15/01/2020

คุยกับ ‘ธุวัฒธรรพ์’ เรื่อง ‘ครู ๆ’ : ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา

 

       สำหรับนักอ่านที่ชื่นชอบการอ่านนวนิยายและติดตามนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่า ธุวัฒธรรพ์คงรู้กันดีแล้วว่า เขาคนนี้เป็นนักเขียนที่ทำงานเป็นตำรวจด้วย  และความที่ทั้งเป็นตำรวจและเป็นนักเขียน จึงทำให้มีโอกาสได้เป็นวิทยากรให้ความรู้ทั้งสายงานตำรวจและสายงานเขียน จนเรียกได้ว่า ครู เป็นอีกบทบาทหนึ่งของผู้ชายคนนี้

       และเนื่องในโอกาสที่ วันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู เราจึงขอพูดคุยกับ ธุวัฒธรรพ์ หรือ พี่มิว เกี่ยวกับเรื่องครู ๆ สักหน่อย เรามาเริ่มคุยกับพี่มิวกันเลยดีกว่าค่า

 

 

ครูสมัยเรียนท่านใดเป็นที่จดจำของพี่มิวมากที่สุด และเรื่องอะไรที่ทำให้นึกถึงครูท่านนี้คะ ?

       สมัยมัธยมผมเป็นเด็กเกเรคนหนึ่ง และตามประสาเด็กเกเร มักจะถูกครูหลายคนมองในแง่ลบ ว่าเป็นตัวปัญหา ไม่ค่อยมีครูคนไหนอยากยุ่งเท่าไหร่ ก็มีครูผู้สอนวิชาดนตรีสากล ชื่อ ‘ครูชาลี’ แกเป็นเหมือนอาจารย์โอนิสึกะ จากการ์ตูนเรื่อง GTO ซึ่งเป็นครูที่เข้าใจในตัวเด็กทุกคน ก็ได้รวบรวมเหล่าเด็กเกเร รวมถึงผมด้วย ให้มาเล่นดนตรีในวงโยธวาทิตของโรงเรียน จนในที่สุด สายตาที่ครูทุกคนมองพวกเราเหล่าเด็กมีปัญหา ก็เปลี่ยนไปเป็นชื่นชมเมื่อวงโยธวาทิตนี้ไปประกวดและคว้ารางวัลมาสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนได้

 

นอกจากครูที่สอนเมื่อสมัยเรียนหนังสือแล้ว มีใครที่พี่มิวเรียกว่าเป็นครูอีกบ้าง และท่านนั้นได้สอนอะไรให้กับพี่มิวคะ ?

       ด้วยอาชีพตำรวจของผมค่อนข้างห่างไกลกับการเป็นนักเขียน ดังจะเห็นได้ว่าในบรรดานักเขียนทั้งวงการ มีที่ประกอบอาชีพหลักเป็นตำรวจแทบนับนิ้วมือได้ และผมคงเป็นนักเขียนไม่ได้เลย หากไม่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี’ ผู้บังคับบัญชาที่โคตรเจ๋ง เพราะนอกจากจะเป็นตำรวจแล้ว ท่านยังเป็นครู เป็นนักเขียน ที่เดินสายสอนหนังสือและเขียนคอลัมน์ลงนิตยสารมากมาย กลายเป็นต้นแบบที่ทำให้ผมอยากเก่งแบบนั้นบ้าง จึงเริ่มศึกษาและหาหนทาง จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นนักเขียนและวิทยากร อันเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากงานตำรวจครับ

 

 

ในปัจจุบันที่ความรู้สามารถหาได้ในอินเทอร์เน็ตแบบนี้ พี่มิวคิดว่าอาชีพครูยังมีความสำคัญมากขนาดไหน และยังจำเป็นในยุคสมัยนี้ไหมคะ ?

       จริง ๆ ความรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในอินเทอร์เน็ต จะจากหนังสือที่วางเรียงรายในห้องสมุด จากข่าวหรือสารคดีในโทรทัศน์ หรือบทสนทนาในร้านกาแฟ ล้วนเป็นแหล่งความรู้ที่ผู้คนสามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น

       แต่ด้วยมนุษย์แต่ละคนมีระดับการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไป สารที่ได้รับมาเท่ากัน อาจรับรู้ หรือเข้าใจ ได้ไม่เท่ากัน นี่คือความสำคัญของคนเป็นครู ที่มีหน้าที่ ‘ย่อย’ สารนั้นให้ผู้รับเข้าใจให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ต่อให้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป มนุษย์เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้มากและรวดเร็วขึ้นแค่ไหนก็ตาม อาชีพครูก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ด้วยภาระหน้าที่เช่นนี้นั่นเองครับ

 

สำหรับคำขวัญวันครู ครั้งที่ 64 “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา” พี่มิวคิดว่ามีความเหมาะสมกับยุคสมัยนี้หรือไม่ อย่างไรคะ ?

