13/12/2018

สิงสู่ ในเนื้อของหนัง ยังมีอีกวิญญาณที่อยากเล่า

 

 

       ผลงานหนังผีเรื่องที่สามของวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ถัดจาก เปนชู้กับผี (2006) และ รุ่นพี่ (2015) คราวนี้ใช้คอนเซปต์หนังลึกลับในที่ปิดตายมาผสมกับหนังผีแนวยึดร่างของ 7 ตัวละคร ดำเนินภายใน 1 คืน โดยถ่ายทำแค่ 7 วัน ใน 1 โลเกชั่นเท่านั้นโนซีจี เน้นสยองแบบหนังสมัยก่อนที่ใช้การแสดง แสงน้อย และมุมกล้องแทน เนื้อเรื่องว่าด้วยนายแม่ (ทาริกา ธิดาทิตย์) ผู้เป็นเจ้าสำนักปรจิตวิทยา ทำพิธีเรียกวิญญาณใครบางคนกลับมาเข้าร่าง แต่ระหว่างทำพิธีกลับมีวิญญาณไม่ได้รับเชิญเข้ามาผลัดเวียนสิงสู่คนหมู่นี้ไปมา และแล้วการฆ่าจึงเริ่มต้นขึ้นทีละคน ใครจะถูกสิง และใครจะถูกฆ่าเป็นรายถัดไป

 

 

       แค่ฟังคอนเซปต์ก็สูดปากอยากดูแล้ว ต้องยอมรับว่าหนังของคุณวิศิษฏ์มีจุดแข็งด้านการครีเอทสิ่งใหม่ ๆ เสมอ ตั้งแต่สมัยที่ เปนชู้กับผี แย่งบัลลังก์ผีไทยคืนมาจากผีสไตล์ญี่ปุ่น ผมยาว ชุดขาว ชักกระตุกได้สำเร็จ หรือการสร้างตรรกะผีเดินผ่านข้าวของแบบใหม่ใน รุ่นพี่ คราวนี้ สิงสู่ ก็พาเราไปรู้จักโลกวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นมาอีกแบบ ไม่ซ้ำใคร และไม่ซ้ำแนวทางเดิมจากทั้งสองเรื่องของตัวเองด้วย ถ้าไล่เลียงจากอารมณ์เรื่องอาจพูดได้ว่างานผีของคุณวิศิษฏ์เริ่มจากไทย (อิงผีของ เหม เวชกร) ไปที่ญี่ปุ่น (การ์ตูนจุนจิ อิโตะ) แล้วไปยังผีฝรั่ง (Exorcist) ก็น่าติดตามว่าหนังผีเรื่องถัดไปจะนำรสชาติของผีประเทศไหนมาปรุงเป็นโลกวิญญาณที่ฉีกออกไป อย่างไรก็ตาม ลักษณะร่วมของทั้งสามเรื่องที่เห็นได้ชัดคือ ความเป็นโกธิคที่เจืออยู่โลเกชั่นอันเป็นสถานกว้างใหญ่ลึกลับถูกใช้มาตั้งแต่เรือนไทย โรงเรียนคอนแวนต์จากวังเก่า กระทั่งเรื่องนี้ก็คืออาคารอันโดดเดี่ยวเหนือขุนเขาตัดขาดผู้คน 

 

 

       ด้วยเหตุนั้นเอง เมื่อปัจจัยหลักที่ผู้กำกับถนัดใช้ปูบรรยากาศหลอนลับ กลับกลายเป็นอาคารใหม่ (ที่ต่อให้ตกแต่งสไตล์ปราสาทโบราณทางฝั่งยุโรปอยู่บ้าง แต่ก็ยังดูเป็นบ้านคนรวยทั่ว ๆ ไปอยู่ดี) แถมยังถูกใช้จนช้ำมาแล้วจากละครไม่รู้กี่เรื่อง ไม่มีภาพทางขึ้น บรรยากาศรอบนอก อาศัยเพียงการบอกปากเปล่าของตัวละครว่าบ้านอยู่บนเขา ถนนถูกตัดขาดอย่างนั้นอย่างนี้ มันจึงเป็นความเฟลที่ไม่สามารถโน้มน้าวให้คนดูเชื่อตามเลย 

 

 

       ขณะเดียวกัน จากแนวโกธิคที่มีตัวละครหลักเป็นตัวแทนคนดูเข้าไปสืบเรื่องราวต่าง ๆ (‘นวลจันทร์’ ในเปนชู้กับผี และ ‘ม่อน’ ในรุ่นพี่) การออกแบบวิธีเล่าสิงสู่ให้ไม่มีตัวละครประเภทนี้อยู่เพื่อให้ผู้ชมไม่สามารถวางใจได้ว่าจริง ๆ แล้วใครมีปูมหลังยังไง และกำลังถูกสิงอยู่หรือไม่ ในทางหนึ่งมันได้ผลตามความตั้งใจของหนังที่อยากให้คนดูอึดอัด ไม่ปลอดภัยมะงุมมะงาหราเหมือนถูกทั้งผีและคนแปลกหน้ารุมมาทุกทิศ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในอีกทางก็กลายเป็นทิ้งระยะระหว่างคนดูกับเนื้อเรื่องไปด้วย เราไม่สามารถเอาใจช่วยหรืออินกับดราม่าของใครได้เลย (โดยเฉพาะเมื่อทุกคนเหมือนมีแต่ปมจากละครน้ำเน่า) นั่นทำให้ท้ายสุดเราอาจไม่อินกับเรื่องราวใด ๆ เลยตามไปด้วย

