01/06/2018

ไก่กะทิ

 

       หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินหรือรู้จัก ฟัวกราส์ กันเป็นอย่างดี บางคนก็อาจเคยลิ้มรสมาแล้ว เจ้าสิ่งนี้มันก็คือ ตับห่าน ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการทำอาหารฝรั่งเศส ด้วยลักษณะเฉพาะที่มีไขมันแทรกอยู่มาก ทำให้นุ่มลิ้น ไม่มีกลิ่นคาว เมื่อนำไปทอดให้เกรียมเฉพาะด้านนอกแล้วราดด้วยซอสผลไม้จะมีรสสัมผัสและรสชาติที่อร่อยจนยากจะลืม แน่นอนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เคยติดใจอาหารชนิดนี้มาก ถึงแม้จะได้กินแค่ครั้งเดียวเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนก็ตาม 
       แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าการจะได้ตับห่านชั้นดีนั้น มีวิธีอย่างไร... 
       อันที่จริงแม้เราจะเรียกฟัวกราส์ว่าตับห่าน แต่ในความจริงแล้ว ตับจำนวน 80% ของทั่วโลกซึ่งถูกผลิตในฝรั่งเศสนั้น มีไม่ถึง 5% ที่มาจากห่านจริง ๆ ส่วนใหญ่แล้วได้จากเป็ดที่ถูกเลี้ยงด้วยวิธีพิเศษ และวิธีเลี้ยงเพื่อให้เป็ดมีตับขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยไขมัน จนมองเห็นเป็นสีขาวทั่วทั้งก้อน ผิดไปจากตับตามธรรมชาติ ก็คือการขังเป็ดเหล่านั้นไว้ในกรงแคบ ๆ ไม่ให้มีที่ขยับตัวได้ จากนั้นก็กรอกอาหารซึ่งผสมจากธัญพืชและไขมันผ่านท่อเหล็กวันละประมาณ 2 กิโลกรัม เร่งให้ตับของพวกมันขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นถึง 10 เท่า 
       แต่บางครั้งเป็ดก็มีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้น บางตัวอาจดิ้นรนจนปากฉีกหรือท่อเหล็กบาดคอตาย บางตัวก็ก้นเน่าจากการขับถ่ายในกรงที่คับแคบจนติดเชื้อตาย 

 

ตับห่าน วัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับอาหารฝรั่งเศส

 

เป็ดที่ถูกเลี้ยงเพื่อทำ 'ตับห่าน'

 

