04/06/2019

Henry Howard Holmes ฆาตกรต่อเนื่องรายแรกของอเมริกา

 

ที่มาของภาพ : spokedark.tv

 

       “ศีรษะและใบหน้าของฉันค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่าง มันยืดยาวออกตามกาลเวลา ฉันเชื่อมาตลอดว่าเมื่อฉันโตเต็มที่หน้าของฉันจะคล้ายปีศาจ ความคล้ายคลึงอันนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ฉันชื่นชมมากกับความเชื่อนี้จนมั่นใจว่าฉันไม่มีความเป็นมนุษย์ออกมาเจือปนอยู่ในตัว ช่วยไม่ได้ที่ฉันเป็นฆาตกรที่ไม่ต่างอะไรกับจินตกวีที่บันดาลใจให้ร่างบทกลอน ฉันเกิดมาพร้อมกับปีศาจตนหนึ่ง มันยืนรอฉันข้างเตียงเพื่อสนับสนุนฉัน และนำทางให้ฉันกำเนิดขึ้นบนโลก ปีศาจตนนั้นอยู่เคียงข้างฉันตลอดมา” (H.H. Holmes-Hermann Webster Mudgett)

 

       เจ้าของประโยคแปลกประหลาดชวนหวาดกลัวนั้นก็คือชายผู้มีนามว่า ‘เฮอร์แมน เว็บสเตอร์ มัดเก็ตต์’ หรือที่รู้จักกันในนาม H.H. Holmes ฆาตกรผู้โหดเหี้ยมที่วางแผนการฆาตกรรมอย่างแยบยลจนผู้คนต่างหวาดกลัวและกล่าวขานเรื่องราวของเขาสืบต่อมา

 

       เฮอร์แมน เว็บสเตอร์ มัดเก็ตต์ หรือ โฮล์มส์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1861 ในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากโฮล์มส์เป็นคนที่พูดจาดีและมักจะสามารถพูดโกหกได้อย่างน่าเชื่อถือ จนทำให้เราไม่อาจทราบได้เลยว่าเรื่องใดกันแน่ที่โฮล์มส์พูดจริงหรือเรื่องใดเป็นเรื่องโกหก

                                                                                                              

รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ : wikipedia

 

       โฮล์มส์มีชีวิตครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนักด้วยเพราะมีพ่อที่ขี้เหล้าเมายาทำให้เขาเองโดนทำร้ายร่างกายอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นสาเหตุให้เขาเริ่มเก็บตัวบวกกับโฮล์มส์มักจะถูกรังแกจากเด็กอันธพาลในละแวกนั้นอยู่เสมอ สิ่งนั้นยิ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้โฮล์มส์เก็บตัวมากยิ่งขึ้นและสนใจแต่เพียงเรื่องการเรียนเท่านั้น

 

       แต่แล้วโฮล์มส์ก็ได้เจอกับจุดเปลี่ยนของชีวิตเมื่อตอนอายุ 5 ขวบ ในวันหนึ่งขณะที่โฮล์มส์ถูกพวกเด็กอันธพาลจับและลากตัวเขาไปในคลินิกหมอ เพื่อใช้โครงกระดูกมนุษย์แกล้งหลอกโฮล์มส์ที่เป็นคนกลัวผีมาก ๆ โฮล์มส์พยายามดิ้นรนต่อสู้สุดกำลัง แต่เหล่าอันธพาลก็ยังไม่หยุดแกล้ง ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นมาเขาก็ได้ค้นพบกับสิ่งที่เขารักที่สุด

 

       “พวกมันไม่ยอมหยุด จนหน้าของผมทิ่มเข้ากับกะโหลกที่ยิ้มหยัน มือขวายื่นออกมาข้างหน้าคล้ายกับจะจับตัวผมไว้ มันเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับเด็กเล็ก ๆ แต่สำหรับผมไม่เป็นแบบนั้น มันกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยรักษาผมให้กลายเป็นคนไม่กลัวผี กระตุ้นให้ผมเกิดความอยากรู้อย่างรุนแรง ต่อมามันกลายเป็นความกระหายใคร่รู้ และเลือกที่จะเรียนแพทย์ในที่สุด”

 

