24/05/2018

'ศักดิ์ ปากรอ' นักโทษประหารคดีปล้นฆ่า 5 ศพครอบครัวบุญทวี และการจบชีวิตนอกเรือนจำ

       ไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายที่เคยถูกปล้นบ้านและถูกโจรมัดมือมัดเท้าทิ้งเอาไว้ในบ้านคนเดียวตั้งแต่เช้าจนเย็น จะกลายมาเป็นนักโทษคดีปล้นฆ่า 5 ศพในวัย 22 ปี โดยเริ่มจัดการกับเหยื่อด้วยวิธีการมัดมือมัดเท้าเช่นที่ตนเคยถูกกระทำในวัยเด็ก

 


นายเรืองศักดิ์ ทองกุล หรือ ‘ศักดิ์ ปากรอ’

 

       เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2540 ‘ศักดิ์ ปากรอ’ หรือ เรืองศักดิ์ ทองกุล พื้นเพเป็นคน ต.ปากรอ จ.สงขลา ได้กระทำการปล้นบ้านของ นายประภาส บุญทวี หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านระวะ ต.ระวะ จ.สงขลา เนื่องจากทราบข่าวมาว่านายประภาสซึ่งมีอีกอาชีพเป็นนายหน้าขายที่ดินสามารถขายที่ดินได้เป็นเงินจำนวน 1 ล้าน 2 แสนบาท และเขาต้องการเงินจำนวนนั้น
       ก่อนหน้าที่นายศักดิ์จะลงมือ เขาเคยวางแผนที่จะเข้าไปปล้นบ้านหลังนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นไม่ทันได้ทำการปล้นเพราะลูกมือที่ไปด้วยใจไม่ถึงพอ เมื่อถึงคราวกระทำการครั้งที่สอง เขาได้ชวนนายจ้องหรือ นายสงกรานต์ แก้วอุบล อายุ 19 ปีมาร่วมกระทำการด้วยโดยไม่บอกว่าจะพาไปทำอะไร เขาถามนายจ้องเพียงว่าอยากได้เงินใช้หรือไม่เท่านั้น

 

ศักดิ์ ปากรอ ให้สัมภาษณ์นักข่าวขณะแถลงข่าวจับกุมตัว

 

       เวลา 16.00 น. ของวันที่เกิดเหตุ นายศักดิ์และนายจ้องได้พกอาวุธปืนคนละกระบอกเข้าไปที่บ้านของนายประภาส แต่ไม่มีใครอยู่ในบ้านหลังนั้น สักพักลูกชายของนายประภาสคือ เด็กชายชัฏชวาล อายุ 12 ปี และ เด็กชายปรนนท์ อายุ 11 ปี กลับเข้ามาที่บ้าน นายศักดิ์และนายจ้องจึงได้ตามเข้าไป โดยอ้างว่ามีธุระจะพูดคุยกับผู้เป็นพ่อ จึงขอมัดตัวเด็กชายทั้งสองไว้ก่อน พวกเขาใช้ผ้าและเชือกผูกรองเท้าของนายประภาสมัดมือมัดเท้าเด็ก ๆ ก่อนนำตัวขึ้นไปไว้ในห้องนอนชั้นบนและใช้ผ้าห่มพันขาเด็กทั้งสองคนให้ติดกัน จากนั้นพวกเขาจึงลงมานั่งรอนายประภาสอย่างใจเย็นที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน
       ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. นายประจักษ์ พกบุญมี ซึ่งเป็นเพื่อนของนายประภาสได้มาหานายประภาสที่บ้านเพื่อนำเอกสารมาให้ แต่พบนายศักดิ์และนายจ้องนั่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านจึงถามทั้งสองว่าเป็นอะไรกับนายประภาส ซึ่งเขาได้รับคำตอบว่าเป็นหลานชาย เมื่อทราบว่านายประภาสและนางเจียมจิตรยังไม่กลับมา นายประจักษ์จึงฝากเบอร์โทรศัพท์ของตนให้นายประภาสพร้อมเอกสารที่นำมาด้วยแล้วกลับไปกับรถที่เขาอาศัยมา
       เมื่อนายประภาสกลับมาถึง นายอ่ำ ณ สุวรรณ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านได้ตามเข้ามาพูดคุยกับนายประภาส ขณะเดียวกัน เด็กชายกัมปนาท อายุ 13 ปี ลูกชายคนโตก็ขี่จักรยานกลับมาที่บ้าน ด้วยความที่รู้จักกันมาก่อน นายศักดิ์จึงทำทีเป็นกระหายน้ำและขอน้ำดื่มจากเจ้าของบ้าน ขณะที่นายประภาสกำลังเดินไปยังตู้เย็นนั้น นายศักดิ์ก็เข้าไปล็อกคอจากทางด้านหลังแล้วใช้ปืนจ่อศีรษะเพื่อข่มขู่ ส่วนนายจ้องใช้เนกไทมัดมือทั้งสองข้างของนายประภาสไขว้ไว้ด้านหลัง ก่อนหาผ้ามามัดปากเพื่อไม่ให้เหยื่อส่งเสียงดัง แล้วจึงนำตัวนายประภาสขึ้นไปรวมกับลูก ๆ ในห้อง และจัดการกับเด็กชายกัมปนาทเป็นลำดับถัดมา

