อัปเดตล่าสุด 2019-03-13 07:21:33

ผีสามแพร่ง

     หลังจากที่พ่อตาย ผมก็ชอบการปั่นจักรยานขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล...

     อาจเพราะเป็นกีฬาโปรดของพ่อ...กีฬาที่ผมได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธทุกครั้งที่ได้รับคำชวน ทำไงได้ ก็มันน่าเบื่อกว่าบาสเกตบอลหรือแบดมินตันตั้งเยอะ คุณเพียงแค่นั่งลงบนรถสองล้อ อาศัยเท้าและมือทั้งสองข้างเป็นตัวควบคุมทิศทาง รอรับลมเย็นๆ ที่พัดมาปะทะใบหน้าเมื่อเร่งความเร็ว...นี่คือทั้งหมดของกีฬาชนิดนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

     แต่หลังจากที่พ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ผมกลับรู้สึกอยากขี่จักรยานขึ้นมาเสียเฉยๆ คล้ายกับมีอะไรดลใจให้ขึ้นไปนั่งบนรถสองล้อขนาดเล็กนั่น จากนั้นจึงรวบรวมแรงทั้งหมด ปั่นด้วยความเร็วสุดฝีเท้าไปยังทางเดินหลังหมู่บ้าน นั่นทำให้ผมรู้ว่ากีฬาชนิดนี้สนุกกว่าที่คิด...

     ...น่าเสียดาย ที่ผมไม่มีโอกาสปั่นจักรยานเคียงข้างพ่อแบบที่ท่านเคยชวนอีกแล้ว

 

     หลังจากวันนั้น ผมก็ตัดสินใจซื้อจักรยานเป็นของตนเอง มันเป็นแบบที่เด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ นิยมใช้กัน สีน้ำเงินสลับเขียวอันเป็นสีโปรดสะดุดตาผมตั้งแต่แรกเห็น

     ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน ผมจะขี่เจ้าสองล้อคู่ใจนี้ไปตามทางเดินหลังหมู่บ้าน มันเป็นถนนขนาดเล็กซึ่งสองข้างทางเป็นที่ดินรกร้างสลับกับบ้านคนเป็นระยะ พื้นคอนกรีตแตกเป็นหลุมบ่อ นับเป็นเส้นทางที่ไม่เหมาะต่อการสัญจรเป็นอย่างยิ่ง ถึงกระนั้น ชาวบ้านทุกคนก็ยังเลือกใช้ถนนสายนี้เป็นทางเดิน วิ่งหรือขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ อาจเพราะอากาศที่เย็นสบาย ต่างจากส่วนอื่นๆ ของหมู่บ้านก็เป็นได้

 

     ...วันนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา

     ผมที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกีฬาและกางเกงขาสั้น เข็นเจ้าสองล้อคู่ใจออกมาจากบ้านพร้อมสวมหมวกันน็อคสำหรับคนขี่จักรยานโดยเฉพาะ ลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้า เรียกความสดชื่นในตัวให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผมเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า กระโดดคร่อมจักรยานแล้วขี่ไปยังทางเดินหลังหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

     กลิ่นไอดินโชยมาปะทะจมูกทันทีที่เคลื่อนเข้าสู่ถนนสายเล็ก สองข้างทางเป็นที่รกร้างหญ้าขึ้นสูง แทรกด้วยต้นไม้หนาทึบเป็นระยะราวกับป่าขนาดย่อมก็ไม่ปาน พื้นคอนกรีตแตกออกเป็นหลุมบ่อ ส่งผลให้ผมต้องคอยขี่หลบทุกครั้งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

     ตลอดเส้นทางมีชาวบ้านมาเดินออกกำลังกายกันพอสมควร แต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่รู้จัก หรือไม่ก็เคยคุยด้วยบ้างแต่ไม่ได้สนิท ผมเห็นดังนั้นจึงปั่นเจ้าสองล้อคู่ใจต่อไป ตอนนั้นเอง ที่สายตาเหลือบไปเห็น ‘อะไรบางอย่าง’ เข้า...