       คุณคงสงสัยแล้วว่าทำไมชื่อเรื่องเป็น ไก่ แต่ทำไมต้องพูดถึง เป็ด... 
       นั่นเพราะไม่กี่วันมานี้ ผมเพิ่งเปิดไปดูรายการแข่งขันทำอาหาร แล้วได้เห็นตับห่านที่ว่านี้ มันก็เลยทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่ากฎแห่งกรรมเรื่องหนึ่งซึ่งเคยได้ฟังมานาน น่าจะกว่าสิบปีแล้ว คิดว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจจึงอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยเรื่องมีอยู่ว่า
       นายบุญ เป็นคนมีพื้นเพอยู่ในอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนยังเล็กก็เหมือนกับเด็กชนบททั่วไปที่เล่นซุกซน ยิงนกตกปลาไปตามประสา 
       ในขณะที่ลูกชาวนาคนอื่น ๆ จับนก หนู ปู ปลาได้ก็นำไปเป็นอาหาร แต่เด็กชายบุญกลับดูสนุกสนานกับการคิดวิธีทรมานพวกมัน เช่น จับหนูนาได้ก็จะเอาน้ำมันราด จุดไฟ แล้วปล่อยให้วิ่งไปจนกว่าจะตาย ปูนาที่ใช้ไหดักมา ก็จับมันหักก้ามหักขา เอาขามันแทงลูกตาเล่นเสียก่อน แล้วค่อยเก็บไปดองเป็นปูเค็ม แม้แต่งูที่เลื้อยอยู่ตามคันนา ถ้าผ่านหน้าเด็กชายบุญเมื่อไหร่ถือว่าชะตาขาด ไม่ถูกตีจนตาย ก็ใช้เชือกกล้วยมัดหาง ทั้งลากทั้งเหวี่ยงจนกระทั่งหมดแรงขาดใจตายไปเอง 
       พอโตขึ้นเป็นหนุ่ม พ่อแม่เห็นว่านายบุญอยู่บ้านก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย เอาแต่เที่ยวเล่นเหมือนเด็ก ๆ จึงตัดสินใจส่งตัวไปอยู่กับญาติที่ตัวเมืองอยุธยาเพื่อให้มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ผลสุดท้ายเขาก็ไม่ได้เรียน เอาแต่ทำตัวเกกมะเหรก คบเพื่อนกินเหล้าเมายาไปวัน ๆ จนในที่สุดไม่กี่ปีหลังจากนั้นพ่อแม่เลยต้องเรียกตัวนายบุญกลับไปอยู่บ้าน ช่วยทำนาที่อำเภอเสนาเหมือนเดิม
       ถึงนายบุญจะชื่อ บุญ แต่พฤติกรรมและความคิดดูจะเป็น บาป เสียมากกว่า ครั้นพอกลับมาอยู่บ้านได้พักใหญ่ ๆ นึกถึงตอนอยู่ในเมือง เคยตกปลางมกุ้งมาทำกับแกล้มเลี้ยงเพื่อนหลายหน มองเห็นทุ่งนามีแต่กบแต่หนู ซึ่งไม่ใช่กับแกล้มชั้นดี แต่ที่บ้านตัวเองเลี้ยงไก่บ้านเอาไว้หลายตัว ก็เกิดความคิดพิเรนทร์ ๆ แล่นขึ้นมาในหัว 
       ไก่บ้านเฉย ๆ จะจับมาเชือดกินก็ธรรมดาเกินไป ถ้าเป็นไก่แก่เนื้อยิ่งเหนียวเข้าไปใหญ่ เลยตัดสินใจคว้ามีดไปตัดไม้ไผ่ในป่าได้มาลำหนึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ประมาณเท่าข้อมือ จากนั้นก็ตัดมันเป็นท่อนสั้น ๆ ปล้องละท่อน ด้านที่ตันก็เจาะเป็นรูเล็ก ๆ 3-4 รู ขนาดพอยัดนิ้วลงไปได้ เพื่อเป็นช่องระบายของเสีย อีกด้านก็ปล่อยให้โหว่อยู่อย่างนั้น ก่อนจะจับลูกไก่รุ่น ๆ ที่วิ่งเป็นพรวนอยู่ลานบ้านมาใส่ลงไปทีละตัว พยายามใส่ขามันลงไปอยู่ด้านล่าง ให้หัวอยู่ข้างบน แล้วก็ตั้งเอาไว้ ลูกไก่หนีออกมาไม่ได้ก็ร้องอยู่อย่างนั้นจนเหนื่อยและเงียบไปเอง
       ทุกวันนายบุญจะตะแคงกระบอกไม้ไผ่ทีละท่อน เพื่อป้อนข้าวสุกให้ลูกไก่เหล่านั้น แต่แทนที่จะให้น้ำพวกมัน เขากลับเอากะทิที่คั้นไว้ให้กินแทน พอลูกไก่หิวน้ำมากเข้าก็ได้แต่ทนยอมกินกะทิ พอผ่านไปสักหนึ่งเดือน คะเนว่าลูกไก่ตัวโตขึ้นจนเริ่มจะแน่นกระบอก นายบุญก็จะหาไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเปลี่ยนให้สักครั้งหนึ่ง 
       ลูกไก่ที่ได้กินข้าวสุกกับกะทิเป็นอาหารทุกวัน แถมยังถูกขังอยู่ในท่อกลวง ๆ ยาว ๆ โดยไม่เคยได้เดินไปไหนมาไหน มันก็อ้วนขึ้นเรื่อย ๆ ขนตามตัวร่วงหาย เหลือหรอมแหรมราวกับไก่เป็นโรคเรื้อน ขาที่ไม่ได้ใช้งานนานเป็นเดือน ๆ ก็อ่อนเปลี้ยเดินเหินไม่ได้ ส่วนปีกก็ถูกกระบอกไม้ไผ่จำกัดเอาไว้จนไม่พัฒนา มีแต่ลำตัวที่ยืดยาวไปตามรูกลวงของกระบอกไม้ไผ่ 

 

 

 

