30/08/2019

5 ผลงานศิลปะ.....ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด และความตาย

 

       “Ars Longa, Vita Brevis ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”  คำขึ้นต้นในตำราที่ชื่อว่า Aphorism’ ของฮิปโปเครตีสชายชาวกรีกผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ ถ้อยคำดังกล่าวถือเป็นคำพูดที่เรียกแรงบันดาลใจได้ดีสำหรับนักจิตรกร และช่างศิลป์หลาย ๆ ท่าน ให้สร้างสรรค์ผลงานในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะในเวลาที่เราไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ผลงานของเราก็ยังคงถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและคงอยู่ตลอดไปอย่างยาวนาน

       แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงความตายและชีวิตที่ไม่ยืนยาว ก็มีศิลปินอีกจำนวนหนึ่งที่หยิบจับเอาประเด็นความเจ็บ และความตายขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เรียกได้ว่าแปลก หลอนและได้ใกล้ชิดความตายกันแบบสุด ๆ เลยทีเดียว เริ่มกันที่...

 

1. ห้องแห่งความตาย

 

ที่มาของภาพ : Twitter : Mah(マー)/Masayo Ogawa

 

       ผลงานศิลปะของ Miwa Kojima พนักงานบริษัท ToDo-Company กับการทำงานสุดสยอง Miwa Kojima มีหน้าที่ในการเก็บล้าง ทำความสะอาดห้องที่มีคนตายอยู่ในนั้น ต้องเจอห้องในสภาพที่ขาดการดูแลจากคนที่สิ้นหวังและพร้อมจะจากโลกนี้ไป รวมทั้งสภาพศพที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีใครรู้ว่าตายจนกระทั่งร่างเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นไปยังห้องรอบข้าง ถึงจะมีคนมาพบ

       เรื่องแบบนี้ถ้าเราไม่เจอกับตัวเองก็อาจจะนึกภาพตามไม่ออก Miwa Kojima จึงได้สร้างผลงานศิลปะที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกับเธอ และนำมาจัดแสดงในงาน End-of-Life Industry Exhibition ที่โตเกียว โดยโมเดลจำลองของเธอชื่อว่า ห้องแห่งความตาย เป็นความตั้งใจของ Miwa Kojima และบริษัทที่จะสร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมได้เข้าถึงอย่างลึกซึ้ง

 

ที่มาของภาพ : withnews

 

       นอกจากนี้ยังมีการอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในห้องแต่ละห้องที่เธอสร้างขึ้นด้วย เช่นรูปอ่างอาบน้ำที่พบศพผู้เสียชีวิตนอนแช่น้ำอยู่อย่างนั้นมาแล้ว 2 เดือน ทำให้มีเศษเนื้อหลุดและเปื่อยอยู่ในอ่างอาบน้ำ เห็นได้จากน้ำที่เป็นสีแดงชวนสะอิดสะเอียนที่ Miwa Kojima ใส่ไว้ในโมเดลจำลอง และยังมีภาพห้องที่กลายเป็นที่รวมของกองขยะ ซากของใช้ ของกิน รวมไปถึงของเสียจากมนุษย์ที่ปะปนอยู่ในถุงขยะและขวดน้ำเหล่านั้นอีกด้วย จากผลงานโมเดลจำลอง ก็คงทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้วว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใกล้ชิดกับความตายมากแค่ไหน

 

ที่มาของภาพ Miwa Kojimawithnews

 

 

2. The Scream (1893)

 

ที่มาของภาพ The Scream (1893) - Edvard Munch : takieng

 

