22/06/2018

โตไปไม่โกงได้ยังไง ในเมื่อผู้ใหญ่มันทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

 

 

       ผมมีความหลังฝังใจในทางเลวร้ายกับอาชีพตำรวจตั้งแต่สมัยอายุ 18
       วันหนึ่งแม่ใช้ให้ผมขับมอเตอร์ไซค์ไปซื้อน้ำปลา ด้วยความเคารพกฎหมาย ผมจึงทำตามกฎจราจรทุกประการ ตั้งแต่รถที่ต่อภาษีถูกต้องเรียบร้อย ไม่มีการปรับแต่งใด ๆ เหมือนที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบทำกัน มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์ถูกต้อง รวมถึงยังสวมหมวกกันน็อกทั้งที่ร้านของชำก็ไม่ไกลจากบ้านเท่าใดนัก
       ผมกลับโดนตำรวจจราจรที่ตั้งด่านอยู่โบกเรียก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าตนไม่มีข้อผิดพลาดใดให้ต้องโดนเขียนใบสั่ง
       ปรากฏว่าผมโดนตำรวจแจ้งข้อหา และเป็นข้อหาที่ทำให้ผมอ้าปากค้างอย่างไม่คาดคิด
       “น้องใส่รองเท้าแตะขี่มอเตอร์ไซค์นะ ผิดกฎหมายจราจร จะเสียค่าปรับตรงนี้หรือไปที่โรงพัก ?”
       ผมอุทานในใจทันทีว่า ‘เวรแล้ว!’ ข้อหาแบบนี้มีด้วยเหรอวะ แม้อยากจะเถียงเต็มแก่ แต่ยุคนั้นสมัยนั้นที่โทรศัพท์มือถือยังไม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ผมไม่อาจหาข้อมูลกฎหมายจราจรได้เลยว่าข้อหาที่ตำรวจบอกมีจริงหรือไม่ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ถือกฎหมายอยู่ในมือ เขาบอกเช่นนั้นก็จำต้องยอมรับ และทำตามธรรมเนียมนิยมที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรส่วนใหญ่นิยมทำกัน
       ...พับแบงก์ร้อยยื่นให้แลกกับการไม่ต้องโดนเขียนใบสั่ง
       จนถึงวันนี้ วันที่ผมสามารถค้นหาข้อมูลทุกอย่างได้ผ่าน Google จึงเปิดเว็บไซต์เพื่อศึกษากฎหมายจราจร และเมื่อรู้ข้อเท็จจริงก็ทำเอาผมอยากย้อนเวลากลับไปสมัยนั้น เพื่อตบกะโหลกไอ้ตำรวจเวรตะไลนั่นและตะโกนใส่หน้ามันว่า
       “ไอ้เหี้ย! มึงยัดข้อหากู ไอ้ที่ห้ามสวมรองเท้าแตะขี่มอเตอร์ไซค์ มันบังคับกับแค่มอเตอร์ไซค์รับจ้างโว้ย คนปกติทั่วไปใส่รองเท้าแตะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ ไม่ผิดกฎหมาย”
       แต่เวลาไม่อาจหวนคืน เรื่องที่ผ่านมานานแล้วจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ผมตระหนักรู้ว่า ตำรวจ รวมถึงข้าราชการในหลาย ๆ หน่วยงานของไทย ‘แม่งโกง!’
       และเป็นการตอกย้ำซ้ำความเชื่อนี้ของผมอย่างจริงแท้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวการทุจริตโกงกินของข้าราชการ นักการเมือง ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้หลายคนเริ่มชินชาและรู้สึกว่า มันคือเรื่องปกติของประเทศไทยไปเสียแล้ว
       อย่างเคสล่าสุดที่โด่งดังและกลายเป็นกระแสสังคม จนทำให้เกิดการสาวไส้ขบวนการโกงทั้งแผ่นดิน คือขบวนการโกงเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง
       เงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งนี้ ถูกจัดตั้งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนเดือดร้อน 3 กลุ่ม คือกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ ให้ทุนประกอบอาชีพแก่ผู้มีรายได้น้อย และให้เงินสงเคราะห์แก่ผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยจะสงเคราะห์เป็นเงินจำนวน 1,000-3,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี
       หลายคนอาจมองว่า เงินแค่สองสามพัน ถ้าได้ปีละสามครั้งก็ตกปีละไม่ถึงหมื่น เงินแค่นี้จะเอาไปทำอะไรได้
       ใครไม่เคยอดหลายมื้อกินมื้อ ไม่เคยกลั้นใจบอกกับลูกทั้งน้ำตาว่า “พ่อแม่ไม่มีเงินให้ไปโรงเรียน” ไม่เคยมืดแปดด้านมองอนาคตตัวเองไม่เห็น อาจไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของเงินหลักพันนี้ 
       สำหรับคนที่อับจนหนทางจริง ๆ เงินจำนวนนี้มีค่ามหาศาลต่อพวกเขานะครับ 
       และสิ่งที่ทำให้ผมตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ใช่การเปิดโปงว่ามีการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ จำนวน 67 จังหวัดจากทั้งหมด 76 จังหวัดของประเทศ เพราะอันที่จริงผมคาดเดาเอาไว้แล้ว ว่าเมื่อมีผู้หาช่องทางการโกงเงินนี้มาเป็นของตัวเองได้ ก็ย่อมมีการทำเลียนแบบในลักษณะเดียวกันในจังหวัดอื่น ๆ (ซึ่งอีก 9 จังหวัดที่เหลือที่ไม่พบการทุจริต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โกง เพียงแค่อาจตรวจสอบ ‘ไม่พบ’ เท่านั้น)