     ...ทางสามแพร่งที่คนเขาร่ำลือกันนั่นเอง มันเป็นทางสามแพร่งแห่งเดียวในเส้นทางหลังหมู่บ้าน เต็มไปด้วยตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย บ้างก็ว่าหากสัญจรผ่านจุดนี้ตอนกลางคืน จะได้เห็น ‘วิญญาณ’ กวักมือเรียกให้มาอยู่เป็นเพื่อน บ้างก็ว่าหากขี่จักรยานผ่านก็จะมีใครมานั่งซ้อนท้าย บ้างก็ว่าห้ามผ่านเด็ดขาดเพราะจะถูกสิ่งลี้ลับเอาตัวไป ทว่าสำหรับผม ตำนานเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระที่คนกุขึ้นเพื่อสร้างกระแสทั้งนั้น ผมเคยขี่จักรยานผ่านในช่วงโพล้เพล้หลายครั้งยังไม่เคยเห็นผีสักตัว น่าแปลก...ที่ชาวบ้านกลับเชื่อเรื่องงมงายเหล่านี้อย่างเป็นตุเป็นตะ เรียกได้ว่าหลังหกโมงจะไม่เห็นใครเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้อีกแล้ว

     ...ยกเว้นผม

     ใช่...ผมมักขี่จักรยานคันโปรด วนไปวนมาอยู่บนถนนสายเล็กนี่จนฟ้ามืด ยิ่งเย็นอากาศก็ยิ่งสดชื่น ทั้งยังไม่มีแสงอาทิตย์มารบกวน...เวลาทองของการขี่จักรยานแท้ๆ

     วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมขี่จากต้นทางจนถึงปลายทาง วนไปวนมาได้ราวห้ารอบ นาฬิกาข้อมือก็บอกเวลาหกโมงสามสิบนาที ดวงอาทิตย์สีส้มปรากฏอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า บ่งบอกว่าความมืดจะเริ่มครอบคลุมทั่วบริเวณในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า จากถนนที่เคยคึกคักกลายเป็นถนนสายเปลี่ยวในชั่วพริบตา เหลือเพียงผมคนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่บนเส้นทางอาถรรพ์แห่งนี้

     ทางสามแพร่งนั่นอีกแล้ว...

     ผมชะลอความเร็วลงเมื่อผ่านบริเวณที่ทุกคนต่างหวาดกลัว ครั้นมองลึกเข้าไป กลับพบเพียงที่รกร้างเช่นเดียวกับถนนที่ผมอยู่ ถนนสายเล็กที่เชื่อมต่อกับทางหลังหมู่บ้านจนปรากฏเป็นทางสามแพร่งนั้นทอดยาวไปทางทิศตะวันตกโดยเชื่อมต่อกับถนนใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร

     ...ทิศตะวันตก...ทิศของคนตาย

     ผมสะบัดหัวเพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันเหความสนใจไปที่เจ้าสองล้อคู่ใจอีกครั้ง สายลมเย็นยะเยือกพัดมาปะทะใบหน้าทันทีที่เร่งความเร็ว...เย็นยะเยือกผิดปกติ มันเป็นสายลมที่ทำให้ขนทั่วร่างลุกชัน ทันใดนั้นเอง...

     เอี๊ยด...อ๊าด....

     เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากด้านหลัง...ห่างจากตัวผมไปไม่ถึงสองเมตร...!

     อากาศรอบกายหนาวสะท้านขึ้นอย่างฉับพลัน รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอก...ไม่ ผมไม่ยอมรับหรอกว่าตนเองกลัว บางทีมันอาจเป็นเสียงจักรยานของใครสักคนที่ขี่ผ่านมาก็ได้...