       Edvard Munch เป็นจิตรกรและช่างภาพพิมพ์ในยุคสมัยของ ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) และลัทธิสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) โดย Munch จะมีแนวทางงานไปในทางที่แสดงถึงความทุกข์ ซึมเศร้า และชวนให้หลอน นั่นอาจจะมีเหตุมาจากพ่อของเขาที่เป็นคนเคร่งศาสนาและอารมณ์ร้ายเข้าขั้นเป็นโรคจิต เขาจึงได้รับความกดดันและความกลัวมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งในยุคสมัยนั้น ศิลปินคนอื่น ๆ เองก็ไม่ได้แสดงผลงานในแนวทางที่ต่างออกไปมากนัก มักแสดงเนื้อหาถึงความมืดมน และเศร้าหมอง เพราะต้องพบเจอกับโรคร้ายอย่างวัณโรค จึงเป็นเรื่องยากที่จะคิดถึงเรื่องอื่นในขณะที่ความตายรายล้อมอยู่รอบตัว

       ภาพ The Scream ของ Munch เป็นภาพหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก แสดงถึงอารมณ์หวาดกลัว อย่างชัดเจน ภาพนี้ Munch ได้แรงบันดาลใจ ตอนที่เดินอยู่กับเพื่อนอีกสองคนบนถนนในเวลาพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อนทั้งสองของเขาเดินนำหน้าไป ขณะที่ตัวเขาเองหยุดเอนพิงรั้ว ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแบบไม่มีที่สิ้นสุด และได้เกิดมาเป็นภาพ The Scream อันโด่งดัง

 

 

       ภาพสุดหลอนนี้ถูกนำไปวิเคราะห์ในหลายทิศทาง บ้างก็แสดงความเห็นว่าเป็นการหวีดร้องอย่างหวาดกลัว หรือบ้างก็ว่าเป็นการปิดหูเพื่อปิดกลั้นเสียงอันโหยหวน  มันอาจจะมาจากอารมณ์ที่ค่อนข้างไปในทางซึมเศร้าของเขา ผสมเข้ากับบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก ซึ่งก็คงไม่มีใครจะรู้ถึงที่มาของภาพดีได้เท่า Edvard Munch

 

ที่มาของภาพที่ชวนหดหู่ และเศร้าหมอง แสดงถึงความเจ็บป่วย และความตาย ของ Edvard Munch : takieng

 

 

3. “ทำไมจึงมีรสกวีแทนความรู้ทัน? (Why is it poetry rather than awareness, 2002)”

       อารยา ราษฎร์จำเริญสุข (ARAYA RASDJARMREARNSOOK)  ศิลปินที่มีแรงบันดาลใจและพลังการขับเคลื่อนงานศิลปะจากความตาย อาจารย์อารยามีความรู้สึกประหลาดใจ ใคร่รู้กับความตายและอยากรู้ว่าความตายคืออะไรมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงพยายามทำความเข้าใจกับความตาย

 

ที่มาของภาพ : matichonweekly

 

       โดยผลงาน ‘ทำไมจึงมีรสกวีแทนความรู้ทัน? (Why is it poetry rather than awareness,2002)’ นั้นเป็นการที่ศิลปินไปปฏิสัมพันธ์กับศพ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทกวี สอนหนังสือ ไปจนถึงการแต่งตัวให้กับร่างไร้ชีวิตที่อยู่ในห้องดับจิต ซึ่งอาจารย์อารยาได้บอกความรู้สึกเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับศพว่า “ตอนนั้นศิลปะมาก่อน คือคิดแต่ว่าจะทำงานศิลปะอย่างเดียว อาจารย์อยู่กับศพช่วงกลางคืนแล้วกลิ่นศพติดตัวกลับมาบ้านทุกวัน ความที่เราใช้ชีวิตอยู่คนเดียวด้วย พอออกจากโรงพยาบาลมา กลับบ้านก็มีความรู้สึกกลัวผี ไม่ได้กลัวความตายอะไรเลย กลัวผี แต่ถึงกลิ่นศพจะติดตัวเรากลับบ้านทุกวัน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงความตายของตัวเราเองเลย คือเราเป็นชีวิตหนึ่งท่ามกลางร่างไร้ชีวิตที่นอนอยู่ ไม่ได้คิดอยากตายกลายเป็นศพสักครั้ง คิดแต่ว่างานจะเป็นยังไง”

 

 

4. Girl with Death Mask (1938)

 

