29/04/2018

ปู่โสมเฝ้าทรัพย์

       “หนักนักเอาไหม...หนักนักเอาไหม...”
       ภาพของผู้ชายโบราณ ใบหน้าถมึงทึง ดุดัน ร่างสูงใหญ่เทียมต้นไม้ ทั้งตัวนุ่งผ้าโจงกระเบนเพียงผืนเดียว แบกหีบยืนคร่อมอยู่เหนือหัวเหล่าหัวขโมยขุดสมบัติ พลางก้มหน้าลงมาถาม “หนักนักเอาไหม...” ก่อนจะโยนหีบใบนั้นลงมาทับหนึ่งในหัวขโมยจนตาย ขณะเดียวกันคนอื่น ๆ ที่กำลังลนลานวิ่งหนีก็ถูกเท้าเจ้าของคำถามตามกระทืบจนแหลกเหลวตายตกตามกัน
       นี่คือฉากอันน่าสะพรึงกลัวจากภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง ‘ปู่โสมเฝ้าทรัพย์’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ในปี พ.ศ.2524 ซึ่งเคยหลอกหลอนผู้คนเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน จนเชื่อว่าใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้ จะต้องจำได้ไม่มีวันลืม แม้จะมีการนำมาสร้างเป็นเนื้อหาใหม่ในปี พ.ศ.2550 แต่มนตร์เสน่ห์ของความน่ากลัวแบบโทรทัศน์ยุคเก่าก็ลดหายไปไม่น้อย 

 

ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ จากละครโทรทัศน์ฉบับปี 2550

 

       แล้วปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่ว่านี้คืออะไร...  
       หากจะพูดถึงเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์แล้ว ก็คงต้องเกริ่นถึงที่มาที่ไปกันสักหน่อย
       ในสมัยโบราณ ยุคที่ยังไม่มีธนาคารหรือสถานธนานุรักษ์ใด ๆ บรรดาเศรษฐีและชาวบ้านผู้มีอันจะกิน หากมีทรัพย์สินเงินทองเก็บเอาไว้มาก ก็มักจะนำส่วนที่เหลือใช้ใส่หีบหรือไหดินเผา แล้วนำไปฝังไว้ในที่ที่ไม่ให้ใครรู้ เพราะโจรในสมัยนั้นยกพวกบุกปล้นกันถึงบนเรือน การเก็บรักษาทรัพย์สินทั้งหมดเอาไว้กับตัวจึงไม่ปลอดภัย ต่างจากชนชั้นศักดินา คือบรรดาขุนนาง พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์ ที่ไม่จำเป็นต้องซุกซ่อนให้วุ่นวาย เนื่องจากมีข้าทาสบริวาร หรือมีเวรยามคอยดูแลอยู่
       แต่เมื่อใดที่เกิดศึกสงครามขึ้น ซึ่งก็มีอยู่หลายครั้งที่เราพ่ายแพ้ถึงกับเสียบ้านเมือง ในช่วงเวลาที่ทุกคนจำเป็นต้องหนีเอาชีวิตรอด การที่จะขนทรัพย์สินทั้งหมดติดตัวไปด้วยก็จะกลายเป็นเรื่องลำบาก โดยเฉพาะทรัพย์สมบัติของพระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ ที่ย่อมต้องมีมากมายกว่าคนทั่วไป ทำให้ค่านิยมการฝังเงินทองแบบชาวบ้านถูกนำมาใช้ในตอนนี้เอง 
       ทรัพย์สมบัติพวกนี้ ผู้ฝังอาจไม่หวังจะได้เอากลับมาใช้เอง แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของศัตรูผู้มารุกรานประเทศ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้นำกลับมาใช้เป็นทุนรอนกอบกู้บ้านเมือง 
       แต่การจะทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลเอาไว้โดยไม่มีใครคอยเฝ้าดูแลก็คงไม่ปลอดภัยนัก เจ้าของทรัพย์จึงต้องหาคนมาทำหน้าที่ยามเฝ้าสมบัติ โดยมากก็ใช้อาสาสมัครที่มีความรักชาติแรงกล้า ยอมสังเวยชีวิตตัวเองตามพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ เพื่อให้ดวงวิญญาณกลายเป็นเทพอารักษ์อยู่ที่นั่นไม่ได้ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมมารับช่วงทรัพย์สมบัตินั้นไปตามจุดประสงค์เดิม 
       วิญญาณที่ว่านี้ อาจเพราะมีหน้าที่ที่ผูกพันถึงชาติบ้านเมือง จึงทำให้อยู่ในสภาพของเจ้าที่ เป็นกึ่งผีกึ่งเทพก็ว่าได้ เพราะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าผีตายโหงทั่วไป นอกจากจะบังตาไม่ให้ใครพบสมบัติแล้ว ยังตามไปเข่นฆ่าหรือทำให้กลายเป็นบ้าได้ คนที่จะมาเป็นปู่โสมนั้น ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เราก็เรียกรวม ๆ กันว่าปู่โสมเฝ้าทรัพย์ อย่างเช่น คุณอุบล นางเอกจากละครโทรทัศน์เรื่อง ‘พิษสวาท’ ก็ถือว่าเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์เช่นกัน

