11/04/2018

ป่าช้าวัดดอน ดงผีเฮี้ยน…ตำนานหลอนกลางกรุงเทพมหานคร

       เมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน หากจะพูดถึงสถานที่ที่ได้ชื่อว่าผีเฮี้ยนที่สุดในกรุงเทพฯ ทุกคนในยุคนั้นจะต้องนึกถึง ป่าช้าวัดดอน เป็นอันดับแรก แม้จะไม่มี ‘ดาราเด่นดัง’ ประจำป่าช้า แต่ผีของที่นี่ก็มีมากด้วยจำนวน และคอยหลอกหลอนทั้งคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น รวมถึงผู้สัญจรไปมาแทบไม่เว้นแต่ละวัน
       บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินเรื่องเล่าถึงรถแท็กซี่ซึ่งรับผู้โดยสารจากย่านบางรักหรือต้นถนนสาทร ให้เข้าไปส่งในซอยบริเวณใกล้ป่าช้า แต่เมื่อคนขับพาไปถึง จู่ ๆ ผู้โดยสารก็หายตัวไปอย่างไร้วี่แวว บางครั้งคนที่ยืนรอเรียกรถแท็กซี่อยู่ที่ปากซอยก็มองเห็นรถชะลอคล้าย ๆ จะจอดรับ แต่เมื่อมองเข้าไปภายในรถ กลับพบว่ามีผู้โดยสารนั่งอยู่ด้านหลังหลายคน แต่ละคนบนร่างกายเต็มไปด้วยคราบเลือดและบาดแผลเหวอะหวะน่าหวาดกลัว จนในที่สุดก็ไม่มีรถแท็กซี่คันไหนกล้าวิ่งรับส่งผู้คนที่นั่นในเวลากลางคืนอีกเลย

 

 

       แรกเริ่มเดิมทีนั้น ป่าช้าวัดดอนตั้งอยู่ในเขตของ วัดดอนกุศล ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วัดบรมสถล และถูกใช้เป็นที่ฝังบรรดาศพไร้ญาติเพียงแห่งเดียวของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ต่อมาจึงถูกโอนให้อยู่ในความดูแลขององค์กร 3 แห่ง ได้แก่ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และสมาคมใหหน่ำด่านเกเต้ จนมีพื้นที่ขยายเพิ่มออกไปถึง 150 ไร่ กระทั่งครอบคลุมไปถึงบางส่วนของซอยเจริญกรุง 57 และซอยเซ็นหลุยส์ 3 เพื่อรองรับศพไร้ญาติจำนวนนับหมื่นศพและยังมีเพิ่มขึ้นอีกมากในแต่ละปี ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากอุบัติเหตุต่าง ๆ
       สมัยที่ยังไม่มีทางด่วนศรีรัชตัดผ่านบริเวณทางเข้าที่ทะลุไปยังป่าช้า ทั้ง 2 ซอยจะมีลักษณะเปลี่ยวและมืด มีเพียงเสาไฟส่องทางอยู่ห่างกันเป็นระยะ ๆ พอให้เห็นถนนเท่านั้น ภายในซอยที่ทะลุถึงกันนั้น ถึงแม้จะมีบ้านเรือนของผู้คนตลอดสองข้างทาง แต่ก็มักเป็นบ้านไม้สองชั้นล้อมด้วยรั้วสังกะสีที่ปลูกสร้างและสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ไม่ใช่บ้านสมัยใหม่อย่างในปัจจุบัน เพราะที่บริเวณนั้นยังมีราคาต่ำและไม่มีคนต้องการใช้เป็นที่อยู่อาศัย แตกต่างจากซอยต่าง ๆ บนถนนสีลมที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร 

 

 

       บริเวณป่าช้าส่วนหนึ่งถูกกันไว้เป็นสุสานจีน โดยส่วนที่เหลือเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง ล้อมรอบด้วยรั้วปูน รั้วไม้ รวมถึงรั้วสังกะสีปะปนกันไป แล้วแต่ว่าจะติดกับบ้านหรือสถานที่ใดบ้าง ทางเข้าด้านหนึ่งก่อสร้างอย่างดีอยู่ทางฝั่งสุสานจีน ในขณะที่อีกด้านเป็นเพียงประตูเหล็กดัดเก่า ๆ เต็มไปด้วยคราบสนิม ติดกับรั้วสังกะสีซึ่งเป็นทางที่มูลนิธิต่าง ๆ นำศพเข้าไปฝัง

