24/04/2018

เปิดอาถรรพ์ 'ศาลสิงห์โตทอง' หินอับเฉาผู้เดียวดายริมฝั่งเจ้าพระยา

       หลายคนอาจเคยเห็นรูปสลักสิงโตหินแบบศิลปะจีนวางประดับอยู่ตามซุ้มประตูในเขตวัดวาอาราม จริง ๆ แล้วรูปปั้นเหล่านั้นไม่ใช่รูปปั้นธรรมดา หากแต่เป็น ‘หินอับเฉา’ หรือ ‘ตุ๊กตาอับเฉา’ (Chinese Ship Ballast) ที่ยังหลงเหลือจากยุคที่การค้าสำเภากับเมืองจีนเฟื่องฟูในสมัยรัชกาลที่ 3 หินอับเฉาเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องถ่วงน้ำหนักใต้ท้องเรือสำเภา เพื่อไม่ให้เรือโคลงและแล่นฝ่าคลื่นลมได้ดี โดยจะอยู่กันเป็นคู่เพื่อให้เรือสำเภาเกิดความสมดุล มีทั้งรูปคน เทพเทวดา หรือรูปสัตว์ โดยเฉพาะสิงโต เพราะชาวจีนเชื่อว่าสิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี และสามารถคุ้มครองป้องกันภยันตรายได้นั่นเอง 
       ในประเทศไทยนั้น มีสถานที่หนึ่งได้รับการกล่าวขานถึงตำนานอันศักดิ์สิทธิ์ของหินอับเฉารูปสิงโต นั่นก็คือตำนานของ ‘ศาลสิงห์โตทอง’ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) อันเป็นที่ตั้งของรูปสลักสิงโตหินเพศเมียขนาดใหญ่ แกะสลักตามศิลปะแบบจีน ตั้งอยู่ภายในศาลาคอนกรีตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ด้วยเรื่องของตำนานความรักและการพลัดพราก จนมาถึงเรื่องราวอาถรรพ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนับแต่อดีต จนได้รับการขนานนามว่า ‘เจ้าแม่สิงห์โตทอง’

 

 

ตำนาน ประวัติความเป็นมา
       หากจะกล่าวถึงประวัติของหินอับเฉารูปสิงโตเพศเมียว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรนั้น มีตำนานที่ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาอยู่หลายเรื่องด้วยกัน เรื่องที่ได้รับการบอกเล่ามากที่สุดมีอยู่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีเรือสำเภาบรรทุกสินค้าของพ่อค้าชาวจีนแล่นเข้ามาตามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีหินอับเฉาถ่วงเรือสำเภาเป็นสิงโตหินขนาดใหญ่สวยงามมากคู่หนึ่ง ครั้นเรือสำเภาแล่นมาถึงปากคลองบางกอกน้อยก็เกิดอับปางลงเพราะโดนพายุกระหน่ำ ชาวบ้านละแวกนั้นช่วยกันงมสินค้าต่าง ๆ ขึ้นมาได้ แต่กลับกู้หินอับเฉารูปสิงโตขึ้นมาได้แค่ตัวเมียเพียงตัวเดียว ส่วนตัวผู้นั้นหาอย่างไรก็ไม่พบ ชาวบ้านจึงนำสิงโตตัวเมียมาตั้งไว้บนฝั่ง นั่นจึงเป็นที่มาของการอยู่อย่างไร้คู่ของหินอับเฉารูปสิงโตที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

 

 

       อีกตำนานหนึ่งเป็นเรื่องของหลักฮวงจุ้ย ย้อนกลับไปในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของวังหน้า ซึ่งเป็นพระราชวังที่ประทับของพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) ด้วยเหตุที่บริเวณนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยพอดี ถือเป็นทางสามแพร่ง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าเป็นจุดปะทะรับพลังไม่ดี จะต้องแก้เคล็ดด้วยการนำเอา ‘สิงห์คาบดาบ’ ไปติดที่ทางสามแพร่งเพื่อแก้ฮวงจุ้ย ทว่ากรมพระราชวังบวรฯ ทรงดำริว่า การวางสิงห์คาบดาบนั้นบริเวณนี้เป็นสิ่งไม่ควร เพราะปลายดาบนั้นจะชี้ไปทางทิศของพระบรมมหาราชวัง พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำสิงโตหินแกะสลักจำนวน 3 ตัว ที่ได้รับการปลุกเสกจากเมืองจีน นำไปตั้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำซึ่งตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยแทน เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่บริเวณนั้นได้ถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพัง ทำให้เหลือสิงโตอยู่เพียงตัวเดียวคือตัวที่เห็นในปัจจุบัน 