 

ฉากหนึ่งจากละครเรื่องพิษสวาท โดยมีนางเอกเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์

 

       ที่ผ่านมา มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาถรรพ์ของปู่โสมเฝ้าทรัพย์มากมายหลายเรื่อง เรื่องที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดีจนถึงกับเป็นหัวข้อข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ราว ๆ ปี พ.ศ. 2500 นั้น เริ่มจากมีชายสติฟั่นเฟือนคนหนึ่งถือดาบทองคำไปร่ายรำอยู่กลางตลาดเจ้าพรหม จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อตำรวจนำตัวมาสอบปากคำ จึงรู้ว่าเป็นหนึ่งในหัวขโมยที่เข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติในวัดราชบูรณะ ซึ่งหัวขโมยกลุ่มนี้ได้ทยอยนำข้าวของที่พบออกมาขายให้กับร้านทองภายใน ต.หัวรอ ทีละเล็กละน้อย ซึ่งหลังจากที่ได้ตรวจสอบแล้วก็พบว่า ดาบเล่มนั้นก็คือพระขรรค์ชัยศรี หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ไทย จนทำให้หน่วยงานของรัฐเกิดความตื่นตัว และดำเนินการขุดค้นจนพบกรุสมบัติที่เหลือ และนำมาแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 
       ว่ากันว่าหลังจากนั้น ก็ยังมีหัวขโมยที่เข้ามอบตัวกับตำรวจในสภาพหวาดผวา ยอมสารภาพว่าเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเข้าไปขุดสมบัติด้วย แม้กระทั่งร้านทองที่รับซื้อไปหลอมเป็นทองแท่ง ก็ถึงกับต้องปิดกิจการโดยไม่รู้สาเหตุ ร่ำลือกันว่าเกิดจากอาถรรพ์ของวิญญาณปู่โสมที่เฝ้าทรัพย์สมบัติอยู่นั่นเอง

 

สมบัติบางส่วนที่ขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะ

 

