01/04/2018

เปรต...สัมภเวสีแห่งวัดคูหาสวรรค์

       ผีเปรต ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในวรรณกรรมศาสนาพุทธที่ชื่อ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1888 เป็นผีที่ถูกตีความว่าเกิดจากคนทำบาปผิดมหันต์ โดยเฉพาะในเรื่องการอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เมื่อเสียชีวิตดวงวิญญาณจะกลายเป็นสัมภเวสีประเภทนี้ ลักษณะของผีเปรตคือร่างกายผอมโซ เนื้อเน่าเหม็น มีเลือดและหนองไหลเต็มตัว สูงเท่าต้นตาล มือใหญ่เท่าใบลาน ปากเล็กเท่ารูเข็ม ส่งเสียงหวีดแหลมร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน เรื่องเปรตถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลาวชะโอนจากห้าแพร่ง เปรตอาบัติ หรือกระทั่งละครดังสมัยก่อนอย่างเรื่องเปรตวัดสุทัศน์ ซึ่งเป็นละครที่อิงมาจากเรื่องจริง

 

 

ต้นกำเนิดเปรตวัดสุทัศน์
       ในปี พ.ศ. 2363 ช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกิดโรคห่าระบาดในเมืองหลวง คร่าชีวิตผู้คนไปถึงสามหมื่นจากจำนวนทั้งหมดที่มีเพียงแสนกว่าคน ประชาชนส่วนใหญ่อพยพหนีออกจากเมือง บางครอบครัวจำต้องทิ้งพ่อแม่แก่ชราที่เป็นโรคไว้เพียงลำพัง คนที่ยังอยู่ก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแร้นแค้น คนตายทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ บางกอกเงียบเหงาเหมือนเมืองร้าง อากาศคล้ายมีหมอกเพราะเขม่าควันจากการเผาศพ ท้องฟ้ามีแร้งนับพันบินวนเวียน ผืนดินมีร่างไร้วิญญาณนับหมื่นรอวันเผา ศพถูกขนย้ายผ่านประตูผีมากองพะเนินพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่าที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จนมีแร้งบินลงมารุมทึ้งจิกกินซากศพด้วยความหิวโหย ภาพความสยดสยองเหล่านั้นยังคงเป็นที่โจษจันจนถึงปัจจุบันนี้
       ช่วงเวลานั้นเองที่มีคนเริ่มพบเห็นผีเปรตร่างสูงเสียดฟ้าส่งเสียงร้องโหยหวนในยามค่ำคืนอยู่ตรงบริเวณเสาชิงช้าจนสร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านไปทั้งบาง แม้จะมีคนกล่าวว่าน่าจะเป็นเงาของเสาชิงช้าในเขม่าควันเผาศพ ส่วนเสียงร้องก็มาจากนกแร้งที่อยู่บริเวณนั้น แต่ก็ไม่อาจทำให้คนส่วนใหญ่คลายความหวาดกลัวลงได้ เมื่อโรคระบาดหมดสิ้นบ้านเมืองกลับมาเป็นปกติ เปรตยังปรากฏให้พบเห็นอย่างต่อเนื่องจนผู้คนไม่กล้าเดินผ่านแถวนั้น จนเมื่อวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารสร้างเสร็จ จึงมีการวาดภาพพระสงฆ์พิจารณาสังขารผีเปรตไว้ในเสาของพระวิหารคล้ายเป็นการบันทึกคำเล่าลือ ในส่วนท้ายของเรื่องไม่มีบันทึกชัดเจน แต่ถูกเล่าปากต่อปากว่าเมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสมัยนั้นทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดสุทัศน์ได้ยินเรื่องนี้ จึงออกมาที่บริเวณหน้าพระวิหารหลวงซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่กล่าวว่ามีเปรตปรากฏขึ้นบ่อยครั้งในยามค่ำคืน ท่านเปรยขึ้นคล้ายพูดกับเปรตว่า 
       “อยู่ด้วยกันอย่าได้เบียดเบียนให้ชาวบ้านเดือดร้อน” 
       นับจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นผีเปรตอีกเลย

 

 

ตำนานเปรตวัดคูหาสวรรค์
       นอกเหนือจากเรื่องราวข้างต้น มีตำนานผีเปรตอีกหนึ่งที่ที่ถูกเล่าขาน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2502 ในชุมชนวัดคูหาสวรรค์ เป็นชุมชนบ้านไม้ติดคลองที่สร้างขึ้นใกล้กับวัดคูหาสวรรค์วรวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา บริเวณนั้นในปีดังกล่าวยังไม่เจริญนัก ไม่มีแม้ถนนการเดินทางเพื่อเข้าถึง ต้องใช้การเดินเท้า รถสองล้ออย่างมอเตอร์ไซค์ และจักรยาน หรือไม่ก็เดินทางโดยใช้เรือ 