     ...บางที

     ดวงอาทิตย์เริ่มจะลาลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ จนเส้นทางแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยแสงสลัว ผมกดไฟหน้ารถให้ทำงาน อีกเกือบหนึ่งกิโลเมตรกว่าจะถึงทางออกจากถนนสายนี้ และเสียงลึกลับนั่นยังคงตามมาติดๆ!!...ทั้งยังใกล้เข้ามาขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มใจหาย!

     ...และแล้ว ความอดทนก็มาถึงจุดสิ้นสุด ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับ ‘เจ้าของเสียง’ อย่างไม่นึกลังเล...

     ว่างเปล่า...ไม่มี ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ อยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย!! แต่ก่อนที่ผมจะทันได้ตกใจ เสียงของ ‘ใครบางคน’ ก็ดังขึ้นจากด้านข้าง ทำลายสติให้แตกกระเจิงอย่างไม่เหลือชิ้นดี!!

     “เฮ้! นี่นายยังไม่รู้ตัว...”

     “เฮ้ย!!!!!!!!”

     เจ้าของเสียงยังพูดไม่ทันจบ ผมกับเจ้าสองล้อคู่ใจก็ล้มไปกองอยู่บนพื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! อาการเจ็บแปลบที่ศีรษะแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่าหัวใจที่เต้นระส่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน! ผมตะเกียกตะกายลุกขึ้น เตรียมจะหันหลังแล้วออกวิ่งสุดชีวิต เป็นจังหวะเดียวกับที่ ‘อีกฝ่าย’ เดินมาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว...!

     “เฮ้ย! ใจเย็น เราไม่ใช่ผีสักหน่อย”

     ผู้มาใหม่เป็นเด็กชายอายุพอๆ กับผม นั่นคือประมาณสิบสี่ถึงสิบห้าปี ภายใต้แสงสลัว ผมสามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ก็ดูออกว่าอีกฝ่ายมีผมสีน้ำตาลดำ คิ้วดก แถมด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร...รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น ถึงกระนั้น ก็ตัดสินใจเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

     “น...นายเป็นใคร?”

     “เราชื่อกอล์ฟ เพิ่งย้ายมาใหม่ นายล่ะ?”

     “เซฟ” ผมบอกชื่อไปพร้อมพยุงตนเองลุกขึ้น ความเจ็บปวดที่ศีรษะยังคงไม่จางหาย นี่ถ้าไม่ได้หมวกกันน็อคช่วย ป่านนี้คงนอนสลบอยู่บนถนนน่าขนลุกนี้ไปนานแล้ว

     “เซฟ นายนี่ความรู้สึกช้าเป็นบ้า เราแอบขี่ตามมาตั้งแต่ท้ายซอยยังไม่รู้ตัว” กอล์ฟบอกพร้อมหัวเราะขบขัน นั่นทำให้ผมนึกได้ว่าเขาคงขี่ตามมาจากถนนใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับทางเข้าอีกฝั่งของหมู่บ้าน ส่วนไอ้เสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ นั่นก็ไม่ใช่อะไรอื่น...มันคือเสียงโซ่จักรยานเก่าซอมซ่อที่เต็มไปด้วยคราบสนิมเกรอะกรังนั่นเอง!

     “ว่าแต่...นายมาขี่จักรยานคนเดียวแบบนี้ไม่กลัวเหรอ? ไอ้เรื่องสาม...” อีกฝ่ายถามต่อแต่ผมกลับพูดขัดขึ้นเสียก่อน

     “เราไม่เชื่อเรื่องนั้นหรอก ไร้สาระจะตาย”

     “ใช่ เราก็เหมือนกัน” กอล์ฟพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะกลับไปขึ้นคร่อมจักรยานของตนเอง “นายจะขี่ต่อมั้ย หรือจะพอแค่นี้? อ้อ...ลืม ขอโทษนะที่ทำนายตกใจ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ” เขาพูดจบก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง

     “อืม เราว่าจะขี่ต่อ นายย้ายมาจากไหนเหรอ?” ผมเอ่ยถามด้วยความอยากผูกมิตรด้วย ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกถูกชะตาอีกฝ่ายอย่างไม่มีเหตุผล...ถ้าไม่นับเรื่องที่ทำให้ตกใจเมื่อครู่ กอล์ฟก็ดูนิสัยดีและน่าคบอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่สามารถอธิบายได้

     เราขี่จักรยานกันมาเรื่อยๆ กอล์ฟบอกว่าเขาย้ายมาจากต่างจังหวัด มาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้เพียงสามวันเท่านั้น

     น่าแปลก...ทั้งที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน แต่เรากลับคุยกันอย่างถูกคอราวกับสนิทสนมกันมาหลายปี ผลัดกันถามถึงชีวิตของอีกฝ่ายว่าชอบอะไร อยู่กับใคร รวมถึงเรื่องภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อไม่กี่วันก่อน และแล้ว ในที่สุด ช่วงเวลาแห่งความสุขก็ถูกทำลายลง เมื่อบ้านคนนับสิบปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็นสัญญาณว่าเรากลับมาถึงต้นทางเดินหลังหมู่บ้านแล้ว

     ผมยังไม่อยากกลับบ้านเลยสักนิด รู้สึกเหมือนเราเพิ่งคุยกันได้ไม่นาน  กอล์ฟเองก็ดูจะรู้สึกแบบเดียวกัน

     ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจส่งไลน์ไปบอกแม่ว่าจะกลับช้าหน่อย แล้วเราทั้งคู่ก็ขี่จักรยานกลับไปทางเดิมอีกครั้ง บรรยากาศตอนนี้มืดสนิท เคราะห์ดีที่ยังมีแสงจากดวงจันทร์ พอให้ผมกับกอล์ฟมองเห็นหลุมบ่อบนพื้นโดยไม่ขี่ตกลงไปเสียก่อน

     โซ่จักรยานของอีกฝ่ายส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ตลอดทาง น่ารำคาญหูอยู่ไม่น้อย เขาบอกว่าซื้อรถคันนี้มาเมื่อห้าปีก่อน ทั้งยังสมบุกสมบันนำไปลุยโคลนและพื้นลูกรังที่ต่างจังหวัดจนยับเยิน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาไปซื้อใหม่ จึงจำต้องทนฟังเสียงเสียดสีน่าขนลุกนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้

     “ที่โรงเรียนเก่าเราฮิตขี่จักรยานมากเลยล่ะ กลายเป็นแก๊งค์จักรยานขวางถนนจนรถยังต้องหลีกทาง” กอล์ฟเล่าเรื่องของตนไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง ตอนนี้ ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดอย่างสมบูรณ์แบบ ผมมองไม่เห็นแม้แต่ดวงตาของเขาเลยด้วยซ้ำ!

     “นายรู้มั้ยว่าทำไมเราถึงย้ายมาที่กรุงเทพฯ ?” กอล์ฟเอ่ยถามหลังจากพูดเรื่องเดิมจบเพียงสามวินาที ผมเห็นดังนั้นจึงตอบปฏิเสธ

     “ไม่รู้สิ”

     “ก็เพราะเมื่อหนึ่งปีก่อน เรา...” ผู้พูดหยุดชะงักไปชั่วครู่ ผมได้ยินเขาอุทานด้วยความตกใจขณะจ้องเขม็งไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ครั้นมองตาม คิ้วของผมก็ขมวดมุ่นด้วยความฉงน...