 

ขณะทำแผนประกอบคำรับสารภาพคดีฆ่า 5 ศพ

 

       นางเจียมจิตรกลับมาถึงบ้านเวลา 18.00 น. ก็พบนายศักดิ์นั่งอยู่ที่หน้าบ้าน นางจึงกล่าวทักทายแล้วเดินเข้าบ้านไป เมื่อนายศักดิ์มองดูรอบ ๆ บ้านว่าไม่มีใครแล้วจึงตามเข้าไปล็อกคอนางเจียมจิตรและใช้ปืนจ่อที่ศีรษะ ขณะที่นายจ้องใช้เชือกมัดมือนางเจียมจิตรไขว้หลังแล้วใช้ผ้ามัดปาก จากนั้นจึงอุ้มไปยังอีกห้องของชั้นบน ก่อนจะค้นทรัพย์สินภายในห้องและได้ของมีค่าไปจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่พบเงินก้อนที่ทราบข่าวมาจากบ่อนวัว นายศักดิ์จึงบังคับข่มขู่ให้บอกที่เก็บสมุดบัญชีธนาคาร แต่สมุดเล่มนั้นกลับไม่มีเงินฝาก นายศักดิ์จึงคิดฆ่าครอบครัวบุญทวีทิ้ง โดยเริ่มกระทำการสังหารโหดนางเจียมจิตรเป็นรายแรก 
       นายศักดิ์ใช้ไม้กดไปที่ลำคอนางเจียมจิตร ก่อนใช้เนกไทรัดคอและใช้มือบีบลงไปที่ลูกกระเดือก นางเจียมจิตรดิ้นขัดขืนจนทำให้ศีรษะของนางกระแทกเข้ากับขอบเหล็กปลายเตียงเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จากนั้นนายศักดิ์จึงใช้ลวดทองแดงต่อปลั๊กตัวผู้พันขาของนายประภาสและลูกชายทั้งสามคนก่อนเสียบปลั๊กเพื่อให้ไฟช็อตเหยื่อของเขา แต่กระแสไฟในบ้านตัดลงทั้งสองครั้ง นายศักดิ์จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีที่โหดเหี้ยมอย่างการแขวนคอแทน เขาใช้ผ้าผูกคอนายประภาสด้วยเงื่อนพิรอดหักคอขณะบอกให้เด็ก ๆ ยืนหันหลัง และบอกกับเด็กทั้งสามคนว่าเขาจะแขวนคอผู้เป็นพ่อก่อน หลังจากทำการแขวนคอเรียบร้อยแล้ว เขาและลูกมือก็ลงมานั่งที่โซฟาเพื่อเฝ้ารอให้คนทั้งสี่หมดลมหายใจอย่างเลือดเย็น ก่อนจะรื้อค้นหาทรัพย์สินและของมีค่าภายในบ้านของนายประภาสอีกครั้ง การลงมือฆ่าทั้งครอบครัวบุญทวีในครั้งนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

 

ภาพครอบครัวบุญทวี นายประภาส, นางเจียมจิตร, เด็กชายกัมปนาท, เด็กชายชัฏชวาล และเด็กชายปรนนท์

 