       พอไก่โตจนหากระบอกไม้ไผ่ใส่ไม่ได้แล้ว นายบุญก็เลือกมาฆ่าแล้วลองทำอาหารกินเอง ปรากฏว่าเนื้อไก่ที่ได้มีทั้งความอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย มีความหอมมัน อร่อยกว่าไก่บ้านธรรมดาอย่างเทียบกันไม่ติด มิหนำซ้ำยังแทบไม่ต้องเสียเวลาถอนขน โดยเฉพาะส่วนของปีกไก่นั้น เมื่อทอดจนกรอบแล้วสามารถเคี้ยวกินได้ทั้งกระดูก 
       นายบุญเห็นว่าการทดลองเลี้ยง ไก่กะทิ ของตนประสบความสำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์ วันต่อมาจึงเรียกบรรดาเพื่อนฝูงในอำเภอเสนามาล้อมวงกินเหล้าแกล้มกับด้วยกัน แถมยังโชว์ผลงานต่อหน้าทุกคนด้วยการก่อกองไฟ ตั้งปี๊บใส่น้ำรอจนเดือดก็คว้ากระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่มาผ่าปากกระบอก ก่อนจะฉีกออกจากกัน ปล่อยให้ไก่ขนหรอมแหรม หนังขาว ๆ สารรูปยาว ๆ เหมือนเปรตหล่นแผละลงบนพื้น แล้วค่อยหิ้วขามันทิ้งลงไปให้ดิ้นทุรนทุรายตายอยู่ในปี๊บ 
       หลังจากนำไก่ที่ตายแล้วมาจัดการปรุงอาหารเลี้ยงบรรดาเพื่อน แต่ละคนที่ได้ลิ้มรสชาติของไก่กะทิต่างก็ติดอกติดใจกัน จนถึงกับยุให้นายบุญทำขายเป็นอาชีพ เขาเห็นว่าดีกว่าช่วยพ่อแม่ทำนาเพียงอย่างเดียว จึงตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเพื่อน ๆ ทันที 
       เริ่มแรกนายบุญก็คงรู้สึกเวทนาไก่และตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่อะไรที่ทำนาน ๆ เข้าก็กลายเป็นชินชา ขณะที่นายบุญเริ่มทำอาชีพเสริมขายไก่กะทิ อีกทางหนึ่งก็ไม่ได้หยุดสร้างบาปกรรมกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับอาหารเช่นเคย เช่น จับลูกครอกปลาชะโด ปลาช่อนมาใส่ในน้ำแล้วต้มทั้งเป็นพร้อมกับผักบุ้ง ผักกระเฉด พอน้ำเริ่มร้อนลูกปลาก็หนีกระเสือกกระสนเข้าไปตายในปล้องผักกลายเป็นต้มเปรตผักยัดไส้ หรือถ้าจับนกได้ก็หักปีกบ้าง มัดขามันเอาไว้บ้าง นึกได้ก็เอามาทำอาหารกิน ถ้าลืมก็ปล่อยให้ตาย ทิ้งไปทั้งอย่างนั้น
       นายบุญเลี้ยงไก่กะทิขายอยู่นานเท่าไหร่ไม่มีใครทราบ แต่ไม่นานคนก็เริ่มลืมเลือนความเอร็ดอร่อยของไก่กะทินายบุญไปจนหมด อาจเพราะสังเวชกับรูปร่างหน้าตาและที่มาของมันก็เป็นได้ จนกระทั่งผ่านไปอีกหลายปี นายบุญแต่งงานมีเมียมีลูกแล้ว แต่ด้วยไม่มีความรู้อย่างอื่นจึงต้องอาศัยที่นาของพ่อแม่ทำกินเลี้ยงชีพทั้งที่ใจไม่รัก โชคยังดีที่หลังเสร็จงานนา เขายังมีสิ่งที่ชอบให้ทำเป็นงานนอกเวลา นั่นคือการจับงู จับกบ จับนก จับหนูไปขาย
       แล้วไม่นานนัก วันหนึ่งเคราะห์กรรมที่ทำไว้ก็เริ่มตามมาถึงตัวนายบุญ ขณะที่เขากำลังไล่จับงูตัวใหญ่ที่พบบนคันนาระหว่างทาง บังเอิญเท้าข้างหนึ่งลื่นไถลลงไปในปลักหรือบ่อโคลนแห้งที่วัวควายของชาวบ้านแถวนั้นย่ำทิ้งเอาไว้ การหกล้มในครั้งนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ข้อเท้าหัก ความรีบร้อนวิ่งไล่กวดงูตัวนั้นยังทำให้กระดูกสันหลังบิดจนผิดรูป ต้องนอนร้องโอดครวญอยู่ที่นั่นนานนับชั่วโมงกว่าจะมีคนมาเจอเข้า
       นายบุญกลายเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไปจนถึงปลายเท้า ต้องขายที่นาไปทีละแปลงเพื่อรักษาตัวจนหมด แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น เมื่อลูกเมียเห็นว่าเขาไม่มีทางหายแน่ ก็ปรึกษากับญาติพี่น้องของนายบุญก่อนจะช่วยกันพาตัวไปฝากรักษาตัวที่วัด 