 

 

       แต่ที่น่าตระหนกตกใจอย่างมาก คือแต่ละศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง มิได้ต่างคนต่างโกง แต่เป็นการโกงโดยมีผู้มีอำนาจระดับสูงอย่างปลัด / รองปลัด / ผู้ตรวจราชการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และวางแผนการโกงเป็นขบวนการใหญ่ ที่ทำให้เงินซึ่งสมควรถูกแจกจ่ายลงไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริง ๆ กลายมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของไอ้พวกเหลือบริ้นไรเหล่านี้กว่า 88 ล้านบาท!
       นี่เป็นเพียง ‘ส่วนน้อย’ ที่ตรวจพบ เพราะงบประมาณที่มีสำหรับสนับสนุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในอีกหลายโครงการ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีการทุจริตจากข้าราชการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมแล้วปีละกว่า ‘600 ล้านบาท’
       ผมพยายามหาคำด่าที่หยาบคายกว่า ‘สารเลว’ ในพจนานุกรม แต่ยังหาไม่เจอ เพราะฉะนั้นก็ขอด่าขยะสังคมที่ใช้ยศตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ที่ตัวเองมี มาหาผลประโยชน์ใส่ตัวจนสร้างความเดือดร้อนให้คนที่เขาต้องทนทุกข์กับชะตาชีวิตอยู่แล้ว ยิ่งทุกข์ทรมานแสนสาหัสมากขึ้นไปอีกว่า
       ‘ไอ้ / อี พวกสารเลว!!!’ ก็แล้วกันครับ

       อีกข่าวหนึ่งซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ และสร้างความสะทกสะท้อนใจกับคนเป็นพ่อที่มีลูกเล็กวัยเรียนอย่างผมเป็นอย่างมาก คือภาพของเด็กอนุบาลนั่งกินอาหารกลางวันเป็นขนมจีนคลุกน้ำปลา

 

 