       อีกเรื่องหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์แห่งวัดกุฎีดาว ซึ่งเป็นเรื่องที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระองค์พีระฯ ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักแข่งรถระดับโลก เคยได้ประทานสัมภาษณ์ด้วยพระองค์เองเมื่อปี พ.ศ. 2504 
       ทรงเล่าว่าพระองค์ได้ลายแทงขุมทรัพย์มาจากพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดใน จ.นนทบุรี เป็นลายแทงที่พระภิกษุรูปนั้นบังเอิญพบซุกซ่อนอยู่บนเพดานกุฏิ มีลักษณะเป็นสมุดข่อยโบราณ ด้านหนึ่งมีอักษรไทยยุคเก่า แต่ตัวอักษรซีดจางจนเกือบหมด อีกด้านหนึ่งเป็นผ้าเยื่อไม้ มีรอยวาดแสดงที่ตั้งของโบสถ์และเจดีย์วัดกุฎีดาว ซึ่งเป็นวัดร้างตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกนอกเกาะพระนครศรีอยุธยา และมีเครื่องหมายบอกตำแหน่งขุมทรัพย์ที่ฝังไว้รอบ ๆ โบสถ์ถึง 16 จุด 
       พระองค์จึงทรงชักชวนพระสหายชาวต่างชาติ ร่วมมือกันขุดหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยได้ทำเรื่องขออนุญาตกับกรมศิลปากร ตกลงกันว่าจะแบ่งสมบัติที่ได้เป็นสมบัติของชาติ 90% ส่วนของพระองค์และพระสหาย 10% จากนั้นก็นำเอาเครื่องตรวจหาแร่จากต่างประเทศมาใช้เป็นอุปกรณ์ค้นหา ซึ่งสามารถตรวจพบแร่ธาตุและโลหะต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ดินได้ลึกถึง 20 เมตร 

 

วัดกุฎีดาว จ.พระนครศรีอยุธยา

 

       แต่ไม่ว่าเครื่องจะบอกว่าตรวจพบที่จุดใด พอลงมือขุดกลับไม่พบอะไรทั้งสิ้น ระหว่างนั้นมีผู้ทักว่าน่าจะถูกปู่โสมบันดาลให้ทรัพย์สมบัติย้ายที่ แนะนำให้พระองค์ทรงทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน หากแต่พระองค์ก็ไม่ได้ใส่พระทัย เนื่องจากไม่เชื่อเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ จนกระทั่งเดินทางกลับวังที่ประทับที่กรุงเทพฯ คืนนั้นพระองค์กลับทรงได้ยินเสียงคล้ายคนกำลังขุดดินอยู่ด้านนอก พอออกไปทอดพระเนตรก็ไม่เห็นอะไร แต่เสียงก็ย้ายที่ไปตรงโน้นตรงนี้ และดังอยู่อย่างนั้นจนเช้า ครั้นไปตรวจดูก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ ทั้งสิ้น 
       ถึงจะไม่สบายพระทัยนัก แต่พระองค์ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ครั้งต่อมาพระองค์ทรงขุดหาอยู่จนพลบค่ำ ขณะก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ ก็ทอดพระเนตรเห็นเงาราง ๆ ที่พุ่มไม้หน้าโบสถ์ คล้าย ๆ ผู้ชายตัวสูงใหญ่กว่าคนปกติทั่วไป แต่งกายเหมือนนักรบโบราณ แต่ไม่มีหัว พอรวบรวมความกล้าเดินไปดูใกล้ ๆ ก็กลายเป็นเพียงต้นไม้ต้นหนึ่ง พระองค์จึงทรงนำไปเล่าให้พระสหายที่ร่วมขุดหาสมบัติฟัง แล้วก็ยิ่งแปลกพระทัย เพราะพระสหายเองก็เล่าว่าได้เห็นผีหัวขาดปรากฏตัวเหมือนกัน 
       ต่อมาพระองค์ทรงนำเรื่องทั้งหมดไปปรึกษากับพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ จึงได้คำตอบว่าผีหัวขาดที่ทรงเห็น เป็นทหารในสมัยโบราณที่ถูกใช้ให้เฝ้าสมบัติอยู่ที่นั่น ใครก็ตามที่ไปขุดหาจะต้องอาถรรพ์คำสาปที่เจ้าของแช่งไว้ ซึ่งหลังจากนั้นพระสหายชาวต่างชาติของพระองค์ก็เสียชีวิตจริง ๆ ทั้งที่สุขภาพแข็งแรงและยังอยู่ในวัยที่ไม่สมควร ส่วนตัวพระองค์เอง ต่อมาประกอบธุรกิจการค้าใด ๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากที่ไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจก็กลายเป็นเชื่ออย่างเต็มพระทัย

