21/02/2019

The Prodigy เด็กเปรตสูตรสำเร็จที่ยังทำได้สำเร็จ

 

 

       ถ้าคุณคือแฟนพันธุ์แท้ของหนังเด็กนรกเหล่านี้ The Good Son (1993) The Omen (1976, 2006) Case 39 (2009) และโดยเฉพาะ Orphan (2009) The Prodigy คือทายาทความเฮี้ยนที่จะหวนกลับมาสั่นประสาทคุณอีกครั้ง 

 

 

       หนังเล่าถึงหญิงสาวและชายหนุ่มที่กำลังฝันถึงครอบครัวอบอุ่นและลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมา แต่วันที่หนูน้อยคลอดกลับกลายเป็นวันเดียวกับที่ฆาตกรโรคจิตนายหนึ่งถูกวิสามัญฆาตกรรม เวลาผ่านไป หนูน้อยเติบโตมาน่ารักและมีวี่แววเป็นอัจฉริยะ ขณะเดียวกันก็มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นรอบตัวเขาจนทำให้พ่อและแม่เริ่มไม่แน่ใจว่าเด็กน้อยเป็นอะไร หรือเป็นใครกันแน่ ความพยายามรับมือและสืบสาวดูจะยิ่งนำมาซึ่งความน่าพิศวงและหวาดระแวงขึ้นทุกที 

 

 

 

       เหมือนหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่น ๆ เด็กเปรตบทนำมักจะหน้าตาดีและน่ารักมาก แถมผู้สร้างก็สามารถคัดเด็กที่มีหน้าตาแบบนั้นพร้อมทั้งการแสดงเป็นเลิศมาสวมบทได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับเรื่องนี้ บท ไมลส์ เด็กเปรตหน้าเหมือนเทพบุตรตัวน้อย ๆ ได้น้องแจ๊กสัน โรเบิร์ต สก๊อตต์ หรือน้องจอร์จี้จาก It (2017) มาสลัดคราบแบ๊วหมดจด แค่น้องหรี่ตา เอียงหน้าเงย หรือหันมาจ้องนิด ๆ เชื่อว่าคนดูจะขนคอลุกชันแล้วจดจำน้องจากบทนี้ไปได้อีกนาน (ไม่แพ้ อิซาเบล เฟอร์แมน ที่ครองความเป็นราชินีเด็กเปรตฝ่ายหญิงจากบทนังเอสเธอร์ในหนัง Orphan

 


แจ๊กสัน โรเบิร์ต สก๊อตต์ จากหนัง The Prodigy

 


แจ๊กสัน โรเบิร์ต สก๊อตต์ จากหนัง It

 


อิซาเบล เฟอร์แมน จากหนัง Orphan

 

       นอกจากนี้ นักแสดงแวดล้อมก็ล้วนทำหน้าที่ได้ดี ส่วนตัวชอบบทพ่อผู้มีปมทางใจ เป็นตัวละครสมทบที่เล่นออกมาได้สมทบจริง ๆ คือไม่ชิงซีน ขณะเดียวกันก็ดูมีเลือดเนื้อและชีวิตเป็นของตัวเอง ส่วนตัวคิดว่าการแสดงแบบนี้ค่อนข้างยาก คือทำยังไงให้แสดงดี แต่ไม่เด่น ดราม่า แต่ไม่ฟูมฟายโอเว่อร์จนดูเฟค เป็นแค่ตัวละครที่ถูกใส่ปมเข้ามาเพื่อพัฒนาการของบท แต่ไม่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเองอย่างแท้จริง

 

 

       นั่นอาจต้องยกเป็นตัวอย่างความแม่นยำของผู้กำกับอย่าง นิโคลัส แมคคาร์ธี ถ้าใครเคยดูหนังหลอนจับจิตอย่าง The Pact (2012) มาแล้วน่าจะพอจำบรรยากาศหลอนกดประสาทในเรื่องได้ รวมถึงการแสดงในระดับที่มีชีวิตจิตใจของแต่ละตัวละครโดยไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นเพียงทาสของการเล่าเรื่องเท่านั้น 

 

 

       จะว่าไปแล้ว The Prodigy กับ The Pact ยังมีข้อดีและข้อเสียร่วมกันอีกหลายอย่าง ข้อดีคือก็อย่างที่เล่ามา ความเนี้ยบและแม่นยำของงาน การเอาคนดูอยู่หมัดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะ The Prodigy นี่ใส่เต็มแบบแทบไม่มีโมเมนต์ให้หยุดถอนหายใจได้เลยตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้าย ทำเอารู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมากและทำไมมันจบเร็วจังฟะ (ฮา) ฉากหลอนก็หลอนจริง โน้มน้าวจินตนาการให้คนดูวาดภาพน่ากลัวในหัวทั้งที่มันไม่มีอะไรบนจอภาพได้อย่างฉมังจริง ๆ ส่วนฉากสะดุ้งก็ทำได้เหมือนกดปุ่ม 

 


ภาพจาก The Prodigy

 


ภาพจาก The Pact

 

       ส่วนข้อเสียที่ยังเหมือนกันก็คือ หนังทั้งสองเรื่องยังคงวนเวียนอยู่กับเส้นทางเดิม ๆ ในกรอบของแนวนั้น (The Prodigy – แนวเด็กเปรต ส่วน The Pact – แนวบ้านหลอน) มีบทที่พอมองเห็นการต่อเติมเสริมยอดอยู่บ้าง แต่ยังพัฒนาไปได้ไม่ไกล ค่อนข้างเล่าไปตรง ๆ เรื่อย ๆ ความสนุกน่าจับตาเกิดจากกำลังภายในของผู้กำกับล้วน ๆ ที่สำคัญคือแทบไม่มีประเด็นใหญ่ให้ชวนถกเถียงหรือพูดถึง มันจึงกลายเป็นหนังแบบที่ตอนดูจะรู้สึกสนุกมาก ๆ แต่พอจบแล้วก็จบกัน นาน ๆ ไปอาจจะจำไม่ค่อยได้เลยด้วยซ้ำ จึงขอตัดเกรดไว้ที่ธูป 4 ดอก

 

ปักธูปการันตรีความหลอน : 

ข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพประกอบ : The Prodigy เด็กเปรตสูตรสำเร็จที่ยังทำได้สำเร็จ

เรียบเรียงโดย

เชิงเทียน

มนุษย์กลัวเลือดกลัวผี ที่หลงรักงานฆาตกรรม ดื่มด่ำกับความหลอน




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | พฤหัสบดี
เศียรสะบั้น พลันสูญสิ้น วิญญา บ่วงพัทธา ปาสาณ ผลาญชีวี!