เสียงเล่าลือและเหตุการณ์อาถรรพ์ต่าง ๆ
       มีเรื่องเล่าขานมากมายเกี่ยวกับอาถรรพ์ของศาลสิงห์โตทอง เป็นต้นว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนมีเด็กจมน้ำตายสังเวยเจ้าพระยาอย่างน้อย 1 คนทุกปี โดยชาวบ้านแถวริมน้ำเจ้าพระยาเชื่อกันว่า เจ้าแม่ท่านต้องการเอาตัวเด็กไปเป็นบริวาร 

 

 

       ยังมีเรื่องที่คนเก่าแก่เล่าต่อกันมาว่า แต่เดิมชาวบ้านได้ตั้งรูปปั้นหินสิงโตตัวเมียไว้ที่ริมแม่น้ำในลักษณะหันหน้าเข้าหาฝั่ง แต่ทว่าอีกวันหนึ่ง กลับพบว่ารูปปั้นได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำได้เอง ราวกับต้องการเฝ้ามองหาสิงโตหินตัวผู้ที่ยังจมอยู่ใต้แม่น้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปปั้นก็ยังตั้งอยู่ในลักษณะนั้นจวบจนปัจจุบัน ทั้งยังมีการเล่าลือถึงเสียงคร่ำครวญของสิงโตที่มักได้ยินยามค่ำคืน ซึ่งคนเก่าแก่ริมแม่น้ำเชื่อกันว่า เป็นเสียงของสิงโตตัวเมียที่กำลังร้องเรียกหาคู่ด้วยความโศกเศร้าจากการพรากจาก และวันดีคืนดีจะมีลำแสงสีแดงคู่หนึ่งส่องขึ้นมาจากลำน้ำเจ้าพระยา เชื่อว่าเป็นแสงจากดวงตาของสิงโตตัวผู้ที่จมหายไปมองขึ้นมาบนฝั่งนั่นเอง

วิธีบูชา ‘เจ้าแม่สิงห์โตทอง’
       ศาลสิงห์โตทองเป็นที่เลื่องลือเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการขอพรเกี่ยวกับความรัก นอกจากดอกไม้ ผลไม้และพวงมาลัย ที่เหล่านักศึกษาหรือชาวบ้านจะนำมาไหว้ที่ศาลแห่งนี้แล้ว ก็ยังมีการบนบานศาลกล่าวด้วย ลูกแก้ว เพราะมีการเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ‘เจ้าแม่สิงห์โต’ ท่านชื่นชอบการเล่นลูกแก้วเป็นพิเศษ ส่วนจะเป็นลูกแก้วกี่ลูก กี่กระจาดนั้น ก็ต้องแล้วแต่ผู้ที่บนบานว่าบนไว้ในจำนวนเท่าไหร่ 

 

 

       แม้ความเป็นมาของ ‘สิงโตไร้คู่’ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเป็นเรื่องเก่าแก่โบร่ำโบราณ ที่มาเป็นอย่างไร มาตั้งอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครสามารถเล่ารายละเอียดได้แน่ชัด ทว่าปัจจุบันบริเวณศาลก็ยังเต็มไปด้วยสิ่งของสักการะ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อและความศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อศาลสิงห์โตทองได้เป็นอย่างดี และนอกจากจะได้กราบไหว้ขอพรแล้ว คนที่มายังได้สัมผัสกับบรรยากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การมานั่งเล่น รับลม ชมทิวทัศน์อันเปี่ยมเสน่ห์ของลำน้ำเจ้าพระยาอีกด้วย...

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : เปิดอาถรรพ์ 'ศาลสิงห์โตทอง' หินอับเฉาผู้เดียวดายริมฝั่งเจ้าพระยา
 

เรียบเรียงโดย

นินหวา

นักอ่านและนักเขียนนิยาย เรื่องสั้น แนวระทึกขวัญ สยองขวัญ ปัจจุบันกำลังมุ่งมั่นเขียนนิยาย ส่งงานเขียนเข้าประกวดในโครงการต่าง ๆ และตระเวนกินของอร่อยทั่วประเทศ




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
เขาคือซาตานชั่วร้ายผู้ฉีก ทำลายพรหมจรรย์ ของหล่อนและหล่อนก็จะไม่มีวันอภัยให้เขาจนชั่วชีวิต...