27/06/2018

โทษประหารในทุ่งลาเวนเดอร์

 

 

 

       อีกแค่ปีเดียว ไทยก็จะขึ้นชื่อว่า ไม่มีโทษประหารมาครบ 10 ปีแล้ว
       หลายคนถามว่า...แล้วยังไงต่อ ?
       ซิสขา หนูก็อยากจะรู้เหมือนกัน ทั่วโลกก็จะปรบมือแซ่ซ้องให้กับเรา ที่ดูพัฒนาขึ้นเป็นผู้ดีหัวนอกแบบเขาใช่ไหมคะซิสสส โอเคยูได้มาตรฐานแล้วก็เชิญใช้ชีวิตก้าวหน้ากันต่อไปแบบนั้นใช่ไหมคะ ?

 

       - ภาพตัดกลับมา - 
 
       ในประเทศที่เรารัก ในประเทศที่มีผู้คนจริง ใช้ชีวิตกันจริง ๆ ในรอบรั้วตัวบ้านที่มีแต่คนภายในบ้านเท่านั้นที่จะซึมซับทุกเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
       คนดีถูกรุกรานสิทธิอันชอบธรรมที่จะมีชีวิตอยู่ต่อโดยคนชั่วบางคน คนเลวบางกลุ่ม โดยฆาตกรต่อเนื่อง โดยฆาตกรแบบไม่ทันคิด โดยฆาตกรอะไรก็แล้วแต่ แบบวันเว้นวัน มีคนสูญเสีย มีคนร่ำไห้ปานจะขาดใจ เป็นความสูญเสียที่คนไม่เคยสูญเสียไม่มีวันจะเข้าใจ แต่สุดท้ายจะมีคำพูดสวยหรูว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ฆาตกรโดยกำเนิดค่ะซิสสส
       โอ้ว...ที่รัก ถ้าเธอไม่ไร้เดียงสาเกินไป เธอก็คงรู้ ไม่มีใครเป็นฆาตกรโดยกำเนิดหรอก เด็กทุกคนล้วนเป็นผ้าขาว แต่ต่างกระดำกระด่างด้วยสิ่งแวดล้อม สภาพครอบครัวและสังคม ไม่มีใครถือมีดออกมาจากท้องแม่ด้วย ไม่มี๊!! เรามีแต่คนที่เติบโต ผ่านการใช้ชีวิต รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่ไม่ยับยั้งชั่งใจในอารมณ์ ปล่อยสติหลุด ใช้อารมณ์นำหน้า คนเหล่านี้มิใช่หรอกหรือที่ทำให้คนปกติเขาอยู่กันอย่างหวาดระแวง

 

 

       ในเคสล่าสุดของ ‘วุธ’ ฆาตกรฆ่าหั่นศพแฟนสาวนั้น ค่อย ๆ นึกตามทีละขั้นนะคะซิสสส องค์กรนางฟ้าบอก “เชื่อว่าวุธไม่ใช่ฆาตกรโดยกำเนิด มีโอกาสกลับใจได้เหมือนเคสหมอวิสุทธิ์และเสริม สาครราษฎร์” แต่จากการให้ปากคำของวุธนั้น บอกเลยว่า ขนลุกค่ะ ทุบหัวแฟนสาวจนสลบ แฟนสาวฟื้นขึ้นมาก็ทุบอีกสามที จนคราวนี้สิ้นใจ แล้วก็นอนกับศพทั้งคืน ตื่นเช้าล็อกห้องออกไปทำงานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คิดตามนะคะซิส ถ้าเป็นคนปกติมีจิตสำนึก ถึงขั้นนี้คงลนลานหวาดกลัว และคนที่กลับใจได้อาจรีบไปมอบตัวแล้วด้วย แต่วุธไม่ค่ะ กลับมาถึงห้องแล้วค่อย ๆ จัดการหั่นศพแฟนสาวเป็นชิ้น ๆ ใส่ถุงแล้วเอาไปทิ้ง จิตใจคนเราต้องโหดเหี้ยมระดับไหนคะถึงจะนั่งแล่เนื้อเถือหนังคนเคยรักกันได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร มีเวลาเป็นวัน ๆ ให้ได้สติ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำเช่นนั้น แบบนี้ยังไม่ได้เรียกว่าฆาตกรโดยกำเนิดใช่ไหมคะซิสสส

