23/04/2018

เปรตลุงทิม

       กรรมของการลักขโมยอาจเป็นเรื่องที่ใครหลาย ๆ คนได้ยินจนชินหู แต่อย่าเพิ่งเบื่อเลย เรื่องนี้จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตอกย้ำถึงปลายทางอันน่ากลัวของผู้ที่ละเมิดในสิ่งเหล่านี้
       เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเฒ่าคนแก่ในละแวกบ้านของผมเล่าต่อกันมาเป็นเวลานาน แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ จะคิดว่าเป็นเพียง นิทานเอาไว้สอนใจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีตที่ผ่านมา
       ย้อนกลับไปราว 40 ปีก่อน แถวละแวกบ้านของผมยังไม่มีถนนใหญ่ตัดผ่านมากมายเหมือนในสมัยนี้ ที่ดินรอบ ๆ ส่วนมากเป็นดินแดงที่เหมาะกับการเดินเท้ามากกว่าใช้งานยานพาหนะ ถนนใหญ่จะมีเพียงเส้นเดียวที่ตัดผ่านทั้งตัวเมือง ถัดไปไม่ไกลนักจะมีวัดอยู่วัดหนึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน และวิถีชีวิตของคนสมัยนั้นยังใกล้ชิดกับวัดวาอาราม ใครที่พอจะรู้หนังสือหน่อย มีความสามารถในการเขียนการคำนวณ ก็มักจะโดยเรียกตัวไปช่วยงานที่วัดอยู่เสมอ ๆ

 

 

       ลุงทิม คือคนที่ถูกเรียกว่าเป็นเหมือนกับมัคนายกของวัด แกมีหน้าที่ทำทุกอย่างตั้งแต่งานเล็กไปจนงานใหญ่ จะงานมงคลงานอวมงคลแกคือเสาหลักของวัด และหน้าที่ที่สำคัญจริง ๆ คงจะเป็นเรื่องเงิน...เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาในวัดจะต้องผ่านมือลุงทิมเพื่อจัดทำบัญชีให้เป็นระบบระเบียบ ซึ่งเรียกว่ายังเป็นเรื่องยากในสมัยนั้น 
       แม้จะไม่มีใครเคยพูดแต่ทุกคนก็รู้ บ้านของลุงทิมที่เคยเป็นไม้สร้างอย่างง่าย ๆ ตามอัตภาพของคนในหมู่บ้าน เพียงเวลาไม่ถึงปีบ้านนั้นเริ่มขยาย สังกะสีหมดไปกลายเป็นกระเบื้อง จากไม้เก่า ๆ กลายเป็นปูน แม้ว่าลุงทิมจะมีอาชีพเป็นชาวสวนขายของที่ตนปลูก แต่ก็เป็นเพียงที่ดินผืนเล็ก ๆ กว้างยาวไม่ถึงหนึ่งไร่ มีหรือที่มันจะสร้างรายได้ให้แกมากมายขนาดนี้
       เป็นเรื่องแปลกเมื่อหลังจากที่ลุงทิมสร้างบ้านใหม่ได้ไม่นาน ในละแวกบ้านก็เริ่มมีคนพบเจอเรื่องราวประหลาด แม้จะมาจากหลายปากแต่กลับตรงกันเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน ข่าวลือหนาหูในช่วงนั้นเล่าไว้ว่า กลางดึกทุกค่ำคืนจะมีคนพบเห็นเงาร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์ แขนขาเก้งก้างระโยงระยางเดินโยกเยกไปมาในอากาศ สองเท้ามันก้าวอย่างช้า ๆ บ้างก็ว่ามันลอยไป แต่ไม่ว่ามันจะใช้กลวิธีใดในการเคลื่อนที่ ปลายทางของมันมีที่เดียว บ้านลุงทิม

