24/10/2018

หน้ามอ...ตอนเที่ยงคืน

       เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตอนผมกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดหนึ่งแถบภาคเหนือตอนบน ตอนนั้นผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 จะขึ้นปี 2 ช่วงระหว่างที่เรียนซัมเมอร์ในตอนปิดเทอมก็จะค่อนข้างมีเวลาว่างพอสมควร เพราะผมลงเรียนแค่ไม่กี่วิชา เวลาส่วนใหญ่หลังเลิกเรียนหรือวันหยุดว่าง ๆ ก็จะไปหาเพื่อน หรือมีเพื่อนมาเที่ยวเล่นที่หอ และพากันชวนไปนู่นไปนี่อยู่บ่อย ๆ
       เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเพื่อนร่วมคณะ
(ขอใช้นามสมมติว่า เอ นะครับ) ได้มาปรึกษาว่ากำลังหามอเตอร์ไซค์ไว้ใช้สักคัน เพราะเจ้าตัวไม่มีรถใช้เป็นของตัวเอง ปกติไปไหนมาไหนก็จะเป็นผมนี่แหละที่คอยไปรับไปส่งด้วยกันตลอด เวลาเรียนก็ไปด้วยกัน ขากลับก็แวะส่งมันที่หอ เวลาไอ้เอชวนไปกินอะไรที่ไหนก็จะไปรับมันแล้วก็ไปหาของกินด้วยกัน มันเป็นเพื่อนที่ผมสนิทมากคนหนึ่งเลยครับ
       ผมก็พยายามช่วยมันหารถนะ เพราะว่าถ้าจะเช่ารายเดือนตามร้านราคาก็จะแพง ผมเลยโทรไล่ถามจากเพื่อนในคณะว่ามีใครสามารถให้เพื่อนผมยืมรถได้มั้ย ปรากฏว่ามีเพื่อนคนหนึ่ง ผมให้เธอชื่อ บี ละกันครับ
       เธอบอกว่า ช่วงหยุดซัมเมอร์นี้เธอไม่ได้เอารถกลับบ้านไปด้วย จอดทิ้งไว้ที่หอ
       ผมจึงถามเธอว่า “เอ่อ แล้วจะเอากุญแจได้จากไหนอะ ?”
       เธอก็บอกว่า “ไม่ต้องห่วงเพราะกำลังจะบินขึ้นมาที่มอ เพื่อมาทำธุระบางอย่างพอดี อีกไม่กี่วันก็จะขึ้นไปแล้ว เจอกันได้เลย ดีเหมือนกัน ยังไงก็ให้แกฝากดูแลรถให้หน่อยนะ อย่างน้อยก็มีคนใช้งาน มีเพื่อนดูแลให้ดีกว่าเอาจอดทิ้งไว้” (ช่างเป็นอะไรที่ประจวบเหมาะซะจริง ๆ เลยเนอะ)
       วันต่อมา บีก็ได้มาถึงมหาวิทยาลัยตามที่นัดกันไว้ ก็ได้ทำการส่งมอบกุญแจรถให้และได้ทักทายถามสารทุกข์สุกดิบกันนิดหน่อย เพราะพอทำธุระเสร็จบีต้องกลับบ้านเลย ผมจึงอาสาพาไปส่งที่สนามบินเป็นการตอบแทนน้ำใจ

       ขั้นตอนต่อไปคือหน้าที่ของผมที่จะต้องเอากุญแจไปให้กับไอ้เอ ผมจึงพาไอ้เอซ้อนรถของผมไปที่หอของบี แล้วต่างคนต่างขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาเพื่อที่จะเอารถมาฝากไว้ที่หอของผม เวลาผ่านไปไม่กี่วัน ปรากฏว่ารถของบีมีปัญหาตรงที่เปิดปิดช่องรูเสียบกุญแจนิดหน่อย ผมเลยให้เอยืมรถของตัวเองไปแทน และผมเก็บรถของบีเอาไว้ แต่หลังจากที่ผมใช้ไปสักพัก...มันกลับขัดข้องจนไม่สามารถใช้งานได้ ผมได้โทรไปแจ้งให้บีฟังว่า เกิดปัญหาขึ้นเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ของเธอ พร้อมกับถ่ายรูปหลักฐานให้ดูเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ บีจึงวอนให้ผมตามช่างมาซ่อม ผมจึงจัดการหาช่างมาซ่อม ซึ่งช่างก็สะดวกมาซ่อมให้ได้ในพรุ่งนี้
       ผมจึงโทรไปบอกเอว่า
“มึง ๆ รถบีมันพังนิดหน่อย ช่างเขามาพรุ่งนี้ ยังไงมึงใช้รถของกูไปก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เสร็จแล้วกูจะบอกมึงอีกทีนะ”
       เอเลยบอกว่า “แล้วมึงจะไปไหนมาไหนยังไง มึงเอารถคืนไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้รถแล้ว มึงเอาคืนไปแหละ” ผมก็เลยโอเคตามนั้น...