       ในวันที่คนชั่วไม่เกรงกลัวกฎหมาย หลายคนเรียกร้องให้ใช้กฎหมายที่เด็ดขาดกว่าเดิม นั่นคือ การประหารชีวิต มันไม่ใช่การแก้แค้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างที่องค์กรนางฟ้าหลายคนเข้าใจ มันปัญญาเปลี้ยมากถ้าจะคิดแบบนั้น เราเดินมาไกลกว่าความป่าเถื่อนแบบนั้นจะเกิดขึ้น อุ๊ยตาย!!! และเพราะประโยคนี้เอง “เราเดินมาไกลเกินกว่าความป่าเถื่อนแบบนั้นจะเกิดขึ้น” องค์กรนางฟ้าทั้งหลายจึงออกเรียกร้องว่า ควรจะยกเลิกโทษประหารซะ เพราะมันแสดงความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน อันศิวิไลซ์ ไร้อารยะ และลิดรอนสิทธิมนุษยชนเสียเหลือเกิน
       งั้นหนูขอถามซิสนะคะ
       สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการที่จะมีชีวิตอยู่นั้น ควรเป็นของทุกคนใช่ไหมคะ ?
       แล้วเหตุใด จึงมีคนบางคนลิดรอนเอาชีวิตผู้อื่นไปอย่างง่ายดายไม่เว้นแต่ละวัน จากการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งองค์กรนางฟ้าเคยออกมาตอบว่า “เป็นเพราะเราไม่มีมาตรการในการป้องกันอาชญากรรม” อ้าววว!! อีซิสคะ หนูฟังแล้วก็องค์ลง ก็กฎหมายที่เข้มแข็งและเด็ดขาดนี่ยังไงเล่าที่เป็นหนึ่งในการป้องกันและปราบปรามคนชั่วทั่วทุกหนแห่งในโลกนี้

 

 

       ล่าสุดค่ะ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ศาลอินโดนีเซียมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต นายอามัน อับดุลเลาะห์มาน หัวหน้าเครือข่ายก่อการร้ายที่ชื่อ ‘ญะมาอะฮ์ อันชอรุต ดาอุลเลาห์’ หรือ JAD และถือเป็นหัวหน้าของกลุ่มรัฐอิสลามหรือ IS ในอินโดนีเซีย โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวได้โจมตีโบสถ์คริสต์ 3 แห่ง รวมถึงอพาร์ตเมนต์และสำนักงานตำรวจในเมืองสุราบายา ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 28 คน บาดเจ็บ 50 คน
       โดยนายอามันในฐานะผู้ปลุกระดมทั้งทางตรงและทางอ้อมให้สมาชิกของขบวนการก่อการร้ายก่อวินาศกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุวินาศกรรมกลางกรุงจาการ์ตาเมื่อปี 2016 ที่ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 4 ราย รวมแล้วอามันมีส่วนรับผิดชอบการก่อการร้าย 5 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเพราะเขา 24 คน บาดเจ็บ 37 คน จึงถูกพิพากษาประหารชีวิตในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเป็นครั้งแรกของอินโดนีเซียในปีนี้
       ฟังผลงานของนายอามันแล้ว องค์กรนางฟ้าคงจะลุกปรบมือให้ เพราะทันทีที่มีคำตัดสินนี้ออกมาองค์กรนางฟ้าก็กางปีกคัดค้านทันทีว่า “นี่เป็นการลงโทษที่ต่ำช้า โหดร้าย และปราศจากมนุษยธรรมเป็นที่สุด” มายก้อดดด!! หนูอกสั่นขวัญแขวนกับคำพูดเหล่านี้มากค่ะซิสสส การประหารนักโทษก่อการร้ายนั้นต่ำช้า แล้วเหตุก่อนหน้าที่นำพานักโทษพวกนี้จนมาถึงขั้นตอนประหารชีวิตนั้นงดงามเรืองรองหรืออย่างไร การฆ่าผู้บริสุทธิ์นั้นเต็มไปด้วยความโรแมนติกหรือคะซิส การกระทำเหล่านั้นมิใช่หรอกหรือที่เราต้องเรียกว่า ‘ต่ำช้า’
       โอเค คนที่คัดค้านการประหารชีวิตส่วนมาก มักจะให้เหตุผลหลักที่คล้ายเป็นสโลแกนท่องจำว่า “ไม่มีข้อพิสูจน์ใดที่จะบอกว่าโทษประหารจะส่งผลให้อาชญากรรมลดลงมากไปกว่าการจำคุก” ดีจังค่าาา ปรบมือค่ะซิสสส ฟังแล้วมันดี๊ดีย์ มันสวยงามคล้าย ๆ กับการเห็นภาพตำรวจวิ่งไล่จับผู้ร้ายในทุ่งลาเวนเดอร์ จับได้แล้วก็สวมหมวกกันน็อก สวมผ้าปิดปาก อำพรางใบหน้าผู้กระทำผิดเพื่อรักษาสิทธิมนุษยชนของพวกเขา แล้วก็ไล่ต้อนกันไปเข้าคุก สารภาพแล้วก็ลดโทษ พอลดโทษแล้วก็ออกมาวิ่งไล่จับกันใหม่ ในทางกลับกัน ถ้าจะมีคนตั้งคำถามกลับว่า “การยกเลิกโทษประหาร ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ใดที่จะบอกว่ามันส่งผลให้อาชญากรรมลดลงเช่นกัน” ล่ะคะ ? ซิสจะตอบตรรกะงง ๆ แบบนี้ว่าอย่างไร 