     เบื้องหน้าของเรา...คือกลุ่มคนขี่จักรยานจำนวนมากที่กำลังปั่นด้วยความเร็วคงที่ เท่าที่มองเห็นจากแสงไฟหน้ารถ ในกลุ่มนั้นมีทั้งเด็กชายและหญิง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นมัธยม ผู้ใหญ่ที่อยู่ในเสื้อออกกำลังกายและเสื้ออยู่บ้านธรรมดา ไปจนถึงผู้สูงอายุที่มีอยู่ประปราย หากมองไม่ผิด ผมเห็นคนหนึ่งในนั้นสวมชุดรปภ.ของหมู่บ้านด้วยซ้ำ

     ...พวกเขามาทำอะไรกันที่นี่ ที่สำคัญคือ ‘ตอนนี้’ ...ช่วงเวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ ทางเดินหลังหมู่บ้านนั้นแทบจะกลายเป็นถนนร้าง ไร้ซึ่งผู้คนสัญจร ถ้าอย่างนั้น กลุ่มคนเหล่านี้มาทำอะไรกัน?

     “ด...ดูสิ พวกเขาออกมาจากทางสามแพร่ง” กอล์ฟพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยพลางชี้ตรงไปข้างหน้า ผมมองตามและพบว่าเขาพูดถูก ทางสามแพร่งที่ร่ำลือกันเรื่องตำนานสยองอยู่ห่างจากพวกเราไปไม่ถึงห้าเมตร และตอนนี้ จักรยานลึกลับพร้อมคนขี่ที่หลากหลายทั้งเพศ วัยและเครื่องแต่งกายก็กำลังทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมกับกลุ่มที่มีอยู่แล้วจนมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสิบเป็นยี่สิบ จากยี่สิบเป็นสามสิบ...และจากสามสิบเป็นห้าสิบ!

     “พวกเขามาทำอะไรกัน?” กอล์ฟหันมาถามด้วยความสงสัยที่พุ่งถึงขีดสุด

     “ไม่รู้เหมือนกัน” ผมเองก็สงสัยไม่แพ้เพื่อน เราขี่จักรยานเข้าไปใกล้กลุ่มนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ...ผ่านทางสามแพร่งมาแล้ว และดูไม่มีวี่แววว่าจะมีคนขี่มาเพิ่มแต่อย่างใด จำนวนคนในกลุ่มเบื้องหน้าตอนนี้คงที่อยู่ประมาณห้าสิบถึงหกสิบคน

     ทันใดนั้นเอง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็น ‘บางสิ่ง’...

     ภายใต้รัศมีของแสงไฟหน้ารถ มันส่องตรงไปยังหญิงร่างท้วมคนหนึ่งซึ่งกำลังขี่จักรยานแม่บ้านอยู่รั้งท้าย แต่สิ่งที่ทำให้ผมถึงกับเบิกตาโพลง คือที่ศีรษะของเธอคนนั้น...มันแตกออกเป็นวงกว้างเผยให้เห็นมันสมองที่เต้นตุบๆ อยู่ภายใน!!

     ...ไม่เพียงเท่านั้น พอหันไปมองรปภ.ประจำหมู่บ้านที่อยู่รั้งท้ายเป็นลำดับสอง ก็พบว่าช่องท้องของเขาฉีกออกเป็นแผลเหวอะหวะ! ขดลำไส้ลากไปตามพื้นถนน ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทางยาวอย่างน่าสยดสยอง!!

     “ผ...ผ...”

     เสียงดังกล่าวไม่ได้มาจากผม หากแต่มาจากกอล์ฟซึ่งกำลังเบิกตาโพลง จ้องไปยังร่างของชายคนหนึ่งที่ไม่มีศีรษะ! แขนและขาของอีกฝ่ายบิดงอผิดมนุษย์ กระดูกสีขาวโพลนแทงทะลุออกมาจากผิวหนัง เพียงแค่ได้เห็นอาการดังกล่าว ก็รู้ทันทีว่ากอล์ฟจะทำอะไรในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า...!

     ...เขากำลังจะกรีดร้อง!!!

     ไม่นะ...อย่าร้องนะ!!

     “ผ...ผี...ผีหลอกกกกกกก!!!!!!!”

     เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วซอยเปลี่ยว เป็นเสียงที่เสียดแทงเข้าไปในหัวใจของผม...หัวใจที่เต้นระส่ำราวกับจะทะลุออกมานอกอก!!

     ร่างสยองเบื้องหน้าถึงกับหยุดชะงัก เป็นการหยุดชะงักพร้อมกันในเสี้ยววินาที และแล้ว โดยไม่มีใครคาดคิด ศีรษะของรปภ.ก็หันมามองพวกเรา แต่ไม่ใช่การหันมามองแบบคนปกติ...มันคือการหมุนคอสามร้อยหกสิบองศาทั้งๆ ที่ตัวไม่ขยับเขยื้อน! ดวงตาสีโลหิตลุกวาวภายในความมืด มองมาที่ผมกับกอล์ฟก่อนจะเปล่งเสียงร้องบาดหู...เสียงร้องที่เรียกให้ผีร้ายอีกห้าสิบตนหันกลับมามองเราเป็นตาเดียว!!!

     ร่างกายของผมขยับไปเองโดยอัตโนมัติ บังคับจักรยานให้เลี้ยวกลับหลังแล้วพุ่งทะยานไปตามพื้นถนนอย่างรวดเร็ว เมื่อหันไปมองข้างหลัง ก็พบว่ากอล์ฟกำลังขี่ตามมาด้วยความตื่นตระหนก สองเท้าจ้ำลงบนที่ถีบโดยไม่มีหยุดพัก

     “เซฟ...รอด้วย!!”

     เพื่อนใหม่ตะโกนตามหลังด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวสุดชีวิต ด้านหลังเขา...วิญญาณร้ายบนจักรยานห้าสิบตนกำลังตามเรามาอย่างกระชั้นชิด! ทุกตนล้วนมีสภาพน่าสยดสยองเกินบรรยาย บ้างแขนขาขาด บ้างลำตัวหรือศีรษะถูกบดขยี้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนผมรู้สึกคลื่นเหียน

     “ช่วยด้วย!! ช่วยด้วย!!!”

     ผมตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงดังสนั่น พยายามเรียกให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ยิน ถึงกระนั้น ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ห่างจากทางออกของซอยหลังหมู่บ้านเกือบหนึ่งกิโลเมตร ด้านบน...ดวงจันทร์เริ่มเคลื่อนออกมาจากหมู่เมฆ ส่งผลให้พอมีแสงสว่างรำไรสาดส่องลงมาเบื้องล่าง แม้จะไม่มาก แต่ก็ทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้...

     มันคือเงาตะคุ่มๆ ของ ‘ใครบางคน’ ที่ยืนจังก้าอยู่กลางถนน ขวางทางผมเอาไว้ เนื่องจากความมืด ทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้ชัด ที่สำคัญ ‘ใครคนนั้น’ ไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่กลับปรากฏเงาตะคุ่มๆ นับสิบยืนอยู่ด้านหลัง แม้จะมองแทบไม่เห็น แต่ผมกลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังจับจ้องมาที่เราอย่างไม่วางตา

     “พ...พวกนั้นจะทำอะไรน่ะ?!” กอล์ฟอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะกรีดร้องสุดเสียงเมื่อแสงไฟหน้ารถสาดส่องไปที่ใบหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างจัง...

     มันคือใบหน้าเน่าเฟะที่เต็มไปด้วยหนอนชอนไช! ลูกตาถลนออกจากเบ้า ปากฉีกกว้างจนถึงใบหูเผยให้เห็นช่องปากที่ข้นคลั่กไปด้วยเลือด!!

     และแล้ว ในวินาทีที่ผีร้ายเตรียมจะพุ่งเข้ามาหา ล้อหน้ารถจักรยานของผมก็ตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่! ผมรู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลที่โถมทับเข้าใส่ รู้สึกถึงศีรษะที่กระแทกเข้ากับพื้นคอนกรีตอย่างแรง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนทุกอย่างจะดับวูบ คือภาพของร่างสยองที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้...