 

 

       โจรคนหนึ่งหนีคดีเข้ามาซ่อนตัวในชุมชนเพราะห่างไกลความเจริญ มันก่อคดีลักเล็กขโมยน้อยเป็นวิสัย ครั้นพอถูกตำรวจหมายหัวเพราะเป็นยุคที่มีการปรามปราบอย่างเข้มงวด จึงหลบหนีมาที่นี่แต่ยังไม่ทิ้งสันดานเดิม เมื่อเห็นวัดเก่าแก่มีพระพุทธรูปสูงค่าก็อดคิดชั่วทำชั่วไม่ได้ ในคืนหนึ่งก่อนวันพระใหญ่ ระหว่างที่ชาวบ้านหลับสนิท มันแอบเข้าอุโบสถหวังลักพระพุทธรูป แต่มีพระภิกษุรูปหนึ่งมาพบเสียก่อน มันจึงทำร้ายพระรูปนั้น ชาวบ้านรู้เห็นจึงรวมตัวกันไล่ตาม พอไปถึงคลองมันกระโดดหนีแล้วหายลับไปไม่โผล่มาอีกเลย

 

     

       ไม่มีใครหาตัวมันเจอ แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อวันก่อนวันพระใหญ่เวียนมาอีกครั้ง ชาวบ้านคนหนึ่งพบเห็นผีเปรตตนหนึ่งยืนส่งเสียงหวีดแหลมโหยหวนอยู่กลางลำคลองก่อนที่จะเลือนหายไป พอรุ่งเช้าคนที่เห็นนำไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ต่างก็บอกว่าได้ยินเสียงร้องนั้นแต่ไม่กล้าออกมาดู หลายคนบอกว่าน่าจะเป็นโจรคนนั้น แต่ก็มีคนที่ไม่เชื่อ ครั้นพอวันก่อนวันพระใหญ่มาถึงอีกรอบ มีชาวบ้านหลายคนเจอผีเปรตในแบบเดียวกันปรากฏขึ้นที่ข้างกำแพงท้ายวัดคูหาสวรรค์ มันก้าวหกก้าวไปถึงคลองก่อนที่จะหายไป คราวนี้ทุกคนต่างเชื่อและลงความเห็นว่าควรลงไปงมหาศพเพื่อนำมาทำพิธี ครั้นพอลงไปงมหาศพกลับไม่เจอ เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นจึงทำบุญใหญ่อุทิศส่วนกุศลให้ ก็ไม่ปรากฏผีเปรตดังกล่าวขึ้นอีกเลย เรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่าน่าจะเป็นกุศโลบายให้คนที่อยากจะขโมยของในวัดได้ยับยั้งชั่งใจมากกว่าที่จะเป็นเรื่องจริง 
       นอกจากสองเรื่องที่กล่าวมา ยังมีข่าวการพบเห็นผีเปรตปรากฏตัวขึ้นตามที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง เช่นในปี พ.ศ. 2554 ที่ ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก ชาวบ้านจัดพิธีทำบุญใหญ่ในต้นเดือนมีนาคม ด้วยเชื่อว่าคนในหมู่บ้านที่เสียชีวิตพร้อมกันสามคนเพราะผีเปรต หรือในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ชาวบ้านท่าพระ จ.สุพรรณบุรี ต่างตกอยู่ในอาการหวาดผวาเพราะได้ยินเสียงหวีดแหลมร้องโหยหวนของผีเปรตทุกคืนจนต้องทำพิธีกระแบะกระบาลให้เปรตมารับของไหว้ และล่าสุดกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 นาข้าวที่ ต.วังทรายคำ อ.วังเหนือ จ. ลำปาง ได้มีการพบรอยเท้าขนาดใหญ่จำนวน 12 รอย ซึ่งคนในพื้นที่ต่างเชื่อว่าเป็นรอยเท้าของผีเปรต 
       ไม่ว่าความจริงเกี่ยวกับเรื่องผีเปรตจะเป็นอย่างไร หากค่ำคืนไหนคุณได้ยินเสียงหวีดแหลมร้องโหยหวน ขอให้ลองแหงนหน้ามองขึ้นฟ้าดู คุณอาจจะได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าผีเปรตมีจริง...

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : เปรต...สัมภเวสีแห่งวัดคูหาสวรรค์ 
 

เรียบเรียงโดย

โหง อสรา

นักคิด นักเขียนนิยายฆาตกรรม เรื่องสยองขวัญ นิทานและบทอนิเมชั่น




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | พุธ
เมื่อหัวใจต้องค้นหาคำตอบ...ระหว่างคนที่ชอบ...กับ...คนที่ใช่