       ผมว่าเป็นคำขวัญที่จำง่ายและเข้าใจง่ายดีครับ ในส่วนของการคิดพัฒนาผมเห็นด้วยนะ เพราะครูนอกจากจะมีหน้าที่พัฒนาความรู้ให้ศิษย์แล้ว ยังต้องพัฒนารูปแบบการสอนของตนให้เหมาะสมกับยุคสมัยด้วย แต่อยากให้เปลี่ยนจากคำว่า ‘รักศิษย์’ เป็น ‘เข้าใจศิษย์’ มากกว่า เพราะเด็กวัยรุ่นต้องการความเข้าใจมากที่สุด ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ บางคนอาจแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากครูเข้าใจถึงเหตุผลของการกระทำนั้น ก็จะช่วยแก้และดึงศิษย์ออกจากปัญหาได้ครับ

 

 

แล้วถ้าพี่มิวมีหน้าที่ต้องมอบคำขวัญวันครู จะให้คำขวัญปีนี้ว่าอะไร และเพราะอะไรคะ ?

       “ครูไทย ไม่กร้อนผม ไม่อมค่าอาหารกลางวัน ไม่สำคัญตัวว่ามีบุญคุณ”

       หมายถึง 1. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการกำหนดบทลงโทษเด็กมาแล้ว แต่ยังเห็นครูหลายคนตัดผม  หรือกร้อนผมเด็ก ซึ่งเป็นการขัดต่อระเบียบนี้ คนเป็นครูถ้าทำผิดระเบียบเสียเอง จะสอนนักเรียนให้เคารพกฎได้อย่างไร

       2. เรื่องทุจริตคดโกงนี่มีทุกวงการ ปี 2562 ข่าวเรื่องโกงเงินค่าอาหารกลางวันเด็กเกิดขึ้นในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ เป็นเรื่องเลวร้ายที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษาเลย

       3. แม้ครูจะถูกยกเป็นแม่พิมพ์ของชาติ มีหน้าที่มอบความรู้แก่นักเรียน จนกลายเป็นค่านิยมว่าครูคือพ่อแม่คนที่สอง แต่หากพูดตามข้อเท็จจริง ครูก็คืออาชีพหนึ่ง ที่ทำงานแลกเงินเดือน ผลตอบแทนของการสอนหนังสือก็คือรายได้เพื่อหาเลี้ยงชีพดังเช่นอาชีพอื่นทั่วไป ซึ่งค่านิยมข้างต้นที่พูดถึง ทำให้ครูบางคนสำคัญตัวว่าตนคือผู้มีพระคุณ วางตัวอยู่สูงเสียจนอีโก้คับฟ้า บางครั้งบางทีที่เด็กอธิบายในสิ่งที่ครูอาจผิดหรือพลาดไป ก็หาว่าเด็กเถียง ก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมไม่ดีของครูที่ควรหมดไปจากกระทรวงศึกษาธิการได้แล้ว

 

 

สุดท้ายนี้อยากให้พี่มิวฝากอะไรถึงคุณครู หรือผู้ที่ทำอาชีพคุณครูสักหน่อยค่ะ ?

       ช่วงวัยเรียน เด็กใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมากกว่าบ้านเสียอีก ดังนั้นชีวิตส่วนใหญ่ในรั้วการศึกษา บ่มเพาะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบใด ก็ขึ้นอยู่กับการอบรมสั่งสอน การดูแลของครู  สิ่งที่อยากฝากจึงมีเพียง อย่ายัดเยียดทัศนคติหรือปัจเจกแห่งตนลงไปให้ศิษย์ แต่ปล่อยให้เขาได้คิด ได้ก้าวเดิน ไปตามเส้นทางของเขาเอง และคอยชี้แนะแนวทางที่จะทำให้ศิษย์แต่ละคน เดินไปให้ถึงจุดหมายได้อย่างมั่นคง เท่านั้นก็น่าจะเป็นหน้าที่ที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับความเป็น ‘ครู’ แล้วล่ะครับ

       

       พอได้คุยกับ ‘ธุวัฒธรรพ์’ แล้ว เรารู้สึกได้เลยว่า หากผู้ชายคนนี้เปลี่ยนมาทำอาชีพครู จะต้องเป็นครูที่เข้าใจนักเรียนได้อย่างมากคนหนึ่ง และเป็นครูที่นักเรียนจดจำอยู่ในใจ เช่นเดียวกับที่เขาจดจำครูสมัยมัธยมนั่นล่ะค่ะ ^_^

 

 

เรียบเรียงโดย

อมีณา

มนุษย์ที่ชอบอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว และกิน เสพเรื่องราวความสยองระทึกขวัญผ่านตัวงานจนกลายเป็นคนไม่กลัวผี (แต่ก็ไม่ลบหลู่) มีชีวิตวนเวียนอยู่ในสายงานสื่อสิ่งพิมพ์




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | เสาร์
คุณผู้หญิงแห่งวังวราดุล ผู้เกิดมาพร้อมโศกนาฏกรรม และประทังชีวิตด้วยความเคียดแค้น ลมหายใจที่หล่อเลี้ยงด้วยพยาบาท รอคอยอำนาจเพื่อที่จะล้างแค้น [ขายลิขสิทธิ์เพื่อทำละคร รอสร้าง]