     “เซฟ...เซฟ!!!”

     เสียงของกอล์ฟดังขึ้นก่อนที่สติของผมจะหลุดลอยออกจากร่าง เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังลากผมเข้าไปในพงหญ้ารกร้างข้างทาง เสียงครางอื้ออึงของวิญญาณร้ายดังมาจากที่ใดที่หนึ่งไกลๆ ราวกับกำลังสับสนว่าพวกเราหายไปไหน

     “ร...เราลากนายเข้ามาซ่อน น...ในพงหญ้า ป...เป็น...เป็นอะไรมั้ย?”

     เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการถูกหญ้าและใบไม้บาด ผมค่อยๆ ชันตัวลุกขึ้นและพบว่าเรากำลังอยู่ในร่มเงาของต้นไม้รกชัฏ หันไปมองทางไหนก็เห็นเพียงต้นไม้สูงชะลูด ราวกับติดอยู่ในป่าดงดิบ!

     “ร...เราอยู่ที่ไหน?”

     “เราพานายมาอยู่ในป่าข้างทางน่ะ อย่าพูดเสียงดังนักสิ ถนนอยู่ห่างออกไปนิดเดียวเองนะ” กอล์ฟบอกพร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปาก เป็นสัญญาณบอกให้เงียบ ตอนนั้นเอง เสียง ‘ใครบางคน’ เหยียบลงบนกองใบไม้แห้งก็ดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่งใกล้ๆ!

     ผมรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นระส่ำอยู่ในอก ภาพผีร้ายเมื่อครู่ยังติดตา...มันเป็นไปได้ยังไง อาถรรพ์สามแพร่งนั่นเป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?

     ...แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรอื่น เสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังขึ้นเสียก่อน...

     “ปล่อยนะ..ปล่อยสิ! นุ้ยบอกให้ปล่อย!!”

     “หุบปาก!!” เสียงตวาดดังลั่น ส่งผลให้ผู้พูดที่แทนตนเองว่านุ้ย หุบปากลงแทบจะในทันที

     ภายในความมืดมิดเบื้องหน้า ปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังลากหญิงสาวร่างบางเข้ามาในป่า ผมกับกอล์ฟเห็นดังนั้นจึงรีบหลบเข้าไปในพงหญ้า เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความลุ้นระทึก ฝ่ายชายตวาดฝ่ายหญิงอีกยกใหญ่ ก่อนจะผลักเธอให้ล้มลง พร้อมใช้เท้ากระทืบซ้ำอย่างไร้ซึ่งความเมตตา!!

     เสียงหวีดร้องของผู้ถูกทำร้ายดังก้อง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการกระทำป่าเถื่อนนี้ลงได้ ในที่สุด เมื่อทำร้ายอีกฝ่ายจนสาแก่ใจแล้ว ชายร่างกำยำก็หยิบปืนลูกซองกระบอกหนึ่งออกมา จ่อเข้าที่ศีรษะของร่างบอบช้ำบนพื้นแล้วเหนี่ยวไก!!

     ปัง!

     เสียงปืนดังก้องกัมปนาทพร้อมๆ กับสมองของฝ่ายหญิงที่แตกกระจาย ฝ่ายชายไม่รอช้า รีบอมกระบอกปืนเข้าในปากแล้วกดลั่นไกโดยไม่คิดลังเล!!

     ฉับพลัน ภาพเหตุการณ์ที่เคยได้ยินก็ผุดขึ้นมาในหัวของผม ข่าวสามีลากภรรยาคบชู้เข้าป่าแล้วฆ่าทิ้ง จากนั้นจึงฆ่าตัวตายตามนั่นเอง!!

     กอล์ฟสะกิดผมที่สีข้าง ส่งสัญญาณให้วิ่งหนี ทว่า ทันใดนั้นเอง ร่างของสามีภรรยาที่ล้มลงไปกองกับพื้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ! ดวงตาสีโลหิตจับจ้องมาที่เราทั้งคู่ ปากเน่าเฟะฉีกออกเป็นรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนถึงใบหู!

