17/06/2019

แค่เอารูปมาโพสต์ประจาน เสียหายตรงไหน?!

 

       หลายครั้งที่คนธรรมดาทั่วไปกลายเป็นบุคคลสาธารณะเพราะการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินดีและยินยอมกับการถูกบุคคลอื่นประจาน หยามเหยียด หรือด่าทอด้วยตัวอักษร

       ล่าสุดที่เห็นทั้งสื่อหลักสื่อรองแชร์เรื่องราวกันตามหน้าเพจ เป็นเคสหนุ่ม Grabfood ที่ถูกลูกค้าหมายเหตุดูถูกคนขับ Grabfood ด้วยประโยค "ผมเป็นใคร คุณเป็นใคร จำใส่หัวด้วยว่าผมไม่ได้ต่ำเหมือนคุณ"

 

ที่มาของภาพ : facebook

 

       จากนั้นคนขับจึงได้ทำการโพสต์ระบายในเพจ รับสมัครคนขับแกร็ป พร้อมแคปข้อมูลการสั่งซื้อที่มีโลเคชัน ชื่อผู้ใช้งาน และสถานที่จัดส่งที่ลูกค้าระบุในหมายเหตุ โดยโพสต์นั้นมีผู้ใช้เฟซบุ๊กแสดงความรู้สึกถึง 1,723 แสดงความคิดเห็น 1,039 รายการ และแชร์ 1,006 ครั้ง แล้วการล่าแม่มดก็ได้เริ่มขึ้นในการแสดงความคิดเห็นของโพสต์นี้

 

ที่มาของภาพ : facebook

 

       มีผู้ใช้เฟซบุ๊กค้นโลเคชันระบุตำแหน่งของลูกค้าที่ชัดเจนมากขึ้นแล้วโพสต์ถามลงในส่วนของความคิดเห็น ลามไปถึงค้นหาเฟซบุ๊กส่วนตัวของลูกค้าที่เป็นคู่กรณีแล้วโพสต์แชร์ไว้ในความคิดเห็นของโพสต์ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นเชิงด่าทออีกมากมาย

 

ที่มาของภาพ : facebook

 

       หลายคนคงคิดว่าก็แค่เอามาโพสต์ประจานเอง ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ก็ลูกค้าเป็นคนผิดมาดูถูกคนขับ Grabfood ก่อน... แต่การล่าแม่มดนี้ไม่ได้จบลงเพียงในโพสต์ระบายของหนุ่ม Grabfood เพราะมีผู้ใช้เฟซบุ๊กตามไปถึงเฟซบุ๊กส่วนตัวของลูกค้าคู่กรณี โดยการทักไปด่าอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ลูกค้าคู่กรณีต้องออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊กของตัวเอง

 

 

       โดยลูกค้าคู่กรณีได้ชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นตนที่เป็นคนก่อเรื่อง ส่วนคนที่ก่อเรื่องคือเพื่อน ซึ่งเป็นคนเอาโทรศัพท์ของตนไปสั่งของและด่าคนขับ Grabfood ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่เกี่ยวด้วยจริง ๆ สำหรับใครที่เข้าใจผิดเพราะไม่รู้เรื่อง ตนไม่โกรธ แต่ขอให้หยุดทักมาด่าได้แล้ว เครียดมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ตนไม่ได้ก่อแต่ตนก็ต้องมาเจอผลที่คนอื่นทำ

 

ที่มาของภาพ : facebook

 

       และในโพสต์ชี้แจงของลูกค้าคู่กรณีก็มีการชี้แจงและขอโทษจากเพื่อนที่ก่อเรื่องอยู่ด้วย โดยได้ยืนยันว่าตนเป็นคนพิมพ์เองทั้งหมด เจ้าของเฟซบุ๊กไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของตน ตอนที่เขียนไม่ได้คิดอะไร คะนอง นึกสนุก จึงเขียนไปอย่างนั้น และขอโทษจากใจจริง จะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

       ซึ่งเหตุการณ์นำข้อมูลของลูกค้ามาโพสต์ลงโซเชียลแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่น่าจะจำกันได้ดีคือกรณีพนักงาน Kerry Express โพสต์รูปพัสดุที่ตนเองต้องทำการจัดส่ง และได้บอกชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของผู้รับพัสดุ จนทำให้ผู้เสียหายถูกคุกคาม และได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและจิตใจ

       เราจะเห็นได้ว่า การนำข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นมาเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยที่บุคคลผู้นั้นไม่ได้ยินยอมเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แม้ว่าในกรณีของหนุ่ม Grabfood จะถูกกระทำการดูหมิ่นก่อนก็ตาม แต่ก็เป็นคนละกรณีที่คนขับ Grabfood ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคู่กรณี บทความนี้ผู้เขียนอยากให้ตระหนักถึงการเปิดเผยภาพ ข้อมูลของผู้อื่นว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว อาจทำให้บุคคลผู้นั้นเสียชื่อเสียงรวมไปถึงความเป็นอยู่ส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย         

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : pixabayfacebook

เรียบเรียงโดย

อมีณา

มนุษย์ที่ชอบอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว และกิน เสพเรื่องราวความสยองระทึกขวัญผ่านตัวงานจนกลายเป็นคนไม่กลัวผี (แต่ก็ไม่ลบหลู่) มีชีวิตวนเวียนอยู่ในสายงานสื่อสิ่งพิมพ์




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
เมื่อคนกลัวผีแต่มองเห็นผีอย่างเขาต้องการชีวิตสงบด้วยการซื้อบ้านอยู่คนเดียว แต่ดันซื้อ 1 แถม "ผี" ขี้อ่อยมาตัวนึง ไหนล่ะความสงบสุข?!