11/04/2019

5 โรคร้ายที่เคยระบาดหนักในอดีตจนคร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน

 

       ‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ หนึ่งในคำกล่าวที่ใครหลาย ๆ คนมักคุ้นเคยกันดี และคงไม่มีใครปฏิเสธว่าการมีสุขภาพดี มีค่ากว่าการมีเงินร้อยล้านด้วยซ้ำไป ฉะนั้นแล้ว หลายคนจึงหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ หรือหมั่นออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ แต่ถ้าหากย้อนกลับไปยังอดีตแล้ว โลกของเราเคยมีการระบาดของโรคร้ายอย่างหนัก จนคร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก เพราะด้วยการแพทย์สมัยนั้นยังไม่พัฒนาเท่าปัจจุบัน ซึ่งโรคระบาดเหล่านี้

       ดังนั้น วันนี้จะพาย้อนอดีตไปดูการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ว่ามีโรคอะไรบ้าง และแต่ละโรคสร้างความเสียหายไว้มากมายแค่ไหนกันค่ะ

 

โรคกาฬมรณะ

 

 

ภาพจำลองเหตุการณ์การระบาดใหญ่ของกาฬมรณะในกรุงลอนดอน

ที่มาของภาพ : history

 

       กาฬมรณะหรือแบล็กเดท (Black Death) เป็นหนึ่งในโรคระบาดที่สร้างความเสียหายให้กับมนุษยชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกาฬมรณะระบาดรุนแรงมากในช่วงปี ค.ศ. 1346-1353 และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 75-200 ล้านคน ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของประชากรในทวีปยุโรปในยุคนั้นเลย

       โรคนี้มีหลากหลายอาการขึ้นอยู่กับสถานที่และช่วงเวลาที่พบทำให้การบันทึกแต่ละครั้งแตกต่างกันไป แต่ลักษณะร่วมส่วนมากคือผู้ป่วยจะมีฝีมะม่วงขึ้นบริเวณขาหนีบ คอ และรักแร้ โดยหนองที่ผ่าออกมาจะมีเลือดผสมออกมาด้วย หลังจากนั้นจะมีไข้สูงและอาเจียนเป็นเลือด ผู้ป่วยส่วนมากจะเสียชีวิตภายใน 2-7 วันนับจากติดเชื้อ

       เนื่องจากกาฬมรณะทำให้ผู้คนครึ่งยุโรปเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ทั้งขาดการนำเข้าและส่งออกสินค้าเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ขาดอาหารเพราะไม่มีแรงงาน เกิดโจรขโมยมากมายเพราะขาดแคลนอาหาร ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ความเป็นอยู่ในหลายประเทศตกต่ำลง

 

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปน (Spanish flu)

 

 

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปนจำนวนมากที่เข้ามารับการรักษาตัว

ที่มาของภาพ : wowboom

 

       ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปน (Spanish flu) คือชื่อเรียกการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส (Virulent) ที่มีอันตรายถึงตายสายพันธุ์ A สายพันธุ์ย่อย H1N1 โดยเริ่มมีการระบาดในปี ค.ศ. 1918-1919 ซึ่งเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าสงครามโลกซะอีก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 40-50 ล้านคน

       จริง ๆ แล้วตอนนั้นเกิดการระบาดโรคนี้ในหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศสและอเมริกา แต่เพราะประเทศเหล่านั้นเพิ่งเข้าร่วมสงครามโลกจึงไม่อยากรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตในปริมาณมาก ๆ แต่ประเทศสเปนที่ไม่ได้เข้าร่วมด้วย สามารถรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตได้ตามปกติ ทำให้คนในยุคนั้นรู้สึกเหมือนคนสเปนเสียชีวิตเยอะกว่าที่อื่น ๆ จึงทำให้เกิดชื่อเล่นว่าไข้หวัดใหญ่สเปน ในขณะที่ประเทศสเปนเองกลับเรียกไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดรอบนั้นว่า ‘ทหารแห่งเนเปิลส์’ ซึ่งเป็นชื่อเพลงจากละครเวทีที่กำลังฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่ในขณะนั้น

       ตอนนั้น 1 ใน 3 ของประชากรโลกติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปน และร้อยละ 20 ของผู้ติดเชื้อจะเสียชีวิต นอกจากแถบทวีปยุโรปและอเมริกาแล้ว ยังระบาดไปถึงอินเดีย ญี่ปุ่น หรือแม้แต่หมู่เกาะเล็ก ๆ อย่างประเทศซามัวก็ได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน

 

 

อหิวาตกโรค

 

 

ศพของผู้ที่ป่วยเป็นอหิวาตกโรคถูกนำมาทิ้งไว้ในบริเวณลานวัดสระเกศ

ที่มาของภาพ : goldenmountt

 

       อหิวาตกโรค (Cholera) ระบาดรุนแรงครั้งแรกช่วงปี ค.ศ. 1817-1824 โดยเริ่มจากบริเวณเมืองโกลกาตาในประเทศอินเดียก่อนจะแพร่ไปทั่วทั้งเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกไกล แอฟริกาตะวันออก และประเทศแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน อหิวาตกโรคเป็นโรคระบาดในพื้นที่ประเทศอินเดียมาช้านานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่แพร่ระบาดไปไกลถึงครึ่งโลก ทำให้ไม่มีตัวเลขแน่นอนสำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดครั้งนี้ แต่นักวิจัยในปัจจุบันคาดว่าน่าจะถึงหลักล้านคนได้ และประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน คาดว่าในสมัยนั้นมีผู้เสียชีวิตในกรุงเทพมากถึง 3 หมื่นคนเลยทีเดียว

       อหิวาตกโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้เล็ก มักเกิดจากการกินอาหารที่ปรุงไม่สุก ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด และมีสุขอนามัยที่ไม่สะอาด ผู้ป่วยจะท้องเสียอย่างรุนแรงหลายวัน อาเจียน และอาจปวดตามกล้ามเนื้อได้ ซึ่งการท้องเสียนาน ๆ นั้นจะส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำและสารอาหารจนเป็นอันตรายได้

 

วัณโรค

 

 

ผู้ป่วยเป็นวัณโรคจะมีอาการไอและจามอย่างรุนแรง

ที่มาของภาพ : childanddevelopment

 

       วัณโรค (Tuberculosis) หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้โดยการไอหรือจาม หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ติดเชื้อจะมีอัตราเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 50 ลักษณะอาการที่พบบ่อยคือไอเป็นเลือด มีไข้ และมีเหงื่อออกเยอะตอนนอน จนถึงปัจจุบันยังมีประชากร 1 ใน 3 ของโลกติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ โดยส่วนมากจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

       การระบาดที่น่าสนใจในยุคนี้คือเมื่อปี ค.ศ. 2007 มีผู้เป็นวัณโรคมากถึง 13.7 ล้านคนทั่วโลก ประเทศที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือประเทศสวาซิแลนด์ ทุก ๆ 1 แสนคนจะมีผู้ป่วยเป็นวัณโรคถึง 1,200 คนเลยทีเดียว แม้ผู้ป่วยส่วนมากจะอยู่ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย แต่ในปีนั้นก็พบได้มากในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นกัน อย่างสหราชอาณาจักรมีผู้เป็นวัณโรคมากถึง 15 คนต่อประชากร 1 แสนคน สเปนและโปรตุเกสมีผู้ป่วยเป็นวัณโรค 30 คนต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนประเทศที่มีคนเยอะอย่างจีนก็มีจำนวนผู้ป่วยมากถึง 98 คนต่อประชากร 1 แสนคน

       แต่ในอดีตนั้นวัณโรคเป็นโรคระบาดรุนแรงในทวีปยุโรปโดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ประชากร 1 ใน 4 ของทวีปยุโรปเสียชีวิตจากวัณโรค รวมทั้งชนชั้นสูงและบุคคลมีชื่อเสียงในสังคมต่างก็เสียชีวิตด้วยโรคนี้เช่นกัน ทำให้โรคนี้กลายเป็นโรคยอดฮิตของตัวละครเอกในวรรณกรรมหลายชิ้นของยุคนั้น เช่น บทละครเรื่อง The Lady of the Camellias ที่ดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge! นางเอกก็เสียชีวิตจากวัณโรค หรือคุณหญิงกีรติจากเรื่องข้างหลังภาพก็เสียชีวิตเพราะวัณโรคเช่นกัน

 

โรคเอดส์

 

 

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง

ที่มาของภาพ : hellokhunmor

 

       เอดส์ (AIDS) เป็นโรคระบาดที่ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1981 โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ที่คาดว่ามีต้นกำเนิดจากประเทศคองโก แม้จะระบาดไปทั่วทุกมุมโลกจนถึงปัจจุบัน และทำให้มีผู้ติดเชื้อกว่า 35 ล้านคน แต่บริเวณที่ระบาดหนักที่สุดคือในทวีปแอฟริกา โดย 2 ใน 3 ของประชากรในแอฟริกาติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของทวีปมีอัตราการติดเชื้อสูงที่สุด

       ช่วงเวลาที่เชื้อระบาดหนักที่สุดคือในปี ค.ศ. 2005 ที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์สูงสุดถึง 2.2 ล้านคนทั่วโลก แต่หลังจากการพัฒนาด้านการวิจัย และการให้ความรู้เพื่อให้ตระหนักถึงโรคนี้มากขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV จำนวนผู้เป็นโรคเอดส์ และจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์จึงลดลงเรื่อย ๆ

       เชื้อ HIV สามารถติดต่อกันได้ผ่านเลือด และสารคัดหลั่งทางอวัยวะสืบพันธุ์ แต่ผู้ที่มีเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องเป็นเอดส์เสมอ มีผู้ที่มีเชื้อ HIV หลายคนที่ไม่ได้เป็นโรคเอดส์ มีสุขภาพที่ดี และสามารถมีลูกได้ แถมลูกและคู่ชีวิตก็ไม่ติดเชื้อ HIV ด้วย

 

       5 โรคระบาดที่หยิบยกมาให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกันในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโรคระบาดอีกเยอะแยะมากมาย บางโรคก็สามารถผลิตยามารักษาให้หายขาดได้ บางโรคก็กลายพันธุ์จนยากเกินกว่าจะรักษา ดังนั้น เราทุกคนควรหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้โรคภัยต่าง ๆ เกิดขึ้นกับเราได้เด็ดขาดเลยนะคะ

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : 5 โรคร้ายที่เคยระบาดหนักในอดีตจนคร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน

เรียบเรียงโดย

อบเชย

ผู้หญิงตัวเล็กที่ชื่นชอบธรรมชาติและหลงใหลในเรื่องราวลี้ลับ




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | พุธ
เมื่อหัวใจต้องค้นหาคำตอบ...ระหว่างคนที่ชอบ...กับ...คนที่ใช่