ที่มาของภาพ : pixabay

 

        งานอดิเรกของโฮล์มส์ในวัย 11 ปีก็คือการเก็บรวบรวมเอาสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่มาทำการทดลองผ่าตัดและฝึกฝนเทคนิคการผ่าตัดในแบบต่าง ๆ ทั้งการผ่าสัตว์ทั้งเป็นหรือการลองทำให้สัตว์พิการ โดยชิ้นส่วนของสัตว์เหล่านั้นเขาก็มักจะเก็บรวบรวมไว้และนำไปซ่อนที่ห้องใต้หลังคาเพื่อไม่ให้ใครเห็น

 

       โฮล์มส์หนีออกจากบ้านด้วยวัย 18 ปีพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่ง และมีลูกด้วยกันหนึ่งคน แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งความฝัน จนสุดท้ายโฮล์มส์ก็ทำได้สำเร็จ เขาได้เข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนและจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1884 เมื่ออายุได้ 24 ปี

 

 

       เส้นทางฆาตกรของโฮล์มส์เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1886 หมอโฮล์มส์ได้งานใหม่คือไปเป็นผู้ช่วยในร้านขายยาโดยการแอบอ้างตัวเป็น ดร.เฮนรี โฮเวิร์ด โฮล์มส์ และสมัครทำงานกับนายแพทย์อี.เอส.โฮลตัน ที่เขตชุมชนอิงเกิ้ลวูด ชิคาโก ต่อมาเมื่อนายแพทย์อี.เอส.โฮลตัน เสียชีวิตเหลือไว้แต่ภรรยา โฮล์มส์จึงติดต่อขอซื้อร้านขายยาต่อ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงิน จึงทำให้ภรรยาของนายแพทย์โฮลตันต้องฟ้องร้องต่อศาล และก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าหลังจากนั้นไม่นานภรรยาของนายแพทย์โฮลตันก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ร้านขายยานั้นจึงตกมาเป็นของโฮล์มส์โดยสมบูรณ์

 

       โฮล์มส์เป็นคนที่เรียกได้ว่าฉลาดมากและเขาก็มีวิธีหาเงินจากการต้มตุ๋นมากมายหลากหลายวิธี ทั้งการขโมยศพเพื่อเอาเงินประกัน การหลอกแต่งงานกับผู้หญิง ตลอดจนขายยาแก้โรคพิษสุราเรื้อรังปลอมในราคาแพง ขายน้ำแร่ปลอมด้วยการอ้างว่าเป็นยาชะลอความแก่ และอีกหลายคดี แต่เขาก็ยังคงใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อีกหลายปีโดยไม่ถูกจับกุม

                                                                                                                

ที่มาของภาพ : themomentum

 

       จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. 1888 โฮล์มส์ได้สร้างอาคารขนาดใหญ่ที่เขาเรียกมันว่า ‘ปราสาท’ บนพื้นที่ 50 x 162 ฟุต บริเวณมุมถนนวอลสตรีตที่ 63 บนที่ดินที่ติดกับร้านซึ่งเขาซื้อไว้ แต่การก่อสร้างดูเหมือนจะต้องชะงักบ่อยครั้ง เพราะมีการเปลี่ยนตัวผู้รับเหมาอยู่เรื่อย ๆ จนไม่มีใครทันสังเกตเห็นถึงความไม่ปกติของแปลนที่โฮล์มส์เป็นคนออกแบบ ทั้งห้องที่ไม่มีหน้าต่างและบันไดที่ก่อขึ้นลอย ๆ รวมทั้งเรื่องที่ไม่มีช่องระบายอากาศภายในห้องใต้ดิน แต่มีช่องเชื่อมต่อกับท่อแก๊ส และอีกมากมายที่ไม่ควรจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการอยู่อาศัย

 