ที่มาของภาพ : kahlo.org

 

       ภาพวาดของ Frida Kahlo จิตรกรชาวเม็กซิกัน ซึ่งมักจะมีผลงานที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดและความตายอยู่เสมอ ด้วยเพราะประสบการณ์เฉียดตายครั้งหนึ่งในชีวิตกับสิ่งที่เธอพบเจอจากบาดแผลและความผิดปกติจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

       จากภาพเชื่อว่าเธอวาดตัวเองในตอนอายุ 4 ขวบ ใส่หน้ากากหัวกะโหลกในประเพณีประจำปีของชาวเม็กซิกัน ‘Day of The Dead’ ที่จะเฉลิมฉลองให้กับความตายแทนความโศกเศร้า ในมือของเธอถือดอกไม้สีเหลือง ที่ดูคล้ายกับดอกดาวเรือง ซึ่งชาวเม็กซิกันมักจะวางไว้บนหลุมฝังศพในช่วงเทศกาล จากรูปเธอยืนอยู่บนพื้นดินที่ไม่มีแม้แต่ต้นหญ้า กับท้องฟ้าอันแสนจะมืดมน ที่ข้างเท้าของเธอคือหน้ากากแกะสลักเสือ ซึ่งทั้งสองหน้ากากดูจะไม่มีอะไรที่เข้ากัน แต่นั่นอาจจะแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่านี่คือความโหดร้ายในโชคชะตาที่เธอต้องพบเจอ

 

 

5. The Physical Impossibility of Death in the Mind of Someone Living (1991)

 

ที่มาของภาพ : thematter

 

       จากผลงานของศิลปิน Installation ชื่อดังอย่าง Damien Hirst ที่เป็นนักเล่นกับความตาย เขาหลงใหลในความตายเป็นอย่างมาก และได้เคยกล่าวไว้ว่า “ผมคลั่งไคล้เรื่องความตาย แต่ผมคิดว่ามันเป็นการสรรเสริญชีวิตมากกว่าเป็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัว” ก่อนที่จะได้มาซึ่งผลงานเขาต้องคร่าชีวิตของสัตว์ไปหลายชีวิตเลยทีเดียว และนั่นทำให้เขามีปัญหากับองค์กรพิทักษ์สิทธิสัตว์มาอย่างยาวนาน

       โดยผลงานที่เป็นหัวข้อของเรานี้สื่อให้เห็นว่า ‘ความตายคือสิ่งที่มิอาจจับต้องได้ในจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิต’ Damien Hirst ได้นำซากฉลามเสือขนาดใหญ่มาลอยอยู่ในแทงก์กระจกใสด้านในใส่ฟอร์มาลีน ซึ่งเป็นที่ตื่นตะลึงแก่ผู้ชมในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก ถือเป็นการเขย่าวงการศิลปะเลยทีเดียวที่เขาใช้ ‘ซาก’ สิ่งมีชีวิตมาแสดงเป็นผลงานศิลปะ

 

​​​​​

ที่มาของภาพ : thematter

 

       ความตายแม้จะดูน่ากลัวและดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในทางกลับกันความตายก็แฝงไปด้วยความสวยงามและอยู่ใกล้ตัวเรา จนศิลปินจำนวนหนึ่งต้องหยิบยกความตายมาเป็นศิลปะในมุมมองต่าง ๆ ที่มีความสวยงามต่างกันตามแต่มุมมองของศิลปิน ความตายสำหรับแต่ละคนอาจจะมีความหมาย ความรู้สึกถึงที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นความกลัว ความเพลิดเพลิน การสูญเสีย การปลดปล่อย...หรือแม้กระทั่งความสุข

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : 5 ผลงานศิลปะ.....ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด และความตาย

 

เรียบเรียงโดย

เราเอ็ง

เราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากนะ ชอบเข้าป่าและสรรหาเรื่อง




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | จันทร์
เรื่องเล่าพิศวงของญี่ปุ่นที่จะทำให้คุณขนหัวลุก