       เป็นเวลาหลายปีที่มีคนพบเจอเงาปริศนาที่เชื่อว่าเป็น เปรต มายืนร้องครวญครางส่งเสียงหวีดหวิวน่าขนลุก มันไม่ได้แกว่งมือไปมาเหมือนอย่างในนิทาน แต่มันคงเป็นการไหวเอนตามแรงลมเสียมากกว่า ชาวบ้านใจกล้าบางคนแอบไปเตือนไปบอกแกด้วยความเป็นห่วง แต่ก็โดนตะเพิดกลับมาอย่างไร้ไมตรี ราวกับว่าเจ้าตัวไม่เคยได้ยินเสียงนั้นเลยสักคืนเดียว
       แปลกอีกเหมือนกันเมื่อวันหนึ่งอยู่ดี ๆ บ้านของลุงทิมก็เกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านที่นั่งดื่มกันในยามดึกสังเกตเห็นควันไฟลอยสูงขึ้นเหนือหลังคาบ้านจึงรีบวิ่งออกไปดู ภาพที่ปรากฏในสายตาคือ บ้านหลังใหม่ของลุงทิมกำลังลุกเป็นไฟ ไฟโหมแรงจนคนมุงไม่กล้าเข้าไปช่วย ต้องรอจนกว่าหน่วยดับเพลิงจะมาถึง 
       ตัวบ้านถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงและหมอกควันหนาจนไม่มีใครสามารถบุกเข้าไปช่วยลุงทิมที่ตอนนี้ยังนอนหลับอยู่ในสถานที่เกิดเหตุเหมือนไม่รับรู้เหตุการณ์รอบตัว ทุกคนจึงทำได้แค่รอให้พนักงานดับเพลิงมาถึงที่เกิดเหตุเท่านั้น เมื่อมาถึงพนักงานดับเพลิงก็เสี่ยงตายวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปอุ้มกึ่งลากลุงทิมออกมาข้างนอก
       แม้จะไม่ตายแต่สองมือกลับถูกไฟคลอกจนแทบใช้งานไม่ได้ เมื่อแผลแห้งจนหายสนิทก็เกิดเป็นพังผืดยึดเกาะเส้นเอ็นบางส่วนเสียหายกลายเป็นคนพิการ แต่ภาพที่น่าขนลุกที่สุดคงจะเป็นพระพุทธรูปทองเหลืองที่สะท้อนแสงไฟสว่างวาบอยู่กลางกองเพลิง จนกระทั่งเปลวเพลิงสงบลง พระพุทธรูปนั้นไม่มีแม้รอยเขม่าวางอยู่ท่ามกลางซากบ้านปูนของลุงทิม

 

 

       บั้นปลายชีวิตของลุงทิมนั้น จบลงที่การกลายเป็นลูกวัด ทำได้แค่หยิบจับข้าวของทั่วไปรอกินข้าวก้นบาตรไปวัน ๆ เนื่องจากกลายเป็นคนพิการในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่น่าขนลุกมากไปกว่านั้นคือ ลุงทิมมีชีวิตอยู่ต่อได้แค่ไม่นานก็ป่วยตายอยู่ในวัด ในระหว่างที่จะเผาศพนั้นก็เกิดเหตุสุดวิสัยกับเมรุของวัด เมรุเกิดรอยแตกชำรุดจนใช้การไม่ได้ ศพของลุงทิมจำเป็นต้องดำเนินการเผาโดยเร็วที่สุดเพราะไม่ได้ถูกฉีดยาเหมือนอย่างศพของผู้ที่มีญาติ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการก่อกองฟอนนอกบริเวณวัดเท่านั้น กองฟอนคือการใช้ไม้ซุงหรือไม้ที่แห้งแล้วติดไฟง่ายวางซ้อนสลับกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายเตียงปูด้วยฟางหรือผ้า เพื่อใช้จุดไฟเผาศพ วิธีนี้เป็นวิธีโบราณก่อนที่จะมีการก่อสร้างเมรุไว้ใช้งานเหมือนอย่างในปัจจุบัน
       แม้ในยามตายลุงทิมยังไม่อาจได้ทำพิธีภายในวัด หลังจากตายไปยังมีเรื่องเล่าต่อจากนั้นอยู่เรื่องหนึ่งว่า หลังจากกองฟอนสงบได้ราวสามสี่วัน ก็เริ่มมีคนพบเห็นเงาร่างสูงใหญ่ส่งเสียงหวีดหวิวลอยอยู่ในอากาศ ทุกคนเชื่อว่านั่นคือ เปรตที่เคยมาบ้านลุงทิม และมันคงมารับลุงทิมไปแล้ว เพราะเงาร่างที่ปรากฏหลังจากนั้นมี 2 ตน
       ทรัพย์ใดที่ไม่ใช่ของเรา เมื่อหยิบมาแล้วจะต้องส่งคืนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง การชดใช้อาจเป็นในรูปของเงินทองหรือกลับมาในรูปของเวรกรรม เรื่องนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในชุมชนของผม แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้พบเห็นเงาร่างของเปรตทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง จนครั้งหนึ่งพระลูกวัดที่อยู่มานานเคยหลุดปากกับญาติโยมว่า
‘เปรตไอ้ทิม’

 

ภาพประกอบ : ลอยชาย
 

เรียบเรียงโดย

ลอยชาย

นักเขียนอิสระที่ชอบเรื่องราวความลึกลับของไสยศาสตร์และวิญญาณบวกกับประสบการณ์ส่วนตัว จึงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่และไม่อยากให้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้จึงนำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายถอดในรูปแบบของงานเขียน




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | พุธ
เมื่อวงล้อแห่งวัฏฏะหมุนวน กี่ความแค้นที่ทุกข์ทนจะขอทวงคืน