       ระหว่างที่กำลังตกแต่งห้องพัก โฮล์มส์ก็เริ่มหันเหความสนใจมาที่กิจการร้านที่ชั้นล่าง โดยโฮล์มส์สั่งซื้อคลอโรฟอร์ม (ยาสลบ) เข้าร้านเป็นจำนวนมาก และชี้แจงกับผู้จัดจำหน่ายว่าเขามีลูกค้าที่ต้องการซื้อเป็นจำนวนมาก แต่ไม่นานก็เริ่มมีผู้คนบริเวณใกล้เคียงรู้สึกผิดสังเกตกับกลิ่นของสารเคมีที่โชยออกมา โดยมีชายสองคนที่คอยช่วยเหลือโฮล์มส์ในระหว่างการก่อสร้างกระทั่งแล้วเสร็จก็ยังคงวนเวียนอยู่ คนหนึ่งคือแชปเปิล อีกคนคือเบนจามิน พิตเซิล

 

       กระทั่งมีข่าวเกี่ยวกับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์ เอ็กซ์โปในปี ค.ศ. 1893 ของชิคาโก ทำให้โฮล์มส์รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ต้อนรับบรรดาผู้เข้าพักที่จะได้มาสังเวยชีวิต ณ ปราสาทที่เขาสร้างขึ้นด้วยตัวเอง

 

ที่มาของภาพ : dek-d

 

       เหยื่อส่วนใหญ่จะถูกรมยาสลบให้หมดสติและรัดคอให้เสียชีวิต หลังจากนั้นก็จะถูกนำไปยังห้องใต้ดินที่ทำมาเพื่อทำลายศพโดยเฉพาะ โดยวิธีในการทำลายศพของโฮล์มส์นั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้กรดในการสลายร่างของเหยื่อให้เหลือแต่กระดูกและนำกระดูกที่เหลือไปเผาทำลายหลักฐาน โดยปราสาททั้งหลังของโฮล์มส์นั้นถูกออกแบบมาให้มีลักษณะซับซ้อนและมีกลไกต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้สามารถจัดการเหยื่อได้อย่างสะดวกและไม่มีใครหลบหนีออกไปได้ง่าย ๆ

 

ที่มาของภาพ : themomentum

 

       โฮล์มส์ถูกจับกุมด้วยคดีการโกงเงินประกัน โดยการฆ่าเบนจามิน พิตเซิล ลูกน้องที่ช่วยเขาอำพรางศพในปราสาท และนำร่างของเบนจามินปลอมเป็นตัวเองเพื่อหวังเงินประกัน 10,000 เหรียญ ทั้งยังฆ่าลูกทั้ง 3 คนของเบนจามินด้วย โดยการชำแหละร่างและการรมควันพิษ หลังจากนั้นตำรวจจึงเริ่มสืบสวนเกี่ยวกับปราสาทพิศวงแห่งนี้ และค้นพบซากศพมากมายที่ถูกซ่อนไว้ที่ห้องใต้ดิน โดยเขาให้การต่อศาลว่าได้สังหารเหยื่อไปแล้ว 28 ราย แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าจริง ๆ แล้วจำนวนของเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตให้หมอฆาตกรรายนี้น่าจะมีมากกว่า 100 รายเลยทีเดียว

 

       และไม่ว่าโฮล์มส์จะใช้วิธีการหลอกลวงหรือใด ๆ ก็แล้วแต่ เพื่อทำให้ตัวเองรอดพ้นจากการจับกุมจนได้กลายมาเป็นฆาตกรผู้โหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่อาจหนีกรรมที่ตนเองก่อขึ้นมาไว้ได้ โฮล์มส์จบชีวิตลงในคุกและได้มีการเขียนพินัยกรรมว่าให้ฝังร่างของเขาไว้ในหลุมที่ฝังกลบด้วยปูนซีเมนต์ เพราะเขากลัวว่าจะมีใครมาขุดเอาศพของเขาไปขายหรือเอาไปผ่าชำแหละ

 

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : Henry Howard Holmes ฆาตกรต่อเนื่องรายแรกของอเมริกา

 

เรียบเรียงโดย

LittleFullMoon

สิ่งลึกลับที่มองไม่เห็นด้วยตา ก็คิดไปว่าไม่มี แต่รู้ตัวอีกทีก็อาจจะอยู่ใกล้ๆนี้โดยที่มองไม่เห็นก็ได้




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
เขาคือซาตานชั่วร้ายผู้ฉีก ทำลายพรหมจรรย์ ของหล่อนและหล่อนก็จะไม่มีวันอภัยให้เขาจนชั่วชีวิต...