การชันสูตรพลิกศพที่ว่านั้น นอกจากจะต้องตรวจศพที่ตายอย่างมีเงื่อนงำหรือผิดธรรมชาติแล้ว สิ่งที่ผมและหมอหลาย ๆ คนหวาดหวั่น นั่นก็คือการที่ต้องออกไปสัมผัสพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งโดยมากมักเป็นยามวิกาล ด้วยเหตุนี้ผมจึงพยายามภาวนาไม่ให้มีคดีที่ต้องชันสูตรพลิกศพ


       แต่เพียงแค่การอยู่เวรครั้งแรกเท่านั้น...ผมก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งให้ออกชันสูตรพลิกศพ


       “คดีจมน้ำตายค่ะ” เป็นเสียงแจ้งจากปลายสาย


       “เขาว่าลอยติดอยู่ริมตลิ่ง” เจ้าหน้าที่บอกเพิ่มเติม ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ด้วยเพราะนึกรู้สภาพศพอยู่ในใจ เพราะการที่ ‘ลอย’ นั่นแปลว่าศพคงเน่าจนขึ้นอืด!


       ผมไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมพนักงานขับรถซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยพลิกศพไปในตัว ผมนึกขอบคุณโชคในเคราะห์ที่ท้องฟ้าเวลาเย็นยังคงมีแสงสว่างให้เห็น หากเป็นเวลากลางคืนในชนบท บรรยากาศจะมืดมาก ๆ และเมื่อผมเข้าไปใกล้ศพที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคลุมผ้าไว้ กลิ่นสาบเน่าพลันลอยมาแตะจมูก ขนอ่อนทั่วร่างเริ่มลุกซู่ตั้งแต่ปลายเท้าไล่ไปจรดยังเส้นผมบนหนังศีรษะ แม้อากาศยามนั้นจะไม่หนาวเย็น แต่ผมรู้ว่าตอนนั้นปากคอผมกำลังเริ่มสั่นระริก

 

 

       ผมสงบสติอารมณ์และทักทายเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นจึงเปิดผ้าที่คลุมร่างไร้วิญญาณออก ทันทีที่ผ้าถูกเปิด กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงจนทุกคนในที่นั้นถึงกับเบือนหน้าหนี สภาพศพแย่ตามที่คิด ลักษณะเป็นศพชายวัยกลางคน ร่างกายบวมอืดแน่นราวกับกำลังจะปริแตก สีผิวเปลี่ยนเป็นสีม่วงช้ำเลือด หลังจากที่ตรวจศพด้านหน้าเสร็จ ต่อไปคือการพลิกศพเพื่อดูด้านหลัง และนั่นทำให้ผมถึงกับผงะ ด้วยเพราะแผ่นหลังเขียวคล้ำของศพอุดมไปด้วยหนอนแมลงนับหมื่นแสนที่กำลังชอนไชกัดกินเนื้อ ผมแน่ใจว่าศพที่ขึ้นอืดลอยน้ำมา น่าจะลอยมาแบบคว่ำหน้า


       หลังจากตรวจบาดแผลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ต่อไปเป็นส่วนที่ผมรู้สึกหวั่นใจเป็นที่สุด นั่นก็คือการตรวจศีรษะของศพ! เพราะผมต้องมองหน้าของคนตาย ใบหน้าศพจะติดตาผมไปตลอดชีวิต 


       “อุ๊บ” ผมอุทานออกมานิดหนึ่ง เพราะจังหวะที่ผู้ช่วยจับศีรษะของศพให้หันมาทางผม...ให้ตายเถอะ! ราวกับศพกำลังจ้องมองมายังใบหน้าผม! 


       มันช่างเป็นใบหน้าที่ชวนสยดสยองสะอิดสะเอียนยิ่งนัก ศีรษะผู้ชายวัยกลางคนที่เห็นบวมเป่งเขียวคล้ำ ริมฝีปากม่วงเข้มและแข็งเกร็งจนไม่สามารถง้างขากรรไกรให้เห็นภายใน สิ่งที่ผมควักออกมาจากปากมีเพียงเลือดและน้ำโคลนเท่านั้น ผมพยายามสะกดกลั้นน้ำเสียงและมือที่สั่นเทาเพื่อไม่ให้ใครรู้ จากนั้นจึงตรวจให้ครบถ้วน บ่อยครั้งที่ใช้มือลูบไปตามเนื้อของศพ หนังที่เปื่อยยุ่ยถึงกับลอกติดตามมือมาด้วย


       ผมพลิกด้านศีรษะเพื่อหาบาดแผล เมื่อนั้นเองที่หัวใจถึงกับเต้นระส่ำ ศพนี้ไม่ใช่เป็นศพของคนที่ตกน้ำตาย นั่นเพราะพบบาดแผลขนาดใหญ่ที่ด้านหลังของศีรษะ


       แผลกระสุนปืน!


       รอยกระสุนที่ศีรษะบ่งบอกว่าผู้ตายไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำ หากแต่ถูกอาวุธปืนยิง แต่สถานที่เกิดเหตุจะเป็นที่ไหนนั้นก็สุดจะทราบได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงส่งผู้ตายเข้ายังโรงพยาบาลศูนย์เพื่อชันสูตรพลิกศพโดยละเอียดต่อไป


       เรื่องมันควรจะจบลงแค่ตรงนี้ หากผมไม่ได้กลิ่นเน่าเหม็นติดจมูกมาอีกหลายวัน บางทีอาจจะเป็นกลิ่นเหม็นที่ติดจมูกมาจริง หรืออาจเป็นเพียงแค่อุปาทานก็เป็นได้


       ...หากแต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่คิด


       ผมไม่อยากคิดเลยว่า กลิ่นเหม็นเน่านั้น...อาจเป็นเพราะวิญญาณผู้ตายได้ติดตามผมมา!

เรียบเรียงโดย

ชวลักษณ์

นายแพทย์หนุ่ม (เหลือ) น้อยที่ผ่านประสบการณ์เรื่องภูตผีมาหลายรูปแบบ ทั้งแบบจะ ๆ เป็นตัวตน ทั้งแบบแวบ ๆ พร้อมที่จะนำทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งมาเล่าเพื่อเพื่อนนักอ่านที่รักทุกท่าน




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น



2019-07-14 05:08:13

#1

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
เมื่อคนกลัวผีแต่มองเห็นผีอย่างเขาต้องการชีวิตสงบด้วยการซื้อบ้านอยู่คนเดียว แต่ดันซื้อ 1 แถม "ผี" ขี้อ่อยมาตัวนึง ไหนล่ะความสงบสุข?!