       ภาพนี้ถูกแชร์ต่อกันในโลกโซเชียลเป็นวงกว้าง ทำให้กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี มีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนจริง ซึ่งก่อนการตรวจสอบ ผอ. ก็ออกมาแถ... เอ๊ย! ออกมาชี้แจงว่า งบต่อหัวตกคนละ 20 บาท จะให้จัดอาหารที่ดีกว่านี้ก็ลำบาก ซึ่งก็มีเสียงสนับสนุนจากคุณครูหลายคน
       ในฐานะที่ทำงานหน่วยงานราชการมานาน รู้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในส่วนของการประกอบอาหารอยู่บ้าง ทำให้รู้ข้อมูลว่าหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ตั้งงบประมาณค่าประกอบอาหารต่อหัวตกราว 20 บาททั้งนั้น ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นยอดรวมแล้ว นี่คือราคาทุนที่พ่อค้าแม่ค้าที่ประมูลจนกลายเป็นผู้ประกอบอาหาร สามารถจัดอาหารดี ๆ ทั้งข้าว กับข้าว ผลไม้ ให้นักเรียนอิ่มและได้รับสารอาหารครบมื้อได้ ดังเช่นที่ต่อมามีผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่จากหลายสถาบันการศึกษาออกมาให้ข้อมูลว่าโรงเรียนของพวกเขาสามารถจัดอาหารที่ดีกว่าขนมจีนคลุกน้ำปลาได้ในงบประมาณที่เท่ากัน
       อันเป็นการตบหน้า ผอ.โรงเรียนบ้านท่าใหม่ และเหล่าครูที่ห่วงแต่ภาพลักษณ์ชื่อเสียงมากกว่าความถูกต้องและสวัสดิภาพของเด็กให้เงียบปากไปได้บ้าง
       และในที่สุด ก็พบว่า ผอ.โรงเรียนบ้านท่าใหม่ยังมีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณในอีกหลายโครงการก่อสร้างของโรงเรียน ทั้งการสร้างถนน สร้างเสาไฟฟ้า การขายปาล์มน้ำมันจากสวนในโรงเรียน 
       ผมอ่านข่าวแล้วก็ได้แต่สงสัยว่า เรายังจำเป็นต้องจัดพิธีไหว้ครูเหล่านี้อยู่ต่อไปอีกหรือเปล่าวะ ?
       นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการโกงที่มีคนหาญกล้าออกมาเปิดเผยข้อมูล จนนำมาสู่การเปิดโปงอันน่าตื่นตระหนกแก่คนไทยทุกคน ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีหน่วยงานรัฐอีกมากมายหลายหน่วยงานที่ทุจริตคดโกงเงินงบประมาณที่มาจากภาษีของพวกคุณ (รวมถึงผมด้วย) เอามาเป็นเงินรายได้ของตัวเองอย่างหน้าด้าน ประเทศที่ควรเจริญขึ้นเพราะได้งบประมาณไปปรับปรุง พัฒนา ซ่อมแซม ก็ย่ำอยู่กับที่จนคำว่า ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ ที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เกิดจนแก่ ก็ยังคงกำลังพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ จนชั่วลูกชั่วหลาน
       สิ่งที่น่าสงสารที่สุดของคนไทยคืออะไรรู้ไหมครับ ?
       คือเราทุกคนรู้ดีอยู่เต็มอก ว่านักการเมืองและข้าราชการไทยแม่งทุจริตคดโกง
       ...แต่เราไม่มีปัญญาทำอะไรพวกมันได้

ป.ล. ขอหายหน้าไปจากคอลัมน์นี้สักพักนะครับ ต้องเอานาฬิกาไปคืนเพื่อนก่อน ยืมมานานจนเพื่อนตายห่าไปแล้ว กลายเป็นผีมาทวงนาฬิกาอยู่ทุกวี่วัน หลอนจนไม่ได้นอนหลับเต็มตื่นสักคืน ถ้าหาทายาทเพื่อนไม่ได้ก็คงต้องตามลงไปคืนเพื่อนในยมโลกแล้วล่ะครับ

 

 

เครดิตภาพ : โตไปไม่โกงได้ยังไง ในเมื่อผู้ใหญ่มันทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

เรียบเรียงโดย

ธุวัฒธรรพ์

นักเขียน นักร้อง วิทยากร ที่มีงานอดิเรกเป็นตำรวจ




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | จันทร์
หากดวงตาของมนุษย์สามารถรับรู้และมองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นได้ มันจะนำมาซึ่งสิ่งใด และนำพาไปสู่สิ่งใด สิ่งที่เห็นนั้นมีจริงหรือ แล้วที่ไม่เห็นนั้นไม่มีจริงหรือ ใครเล่าจะให้คำตอบ...