 

 

 

       นอกจากนี้ การแสดงซึ่งเป็นเครื่องปรุงหลักที่หนังตั้งใจใช้เป็นจุดขาย ก็กลับไม่ทำให้เราเชื่อไปกับมันเช่นกัน – ไม่ใช่นักแสดงแสดงไม่ดี ทุกคนแสดงเอกอุในแนวทางของตัวเอง เพียงแต่มันดูเป็นคนละแนวทางกัน เราจะรู้สึกว่าบางคนกำลังแสดงหนัง บางคนแสดงละคร บางคนแสดงละครเวที คือต่างคนต่างเล่นโดยไม่ได้นัดกันมา เคมีตัวละครที่เข้ากันดีเวลารับส่งกันดูจะมีเพียงอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮมและจ๋า ณัฐฐาวีรนุช เท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว เราจะอินเวลาตัวละครหนึ่ง ๆ แสดงยาว ๆ หรือพูดยาว ๆ ในบทของตัวเองเท่านั้น พอตัดสลับมาที่อีกคน อารมณ์จะเพี้ยนทันที เหมือนต่างฝ่ายไม่ได้พูดกันอยู่จริง ๆ เพียงแต่รอว่าจะต่อบทกันเมื่อไหร่ นี่ทำให้ทุกอย่างดรอป ความอินถูกตัดขาด กลายเป็นน่าอึดอัดใจไปตลอดเรื่อง

 

 

       แต่บางที ใครจะรู้ว่าประเด็นทั้งหมดที่ว่าไปอาจเป็นสิ่งที่หนังจงใจวางแผนไว้ก็ได้ ในเมื่อถ้าเราย้อนกลับมาดูไส้ในของเรื่องราว จะพบว่าจริง ๆ แล้วมันสอดแทรกด้วยสารอีกอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่ตัวเลขปี (2549) ในภาพถ่ายเก่าต้นเรื่อง การทำพิธีแหกกฎเพื่อเรียกใครสักคน (ผู้เป็นที่รัก) กลับมา แต่ปรากฏว่าได้วิญญาณร้ายหิวกระหายอีกกลุ่มมาแทน วิญญาณที่ตายใน ‘สนามรบ’ และพวกมันนี่เองเป็นตัวจุดชนวนให้เราแต่ละคนเผยธาตุแท้ออกมา และย่ำยีกันเองเพื่อเอาตัวรอด (จากที่ปกติก็ย่ำยีกันเองลับหลังมาตลอดอยู่แล้ว) จนสุดท้ายแม้แต่คนทำพิธีก็ยังต้องเปิดตาตื่น (ตาสว่าง) แล้วลุกมาหาทางกำจัดวิญญาณร้ายอันนำไปสู่จุดจบดังที่เห็นในหนังซึ่งเป็นประหนึ่งการคาดการณ์อนาคต

 

 

       ถ้าเราลองเทียบความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเหตุการณ์เหล่านี้กับอารมณ์อึดอัด กดดัน รู้สึกว่าผีมันช่างเฮี้ยนจนทำอะไรมันไม่ได้ ตามที่หนังออกแบบสารพัดสิ่งมาเพื่อพาให้เรารู้สึก เราก็อาจจะพบว่ามันช่างตรงกันพอดีกับที่สิ่งที่เราเป็นอยู่มาตลอดตั้งแต่ปีดังกล่าว (จุดเริ่มต้น) จนอยากจะบอกแบบที่ตัวละครตัวหนึ่งตะโกนบอกในตอนท้าย การได้ดูหนังเรื่องนี้ แทบจะทำให้รู้สึกว่ามันเป็นภาคต่อของหนังอีกเรื่องคือ สุขสันต์วันกลับบ้าน (2016) ซึ่งเป็นหนังผีแนวเฮี้ยนกดประสาทเหมือนกัน เล่นอยู่ในพื้นที่จำกัดคล้าย ๆ กัน ใช้วิธีการแสดงคล้าย ๆ กัน แถมยังพูดถึงประเด็นร่วมสมัยเหมือนกันด้วย ชนิดที่เอามาวางต่อกันได้เลยว่า ประตูทางออกที่ตัวละครหลักในสุขสันต์วันกลับบ้านพยายามเปิดเพื่อจะก้าวผ่านไปให้ได้นั้น ที่แท้อาจมีบทสรุปเป็นฉากตอนท้ายของสิงสู่ที่ในที่สุดบานประตูบ้านก็เปิดออกจริง ๆ เพียงแต่--
       ตามไปหาคำตอบในหนังผี 3.5 ก้านธูปเรื่องนี้กันได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ

 

ปักธูปการันตรีความหลอน : 

 

รูปภาพประกอบ : สิงสู่ ในเนื้อของหนัง ยังมีอีกวิญญาณที่อยากเล่า

เรียบเรียงโดย

เชิงเทียน

มนุษย์กลัวเลือดกลัวผี ที่หลงรักงานฆาตกรรม ดื่มด่ำกับความหลอน




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | จันทร์
หากดวงตาของมนุษย์สามารถรับรู้และมองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นได้ มันจะนำมาซึ่งสิ่งใด และนำพาไปสู่สิ่งใด สิ่งที่เห็นนั้นมีจริงหรือ แล้วที่ไม่เห็นนั้นไม่มีจริงหรือ ใครเล่าจะให้คำตอบ...