29/11/2018

‘หนังสือเสียง’ ใครได้ ? ใครเสียประโยชน์ ?

 

       นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก หากภาครัฐออกนโยบายใด ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทุกภาคส่วน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ภาครัฐเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับหนึ่งที่เอื้อให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้เข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์มากขึ้น ทว่าคนทำงานในวงการวรรณกรรมและสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และยังไม่มีข้อสรุปที่ลงตัวสำหรับทั้งสองฝ่ายเลย

       Team Horror จึงขอฟังความเห็นของ ปราปต์ นักเขียนชื่อดังที่มีผลงานโดดเด่นในวงการวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กาหลมหรทึก, นิราศมหรรณพ, วงกตนรกานต์ และรอยอาศิรพิษ ถึงกรณี พ.ร.บ. มาร์ราเกช ในฐานะผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เขาจะมีมุมมองอย่างไร มาติดตามอ่านกันเลยค่ะ

 


ทราบมานานหรือยังว่าในประเทศไทยมีการอ่านหนังสือเสียงโดยจิตอาสา เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้รับฟัง 
ปราปต์ : ทราบมานานแล้วครับ ส่วนตัวเคยเข้าไปทดลองอ่านด้วยระบบเดซี่ที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยแถวดินแดงเหมือนกัน ได้รู้ว่าการอ่านแต่ละหน้าแต่ละประโยคไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะหนังสือบางเล่ม พวกหนังสือเรียนที่มีสูตร หรือมีรูปแบบพิเศษ เลยรู้สึกชื่นชมจิตอาสาที่อุทิศเวลาทำเรื่องดี ๆ แบบนี้นะครับ มันต้องใช้ใจและความพยายาม ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็จะทำได้ง่าย ๆ เลย


ความรู้สึกของปราปต์เมื่อได้ทราบว่านวนิยายของเราถูกเลือกนำไปอ่านเป็นหนังสือเสียง 
ปราปต์ : ผมว่าตัวเองก็เหมือนนักเขียนส่วนใหญ่ คือแค่ได้รู้ว่ามีคนสนใจอ่านงานของเรา เอางานของเราไปช่วยเผยแพร่ แล้วก็มีคนรอเสพต่อในช่องทางอื่นด้วย (ในที่นี้คือหนังสือเสียง) แค่นี้ก็ปลื้มใจมาก ๆ แล้วครับ ฉะนั้นในช่วงแรก ๆ ถึงจะรู้ว่ามันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ผมกับคนเขียนส่วนใหญ่ก็มักจะยอมปิดตาข้างหนึ่งเสมอ ทำเป็นไม่รู้ว่าเขามาเอาไปเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต เป็นการปิดตาให้ฟรีแบบหยวน ๆ มาโดยตลอด


ช่วงกลางปี 2561 นี้ รัฐบาลไทยได้เข้าร่วมภาคี ‘สนธิสัญญามาร์ราเกช’ และกำลังจะมีการประกาศใช้ ‘พ.ร.บ. มาร์ราเกช’ ในเร็ว ๆ นี้ อยากให้ปราปต์อธิบายเกี่ยวกับสนธิสัญญานี้ตามความเข้าใจ และในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์มีประเด็นใดที่ยังเป็นข้อกังขาอยู่บ้าง ? 
ปราปต์ : ตามความเข้าใจของผม สนธิสัญญามาร์ราเกชคือความพยายามเปิดโอกาสให้ผู้พิการในด้านต่าง ๆ สามารถเข้าถึงคอนเทนท์ที่มีการเผยแพร่โฆษณาได้ มันมีเจตนาดี แต่ทีนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้ว่าการเปิดโอกาสให้ฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ควรเป็นการละเมิดอีกฝ่ายหนึ่งคือเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยเช่นกัน 
       พ.ร.บ.ที่มีการประกาศใช้นั้นมีส่วนที่ควรถูกตั้งคำถามหลายอย่าง โดยเฉพาะเจ้าของลิขสิทธิ์มีความห่วงใยว่า ต่อไป งานของตัวเองจะถูกนำไปเผยแพร่โดยที่ผู้กระทำไม่จำเป็นแม้แต่จะมาขออนุญาต แล้วการเข้าถึงงานดังกล่าวจะถูก

 

จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนพิการจริงหรือไม่ (ในที่ประชุมก่อนการประกาศใช้ พ.ร.บ. เคสจริงถูกหยิบยกมาหลายครั้งถึงการหลุดแพร่กระจายออกไปสู่วงนอกอย่างง่ายดายมาก) 
       ที่สำคัญคือ หากเกิดความเสียหายขึ้นมา เช่น ไฟล์หนังสือเสียงที่เอาไปอ่าน (โดยไม่ต้องขออนุญาต) เกิดหลุดแพร่ไปในโลกออนไลน์ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ซึ่งปรากฏว่าทั้งหมดนี้ ตัวตั้งตัวตีอย่าง DIP (กรมทรัพย์สินทางปัญญา) ดูจะยกยอดความรับผิดชอบและดูแลทั้งหมดมาที่ตัวนักเขียนเอง
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :
https://www.ipthailand.go.th/images/copy_xx2.pdf 
https://www.thairath.co.th/content/1347294)

ในมุมมองเจ้าของลิขสิทธิ์ ขั้นตอนการนำผลงานเขียนไปเผยแพร่ในรูปแบบหนังสือเสียง ควรเป็นอย่างไร และการกระทำใดที่ปราปต์มองว่ากระทบและลิดรอนสิทธิ์เจ้าของผลงาน 
ปราปต์ :
สิ่งที่ควรจะเป็น อย่างน้อยที่สุดคือควรมีการบอกกล่าวขออนุญาตเจ้าของสิทธิ์ให้รับรู้ มีหน่วยงานกลางเข้ามาดูแลการเผยแพร่งานที่ถูกดัดแปลงดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหากเกิดความเสียหายใด ๆ ขึ้น DIP ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องการให้ผ่านพ.ร.บ.ชุดนี้ ก็ควรเข้ามารับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย เช่นการดูแลด้านทนายจนกว่าจะจบคดีความ การชดเชยค่าเสียหายรวมถึงค่าเสียเวลาของเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย 
       อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง สิ่งที่เห็นว่าควรทำที่สุด คือกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ควรถูกประกาศใช้ เพราะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดยังไม่ได้รับคำตอบหรือแนวทางที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับร่วมกันเลยด้วยซ้ำ 


ฝากทิ้งท้ายถึงจุดยืน/จุดร่วมเรื่องการแบ่งปัน และการตระหนักถึงความสำคัญของลิขสิทธิ์
ปราปต์ :
ส่วนตัวรู้สึกว่า การเคลื่อนไหวหรือทิ้งท้ายใด ๆ ตอนนี้คงไม่สำคัญแล้ว เพราะนอกจากจะสายไปในวันที่จู่ ๆ พ.ร.บ.ก็ผ่านและได้รับการประกาศใช้ การที่ DIP กับหน่วยงานผู้พิการผลักดัน พ.ร.บ.นี้ทั้งที่ถูกค้านจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ยังเป็นสิ่งที่แสดงชัดถึงการไม่เคยให้ความสำคัญกับถ้อยคำใด ๆ ของผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เลยด้วย มุมมองในแง่ดีเพียงมุมเดียวที่ผมพอจะคิดได้ก็คือ ทั้ง DIP กับหน่วยงานผู้พิการ ต่างก็ทำให้เจ้าของงานรู้สึกตระหนักมากขึ้นในพลังของลิขสิทธิ์ เพราะแม้แต่งานที่เราปิดตาเอื้อเฟื้อให้อย่างสะดวกดายมาตลอด สุดท้ายก็ยังรู้สึกคล้ายมีคนพยายามจะเบียดบังของให้ฟรีนั้นไปเสียเฉย ๆ แถมคนจัดการให้เกิดการเบียดบังนั้นยังเป็นผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีหน้าที่ดูแลและให้ความเป็นธรรมกับเจ้าของทรัพย์สินนั้นเสียเอง การกระทำนี้เป็นการตอกย้ำให้เจ้าของลิขสิทธิ์รู้ค่าในงานของตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าควรจะต้องดูแลอย่างรัดกุมอย่างไร เพราะถึงที่สุดแล้วไม่สามารถหวังพึ่งพาใครได้นอกจากตัวเอง ดังที่ DIP ได้แจ้งไว้แล้วครับ

       หากภาครัฐยังไม่รับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้องให้รอบด้าน ไม่จัดการขอบเขตของกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ให้ชัดเจน รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันการรั่วไหลอย่างเด็ดขาด ก็น่าเป็นห่วงคนทำงานในวงการวรรณกรรมและสิ่งพิมพ์ของไทย ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้การละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยตนเอง

เรียบเรียงโดย

TeamHorror

หากคุณเสพติดเรื่องราวระทึกขวัญ สยองขวัญ ตำนานลี้ลับและความเชื่อต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ เรารับดูแลให้คุณ ‘หลอนทั้งคืน!’




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | พุธ
เมื่อวงล้อแห่งวัฏฏะหมุนวน กี่ความแค้นที่ทุกข์ทนจะขอทวงคืน