       จริงอยู่ คนเราควรได้รับโอกาสในการแก้ไขและปรับปรุงตัว ซึ่งบอกเลยว่า กฎหมายไทยให้โอกาสนี้กับผู้กระทำความผิดมาเสมอค่ะ และโทษประหารที่เกิดขึ้นกับนักโทษชายไทยที่เพิ่งประหารไปนั้น เรียกได้ว่าเป็นคดีแรกในรอบ 9 ปี หมายความว่าก่อนหน้านั้นที่มีการประหารชีวิตก็คือ เมื่อปี 2552 และถ้าย้อนไปอีกก็คือ เมื่อปี 2546 ถ้าดูจากสถิติแล้ว จำนวนคนชั่วกับจำนวนการประหารชีวิตนั้นมันช่างน้อยนิดเหลือเกินค่ะ นั่นแปลว่า กฎหมายไทยได้ประนีประนอมขั้นสุดแล้ว ซึ่งถ้าจะดูตามเนื้อผ้ากันจริง ๆ มีคนชั่วแบบชั๊วชั่วมากมายที่ยังลอยนวลอยู่ หรือออกจากคุกแล้วก็ยังกล้าก่อเหตุซ้ำ ๆ เดิม ๆ

       หนูขอยกตัวอย่างแบบใกล้ตัวสุด ๆ นะคะซิส ที่บ้านเก่าย่านวัดอรุณราชวรารามของหนู หนูมีเพื่อนเล่นข้างบ้านในวัยเด็กหลายคน ที่เมื่อโตขึ้นมาพวกเขากลายเป็นเด็กมีปัญหา ติดยา ลักขโมย ทะเลาะวิวาท พวกเขาเดินเข้าออกคุกอย่างชำนิชำนาญ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยกลางคน ไม่มีทีท่าสำนึกผิด ออกมาแล้วก็กระทำใหม่ กลับเข้าไปอีก ช่วงที่หายเข้าไปในคุก ชาวบ้านแถวนั้นก็โล่งอก พอกลับออกมาก็สร้างอภินิหารอีก คนแถวนั้นหวาดกลัวและไม่มีความสุข แววตาของคนทำผิดไม่เคยมีแววสำนึก หนูยังเคยได้ยินเขาพูดเลยว่า “เข้าคุกก็สบายดี มีข้าวให้กิน ไม่ต้องดิ้นรน” นั่นไงคะซิสสส เขาไม่กลัวการติดคุกค่ะ ย้ำ!!! เขาไม่กลัวการติดคุก!!!

 

 