 

 

       แม้หลวงพ่อจะเมตตารับตัวไว้รักษาจนกระดูกที่หักหายสนิท แต่ท่านก็ช่วยอะไรเรื่องอัมพาตไม่ได้ ทั้งยังสอนให้นายบุญมองเห็นและยอมรับว่าเป็นกรรมที่ตนได้ทำไว้ 
       นายบุญอาศัยอยู่ใต้กุฏิหลวงพ่อตามมีตามเกิดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนขาลีบเล็ก ขดงอ ไม่สามารถยืดให้ตรงได้ สภาพเนื้อตัวผ่ายผอม สกปรก ผมเผ้ายาวรุงรัง ถึงจะได้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อจนรู้สำนึก หากกรรมก็ยุติธรรมเสมอและไม่เคยผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น 
       เมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้ายของนายบุญ บาดแผลกดทับบนแผ่นหลังที่เป็นเรื้อรังมานานก็เริ่มอักเสบและส่งกลิ่นเหม็นเน่า หลวงพ่อให้ลูกศิษย์มาช่วยทำแผล หายาให้กินก็ไม่ทุเลา ที่ร้ายไปกว่านั้น จู่ ๆ ก็มีไก่บ้านไก่วัดไม่รู้มาจากไหนเป็นสิบตัวมารุมจิกทั้งหน้าตา หัว หู ตามตัวจนเจ็บปวดทรมาน นายบุญส่งเสียงร้องเท่าไหร่ก็ไม่ไป ลูกศิษย์วัดมาช่วยไล่ แต่พวกมันหนีไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาใหม่ จนร่างกายของเขามีแต่รอยเลือดจากการถูกไก่จิกตี 
       พ้นจากไก่ไปได้ไม่นาน สุนัขก็มาเลียเนื้อตัว ตกกลางคืนยังมีหนูและแมลงสาบมาคอยกัดแทะตามบาดแผล นายบุญที่ใกล้จะหมดแรงก็ได้แต่ปัดเนื้อปัดตัวเท่าที่ทำได้ จนกระทั่งหลวงพ่อเวทนาต้องหาน้ำมันอะไรสักอย่างมาเสกแล้วให้ลูกศิษย์ช่วยทาให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะพลังจากจิตอันเมตตาของท่านหรือเพราะกลิ่นของสมุนไพรที่เจืออยู่ในน้ำมันนั้น มันก็ทำให้สัตว์ต่าง ๆ ที่คอยรบกวนนายบุญไม่กล้าเข้าใกล้อีก เพียงแต่ผลัดกันเดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ บ้างก็ตีปีกพั่บ ๆ ร้องขันจนแสบหูคล้ายจะเยาะเย้ย
       ในวันที่อาการนายบุญทรุดหนัก หลวงพ่อก็ยังเมตตาให้ลูกศิษย์เอาน้ำมาให้เขาดื่ม และบอกให้กรวดน้ำให้กับสัตว์ทั้งหลายที่นายบุญได้เคยสร้างกรรมไว้ต่อกันเพื่อขออโหสิกรรมเสีย แล้วท่านก็ให้ศีลกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่นายบุญจะหมดลมไปอย่างสงบ
       ผมไม่รู้ว่าหลังจากนั้นนายบุญจะต้องไปชดใช้กรรมต่อด้วยวิธีใดบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงอยู่หรือไม่ แต่อย่างน้อยสิ่งที่ตัวเองได้คิดหลังจากฟังเรื่องเล่านี้ก็คือ ความสุขบางอย่างของเรา มันมาจากความทุกข์ของใครบ้าง 
       และทุกครั้งที่เห็นฟัวกราส์และ ไก่ย่างกะทิ ผมจะเกิดความหดหู่จนต้องบอกตัวเองเสมอว่า จงให้คุณค่ากับทุกสิ่งที่เสียสละเพื่อให้เราได้มีชีวิตอยู่

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ : ไก่กะทิ

เรียบเรียงโดย

ฌาปนินทร์

บรรณาธิการนิยายรักที่พยายามจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายผี เป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดี เหมาะที่จะเป็นเพื่อนของคนทุกเพศทุกวัย




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
ผมมักโดนเพื่อนหรือพี่ๆพูดกรอกหูอยู่ตลอดเวลาว่าความรักดีอย่างนั้นดีอย่างนี้แต่พอเอาเข้าจริงๆ...โคตรจะเฮงซวยเลยไอ้เวรเอ้ย!!