       ครอบครัวบุญทวีถูกพบเป็นศพในเช้าวันต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนในพื้นที่และจังหวัดสงขลาหวาดกลัวกันเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างเร่งสืบสวนหาตัวคนลงมือฆ่าทันที โดยมุ่งประเด็นไปที่เรื่องที่ดินซึ่งมีการฟ้องร้องกันอยู่ในชั้นศาล เรื่องมรดก และเรื่องธุรกิจของผู้ตาย แต่แล้วก็สามารถสืบจนทราบว่าเป็นการปล้นฆ่าจากการตรวจสอบทรัพย์สินที่หายไป ซึ่งนายศักดิ์ได้มอบของที่ปล้นมาได้รวมถึงขายของมีค่าบางส่วนให้กับคนที่ตนรู้จักระหว่างหลบหนี พร้อมทั้งบอกคนเหล่านั้นว่าตนเป็นคนลงมือฆ่าทั้ง 5 ศพที่กำลังเป็นข่าวอยู่อย่างภาคภูมิใจ นอกจากนี้นายประจักษ์และนายอ่ำยังให้การกับตำรวจด้วยว่าก่อนที่ครอบครัวบุญทวีจะถูกพบเป็นศพ ตนได้เห็นชายวัยรุ่นสองคนอยู่ที่บ้านของนายประภาส แต่ไม่ทราบชื่อ
       เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่านายศักดิ์อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีก็ได้ตามไปจับกุมตัวและทำการสอบสวน ซึ่งนายศักดิ์ได้ให้การรับสารภาพโดยไม่มีการสำนึกผิดใด ๆ นอกจากนี้ยังซัดทอดถึงนายจ้อง และบอกว่าการลงมือส่วนใหญ่เป็นฝีมือของตน ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัวนายจ้องในวันเดียวกันนั้นเอง แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล นายศักดิ์กลับสู้คดีโดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ประหารชีวิต ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาให้เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากนายศักดิ์ได้สารภาพขณะถูกจับกุมและสอบสวนซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี หากไม่มีคำรับสารภาพของนายศักดิ์ครั้งนั้นก็อาจไม่สามารถลงโทษนายศักดิ์ได้ ส่วนนายจ้องนั้นให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
       ระหว่างที่มีการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอยู่นั้น มีเสียงเล่าลือจากชาวบ้านว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ปล้นฆ่าครอบครัวบุญทวี ก็มีเสียงการทวงความยุติธรรมของผู้ตายทันที จนทำให้ชาวบ้านต่างนอนไม่หลับไปตาม ๆ กัน ในขณะที่นายจ้องก็ได้พบกับวิญญาณของเด็กคนหนึ่งที่ตนเคยร่วมลงมือฆ่าติดตามมาหลอกหลอน ซึ่งคำสารภาพถึงดวงวิญญาณของเด็กคนนั้นก็ถูกบันทึกอยู่ในสำนวนของตำรวจด้วย ในตอนนี้การกล่าวขานถึงวิญญาณของครอบครัวบุญทวีก็ยังมีอยู่เสมอ

 

บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุยิงศักดิ์ ปากรอหรือนายเนติราษฎร์ นพวงศ์

 

       แต่หลังจากผ่านไป 13 ปี นายศักดิ์กลับได้ออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกเนื่องจากได้รับการลดโทษระหว่างที่อยู่ในเรือนจำกลางสงขลา หลังพ้นโทษนายศักดิ์ได้เปลี่ยนชื่อจากเรืองศักดิ์ ทองกุล เป็น เนติราษฎร์ นพวงศ์ และเข้าไปอยู่ในสังกัดซุ้มมือปืนชื่อดังของ อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยรับงานคุ้มกันนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่ง จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อติดตามนักการเมืองท้องถิ่นของที่นั่น ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 เนื่องจากถูกยิงเข้าที่หน้าอกจำนวนสองนัดขณะกำลังจะออกจากบ้านพักเพื่อไปทำธุระ ซึ่งปมเหตุของการสังหารครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่านายศักดิ์อาจไปขัดแย้งกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม หรือขัดผลประโยชน์บางอย่างจึงถูกตามสังหารถึงบ้าน

 

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : 'ศักดิ์ ปากรอ' นักโทษประหารคดีปล้นฆ่า 5 ศพครอบครัวบุญทวี และการจบชีวิตนอกเรือนจำ

เรียบเรียงโดย

อมีณา

มนุษย์ที่ชอบอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว และกิน เสพเรื่องราวความสยองระทึกขวัญผ่านตัวงานจนกลายเป็นคนไม่กลัวผี (แต่ก็ไม่ลบหลู่) มีชีวิตวนเวียนอยู่ในสายงานสื่อสิ่งพิมพ์




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
เขาคือซาตานชั่วร้ายผู้ฉีก ทำลายพรหมจรรย์ ของหล่อนและหล่อนก็จะไม่มีวันอภัยให้เขาจนชั่วชีวิต...