       ทำไมหลายคนถึงเรียกร้องโทษประหาร ก็เพราะเขาเชื่อไงคะว่า มันจะปรามคนที่คิดจะก่อการชั่วได้ ทุกวันนี้อาชญากรรมไม่ลดลง เพราะกฎหมายไทยอ่อนน้อมและหน่อมแน้มมากค่ะ ลองหันมองเพื่อนบ้านรอบ ๆ สิคะ ในขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับให้ต่างประเทศยอมรับเสียเหลือเกิน แต่ประเทศที่สุดแสนจะพัฒนาและก้าวหน้าจริงจังอย่างสิงคโปร์นั้น ยังไม่มีแนวโน้มจะยกเลิกโทษประหาร หนำซ้ำกฎหมายเขายังหนักหน่วงกว่าเราหลายเท่าตัวนัก แล้วยังไงคะ เขาได้หาสนใจไม่ เขารู้ว่าเขาต้องจัดการประเทศและผู้คนของเขาอย่างไร ผลก็คือ ล่าสุดสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจากการสำรวจของ Gallup’s Law and Order Index ค่ะ เพราะกฎหมายอันเข้มแข็งของเขา เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอาชญากรรมน้อยมากกก คนที่อยู่ในสิงคโปร์บอกว่า ดึกดื่นแค่ไหนก็เดินถนนได้อย่างไม่ต้องกังวล เมาหลับไม่ได้สติที่ผับ แท็กซี่ก็ยังพาส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย เพราะคนชั่วมันกลัวกฎหมายอันเข้มแข็งค่ะ สิงคโปร์โทษหนักและลงโทษจริง บ้านเมืองเขาจึงปลอดภัยที่สุดในโลกแบบนี้ไง ปรบมือสิคะซิสสส!!!!
       มันคือคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมหลายคนจึงสนับสนุนโทษประหาร เพราะเราต้องการกฎหมายที่เข้มแข้ง เพราะเราเชื่อว่า คนชั่วไม่กลัวคุก แต่คนทุกคนรักตัวกลัวตาย ต่อให้กฎหมายรุนแรงแค่ไหน คนปกติจะไม่รู้สึกอะไรค่ะ มีแต่คนชั่วและคิดจะทำชั่วเท่านั้นที่นอนขวัญผวา  
       ส่วนเรื่องที่บอกว่า กลัวจะจับผิดตัว ประหารผิดตัวนั้น เอาแบบโลกไม่สวยนะคะ ไอ้พวกคนชั่วที่หลักฐานมัดตัวชัดเจนนั้นมันยังไม่พอหรืออย่างไร โลกทุกวันนี้มันไม่ได้หาหลักฐานจากการแกะรอยนิ้วมือเพียงอย่างเดียวแล้วนะคะ กล้องวงจรปิดเอย การถ่ายคลิปจากโทรศัพท์มือถือเอย มันแสนจะเป็นหลักฐานที่แน่นหนายิ่งกว่ากาวตราช้าง และการจะต้องโทษประหารได้นั้น มันต้องผ่านกระบวนการศาลถึงสามศาล ไม่ใช่จะมาชี้ตัวกันมั่ว ๆ ซั่ว ๆ แบบศาลเตี้ยนะคะซิสสส เราต้องให้ความยุติธรรมกับผู้บริสุทธิ์ด้วยค่ะ อย่าเอาแต่รักษาสิทธิ์ของคนชั่ว เพราะมันเท่ากับการตะแบงความคิดแบน ๆ ด้านเดียว เพื่อความสวยหรูจอมปลอมที่ไม่มีใครต้องการจริง ๆ

       คนส่วนมากไม่มีใครมีปัญหากับการทำงานขององค์กรนางฟ้าหรอก การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรต่อสู้ให้ถูกคน ควรต่อสู้เพื่อคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริง ๆ ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อคนที่ไปทำชั่วมหันต์กับคนอื่น แล้วมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง คนทำผิดก็ต้องก้มหน้ารับผิดไป ไม่ใช่มาเรียกร้องเย้ว ๆๆๆ ให้มีลมหายใจทั้งที่มันเพิ่งพรากลมหายใจคนบริสุทธิ์มา มันไม่เมคเซ้นส์ค่ะ!!!

       คุกล้นแล้วค่ะซิสสส
       และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ไม่มีใครรู้ปัญหาของเราดีเท่าคนในบ้านหรอกค่ะ คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรักษาลมหายใจของตัวเองไว้ค่ะ ผู้บริสุทธิ์ก็เช่นกัน คนชั่วควรได้รับโอกาส แล้วผู้สูญเสียล่ะคะ มีใครให้โอกาสในการฟื้นคืนชีวิตของคนที่พวกเขารักหรือไม่
       คนชั่วไม่กลัวคุกค่ะซิส  
       มันกลัวตายค่ะ กรุณาจำไว้!!!

ภาพประกอบ : โทษประหารในทุ่งลาเวนเดอร์

เรียบเรียงโดย

พึงเนตร อติแพทย์

นักเขียน เจ้าของผลงานเรื่องสั้น ‘โปรดอยู่ในความดัดจริต’ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งเซเว่นบุ๊คอวอร์ด และ แม่ลูกสองที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่งในโลก




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | จันทร์
หากดวงตาของมนุษย์สามารถรับรู้และมองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นได้ มันจะนำมาซึ่งสิ่งใด และนำพาไปสู่สิ่งใด สิ่งที่เห็นนั้นมีจริงหรือ แล้วที่ไม่เห็นนั้นไม่มีจริงหรือ ใครเล่าจะให้คำตอบ...