 

พระองค์พีระฯ ฉายพระรูปร่วมกับรถแข่งคู่พระทัย

 

       อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์หลายท่านได้ให้ความเห็นว่า เรื่องของปู่โสมเฝ้าทรัพย์นั้นไม่น่าจะมีอยู่จริง เนื่องจากไม่มีการบันทึกอยู่ในเอกสารต่าง ๆ ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับตำนานความเชื่อเรื่องการฝังคนทั้งเป็นในพิธีวางเสาหลักเมือง แต่ในความเห็นของผู้เขียน เมื่อพิจารณาจากวัฒนธรรมพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราเคยนับถือลัทธิภูตผีมาก่อน และยังสืบทอดแฝงมากับศาสนาพุทธอย่างกลมกลืนจนแยกไม่ออก ส่วนศาสนาฮินดูในอดีตเองก็มีเรื่องของการบูชายัญร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจอะไร หากเรื่องของปู่โสมเฝ้าทรัพย์จะเป็นเรื่องจริง 
       ก่อนจะจบเรื่องราวของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ผู้เขียนมีเรื่องที่เกิดกับคนในครอบครัวอยากเล่าให้ฟังเป็นของแถม บ้านเกิดที่ต่างจังหวัดของผู้เขียนเองก็มีความเชื่อเรื่องสมบัติของผีเช่นกัน โดยเรื่องนี้ยายของผู้เขียนเป็นคนพบเจอกับตัวเองในสมัยที่ผู้เขียนยังเด็ก เรื่องมีอยู่ว่า คืนหนึ่งยายเกิดนอนไม่หลับ พอลุกขึ้นมานั่ง ตาก็มองออกไปนอกหน้าต่าง จู่ ๆ ก็เห็นดวงไฟพุ่งมาจากทางทุ่งนาไกลออกไปทางด้านหลัง แล้วมาตกในสวนผลไม้ที่อยู่ข้างบ้าน ซึ่งคนเฒ่าคนแก่เรียกปรากฏการณ์อย่างนี้ว่า ‘ผีแก้ว’ 
       วันรุ่งขึ้นยายก็บอกกับตา แล้วเกณฑ์คนไปขุดบริเวณที่เห็นดวงไฟตก เพราะเชื่อกันว่าเป็นผีบอกสมบัติให้กับคนที่มีวาสนา เช่น เคยเป็นเจ้าของในอดีตชาติ หรือเป็นลูกหลานของเจ้าของ แล้วพอขุดหาอยู่พักใหญ่ก็เจอไหดินฝังอยู่จริง ๆ ทำเอาตากับยายเกือบจะดีใจกันอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าในไหมีแต่เถ้ากระดูกอะไรก็บอกไม่ถูก สุดท้ายเลยรู้ว่าถูก ‘ผีแก้ว’ มันหลอกเอาเสียแล้ว จริง ๆ ก็อาจจะเพราะตายายไม่มีวาสนาก็ได้ 
       นี่คงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนคิดว่าใกล้เคียงกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่สุดเท่าที่ตัวเองเคยสัมผัส หากผู้อ่านท่านใดเคยมีประสบการณ์อะไรที่เข้าข่ายมากกว่านี้ ก็อย่าลืมแวะมาแบ่งปันกันบ้างล่ะ...

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : ปู่โสมเฝ้าทรัพย์
 

เรียบเรียงโดย

ฌาปนินทร์

บรรณาธิการนิยายรักที่พยายามจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายผี เป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดี เหมาะที่จะเป็นเพื่อนของคนทุกเพศทุกวัย




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อังคาร
คดีบุกรุกนำพาเจเจ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และสก็อต พนักงานต้อนรับในโรงแรมมาพบกัน