 

       ช่วงเวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม ไอ้เอก็นำรถของผมมาคืน พอเจอกันก็นั่งคุยอะไรเรื่อยเปื่อย เมาท์ยาวกันจนเกือบเที่ยงคืน พอเอมันจะกลับผมก็เลยจะไปส่งเอที่หอ แล้วก็ชี้ให้เอดูว่ารถบีมันพังตรงไหน ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนพอดี ละแวกหอก็จะเงียบและมืดพอสมควร (บริเวณมอจะเริ่มเงียบตั้งแต่ 3 ทุ่มเป็นต้นไป ยิ่งช่วงปิดเทอมคนน้อย ยิ่งเงียบกว่าเดิมมาก) ระหว่างที่ขี่รถไปส่งก็มีบทสนทนากันระหว่างทาง ผมขี่รถไปด้วยความเร็วไม่มากเพราะอยู่ในซอย พอออกจากซอยก็จะเป็นถนนใหญ่หน้ามอ จังหวะที่ผมขี่ไป ผมได้สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างขยับตรงเสาไฟฟ้าอยู่ไกล ๆประมาณ 20-30 เมตรได้ ตอนแรกผมนึกว่าเป็นธงที่ปักตรงเสาไฟหล่นลงมา พอโดนลมมันก็จะขยับไปมา ในใจคิดว่า...เฮ้ย ธงในหลวงหรือธงชาติหรือเปล่า หล่นอยู่กับพื้นแลดูไม่เหมาะมั้ง...กะว่าจะขี่เฉียด ๆ เข้าไปดู ถ้าเก็บได้ก็จะเก็บมาตั้งไว้ให้ดี ๆ (ตอนนั้นผมก็คิดไปเรื่อยน่ะครับ 555+) พอระยะมันใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็มองเห็นเป็นลักษณะคน เหมือนคนนั่งอยู่ ผมเริ่มถอยห่างเลย ปกติจะมีคนเร่ร่อนติดยาเดินไปมาแถวหน้ามออยู่คนหนึ่งด้วย ไม่รู้ใช่หรือเปล่า เดี๋ยวเกิดหลอนยามานั่งตรงกลางถนนแล้วคลั่งขึ้นมาผมกับเพื่อนจะซวยเอา...ในจังหวะนั้นเอง เงาตะคุ่ม ๆ อยู่ตรงกลางเสาไฟฟ้า มันขยับและพุ่งออกมาบนถนนในลักษณะคลานออกมา เท่าที่มองเห็นคือ รูปร่างเหมือนชายสูงวัย ตัวผอมซูบ ผมยาวผสมหมอกควันสีดำ ๆ จาง ๆ เคลื่อนที่ราบต่ำไปกับพื้นและหายไปตรงกลางเลนของถนนแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ลักษณะที่เห็นคล้ายมือกับขาที่กำลังเคลื่อนไหว แม้จะมองไม่เห็นชัดเจนถึงหน้าตาและเสื้อผ้าที่ใส่...แต่ก็ชัดในระดับที่เห็นว่าลักษณะรูปร่างคร่าว ๆเป็นอย่างไร...
       ในตอนนั้นผมนิ่ง อึ้ง ๆ งง ๆ และกำลังขนลุกแปลก ๆ เพื่อนชวนคุยอะไรก็ไม่ได้ฟังแล้ว จนเพื่อนเรียกชื่อผมหลายครั้ง ผมเลยบอกเพื่อนโดยใช้น้ำเสียงค่อนข้างดังว่า “มึง อย่าเพิ่งคุยตอนนี้ เดี๋ยวให้ถึงหอมึงก่อน โอเคนะ”
       ไอ้เอก็งง แล้วถาม “อ่า...มึงเป็นอะไรวะ ?” แต่ผมก็ไม่ตอบ

       พอถึงหอเอ ผมก็เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟัง บวกกับเอก็เป็นคนขี้กลัวเหมือนกัน มันก็มีสีหน้างง ๆ ผสมตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันจึงไปหาเพื่อนและยืมรถเพื่อนแถวหอขี่กลับมาส่งผมที่หออีกรอบ...(ส่งกันไปส่งกันมาอย่างนี้ทั้งคืนเลยครับวันนั้น)
       พอผมกลับมาหอ ผมก็นอนไม่หลับเท่าไหร่ อีกใจก็กลัว ๆ เสียว ๆ ระแวงหลังเหมือนกันครับ แต่อีกใจก็คิดว่าคงแค่ตาฝาด ถนนแถวนั้นแสงน้อยด้วย มีเพียงแสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้า บวกกับมันดึกแล้ว อาจจะทำให้ตาฝาดไปเองก็ได้ครับผม

เรียบเรียงโดย

KVP95

ถ้าผีมีจริงทำไมต้องทำหมาหอน คนเค้าจะหลับจะนอนก็ต้องมาข่มตาหลอน




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | จันทร์
หากดวงตาของมนุษย์สามารถรับรู้และมองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นได้ มันจะนำมาซึ่งสิ่งใด และนำพาไปสู่สิ่งใด สิ่งที่เห็นนั้นมีจริงหรือ แล้วที่ไม่เห็นนั้นไม่มีจริงหรือ ใครเล่าจะให้คำตอบ...