       คืนหนึ่ง เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. 2537 ผู้เขียนเองก็ได้ยินเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ บ้านเรือนส่วนใหญ่ในซอยทั้ง 2 แห่งมักจะพากันเข้านอนตั้งแต่สองสามทุ่มเสมอ ยิ่งทำให้บริเวณนั้นตกอยู่ในบรรยากาศที่วังเวงน่าขนลุก และแทบไม่เห็นผู้คนเดินผ่านไปมาในเวลากลางคืน โดยเฉพาะบ้านทุกหลังที่มีรั้วติดกับป่าช้าจะปิดหน้าต่างตลอดเวลา เพราะวันดีคืนดีก็มักจะมีเงาของคนร่างกายสูงใหญ่ขนาดพอ ๆ กับบ้านสองชั้นเดินผ่านไปมาให้เห็น บางครั้งก็มีเงาตะคุ่ม ๆ คล้ายคนนั่งยอง ๆ อยู่บนขอบรั้ว บางครั้งถึงขนาดได้ยินเสียงปาก้อนหินกระทบหลังคาบ้าน หรือแม้แต่เสียงเคาะและขูดข่วนอยู่บนบานหน้าต่าง 
       พอได้ยินเรื่องที่เพื่อนบอกเล่า ผู้เขียนกับเพื่อนอีก 5 คน ซึ่งกำลังอยู่ในวัยคึกคะนอง จึงตัดสินใจชักชวนกันไปลองดีทันที โดยตั้งใจว่าจะไปเล่นผีถ้วยแก้วกันที่นั่น
       ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่มเศษ ระหว่างที่รถกระบะติดหลังคาไฟเบอร์ซึ่งผู้เขียนและเพื่อนใช้เป็นพาหนะเดินทาง กำลังแล่นผ่านเข้าไปในซอยแคบ ๆ ที่มืดสลัวและเงียบสงัดจนน่าขนลุก ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย จู่ ๆ ก็มีตำรวจสายตรวจซึ่งขี่จักรยานยนต์ผ่านมาโดยบังเอิญเรียกตรวจเสียกลางซอยนั่นเอง ตอนที่ตำรวจคนนั้นเอ่ยปากถามว่าเราไปทำอะไรกันที่นั่น ผู้เขียนยังจำสีหน้าที่เหมือนกับอมยิ้มกึ่งเยาะหน่อย ๆ ของเขาได้ เมื่อเราตอบว่าไปเดินเล่น
       หลังจากตำรวจทำการค้นตัวแต่ละคนอย่างคร่าว ๆ พอเป็นพิธีแล้ว ทุกคนก็เกิดความรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นลางเตือนภัย โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในนั้นบอกว่าได้แอบบนบานกับหลวงพ่อทวดเอาไว้ว่าหากการทำเรื่องพิเรนทร์ครั้งนี้จะทำให้เกิดเหตุร้ายกับทุกคน ในที่สุดคณะผีถ้วยแก้วจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดกลางคัน แต่ก็ยังขอให้มีโอกาสได้เข้าไปเดินดูสภาพของป่าช้ารอบนอก ซึ่งทางที่ใช้ก็คือประตูรั้วเหล็กดัด มองเข้าไปเป็นทุ่งหญ้ากว้าง ทางด้านซ้ายมือมีศาลาเล็ก ๆ ตั้งอยู่ 
       ถึงแม้ในคืนนั้นจะไม่มีใครได้เห็นสิ่งลึกลับอย่างที่ตั้งใจ แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ว่าขณะที่กำลังเดินวนเวียนไปมาอยู่ในบริเวณนั้น คล้าย ๆ กับมีสายตาของคนหลายคนจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา จนไม่สามารถจะทนอยู่ที่นั่นได้นาน มันอาจจะเป็นแค่อุปาทานหรือจะเป็นการเตือนของเหล่าวิญญาณที่ไม่ต้องการถูกรบกวนก็ได้ ไม่มีใครรู้ 

 

 

 

       ปัจจุบันนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยกับพื้นที่มากขึ้น จึงมีการปรับปรุงทัศนียภาพของป่าช้าบางส่วนให้กลายเป็นสวนสาธารณะในชื่อโครงการ ‘สวนสวยในป่าช้า’ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ‘สวนสวยสมาคมแต้จิ๋ว’ โดยทำการขุดล้างป่าช้าและนำโครงกระดูกศพไร้ญาติส่วนใหญ่ไปเผาหรือกลบฝังเถ้ากระดูกใหม่ และเปิดให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ จนแทบไม่หลงเหลือบรรยากาศของความน่ากลัวอีกแล้ว
       แต่ที่แน่ ๆ ความเฮี้ยนของป่าช้าวัดดอนในอดีต จะยังเป็นตำนานที่ถูกเล่าสืบต่อกันไปอีกนานตราบเท่านาน...

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : ป่าช้าวัดดอน ดงผีเฮี้ยน…ตำนานหลอนกลางกรุงเทพมหานคร

เรียบเรียงโดย

ฌาปนินทร์

บรรณาธิการนิยายรักที่พยายามจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายผี เป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดี เหมาะที่จะเป็นเพื่อนของคนทุกเพศทุกวัย




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น



2019-01-15 08:05:34

#1


2019-01-15 08:05:53

#2


2019-01-25 21:54:35

#3


2019-03-30 20:38:18

#4


2019-07-14 05:22:11

#5

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | พุธ
เมื่อหัวใจต้องค้นหาคำตอบ...ระหว่างคนที่ชอบ...กับ...คนที่ใช่