      “วิ่ง!!!” ผมร้องสุดเสียง แล้วเราทั้งคู่ก็ออกวิ่งสุดชีวิต เบื้องหลัง...ผีร้ายฝ่ายหญิงออกวิ่งตามมาอย่างหมายเอาชีวิต ในขณะที่ฝ่ายชายกลับยืนนิ่งด้วยเหตุผลบางประการ... กอล์ฟกรีดร้องสุดเสียงเมื่อหันไปเห็นภาพอันน่าสยดสยองนั่น ก่อนจะสะดุด ล้มลงไปกองกับพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว!

     “กอล์ฟ!!” ผมตะโกนแล้ววิ่งเข้าไปหา พยายามฉุดเพื่อนให้ลุกขึ้น ทว่าเขากลับอ้าปากค้าง ไม่ยอมขยับตัวเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของกอล์ฟเบิกโพลง ขณะจ้องไปยังภาพด้านบน ผมเห็นดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้น...แล้วประสานสายตาเข้ากับใบหน้าเน่าเฟะอย่างจัง!!

     หญิงสาวผมยาวคนหนึ่งผูกคอตายอยู่บนต้นไม้!...ใบหน้าเน่าเฟะเหยเก แสดงถึงความทุกข์ทรมานที่ได้รับก่อนสิ้นใจ มือทั้งสองข้างเอื้อมมาข้างหน้า ราวกับจะไขว่คว้าร่างของพวกเราเอาไว้!

     “กอล์ฟ...กอล์ฟ!! ได้โปรด!!” ผมทั้งกระชากและตบหน้าเขาด้วยแรงทั้งหมดที่มี ในที่สุด กอล์ฟก็สามารถควบคุมสติของตนเองได้ เขาผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะกรีดร้องลั่นเมื่อปะทะสายตาเข้าใบหน้าเน่าเฟะ!!

     หลังจากนั้น...เราวิ่งล้มลุกคลุกคลานกันอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ โดยมีวิญญาณของหญิงสาวไล่ตามอย่างไม่ลดละ ดวงตาสีโลหิตโปนถลน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความโกรธแค้นราวกับอาฆาตกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน!

     “นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ?!!”

     กอล์ฟโวยวายออกมาดังลั่น ส่วนผม...ถึงแม้จะเก็บอาการได้ดีกว่า แต่ก็รู้สึกหวาดกลัวไม่แพ้กัน ต้นไม้ที่เคยขึ้นรกเริ่มบางตา จนสามารถมองเห็นถนนได้อย่างชัดเจน มันว่างเปล่า...ไม่มีวี่แววของวิญญาณห้าสิบกว่าตนนั่นเลยแม้แต่น้อย ครั้งหันไปมองด้านหลัง ก็พบว่าผีร้ายเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที จึงตัดสินใจวิ่งออกไปบนถนนอย่างรวดเร็ว...!

     เรากลับมายืนอยู่ในซอยเปลี่ยวเช่นเดิม ทั่วบริเวณถูกปกคลุมด้วยแสงสลัวจากดวงจันทร์ แว่วเสียงครางของ ‘ใครบางคน’ มาจากที่ใดที่หนึ่งไกลๆ...ไม่สิ เสียงครางของ ‘อะไรบางอย่าง’ ต่างหาก!

     ผมหันไปมองกอล์ฟด้วยความเป็นห่วง เขาตัวสั่นระริกราวกับจับไข้ ดวงตาเบิกโพลงอย่างคนตื่นกลัวตลอดเวลา แม้แต่ขาเองก็ยังสั่นเทาราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ ทันใดนั้นเอง จู่จู่ เสียงล้อรถจักรยานบดกับพื้นถนนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันไปมอง และพบว่าเจ้าสองล้อคู่ใจมาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้...มันควรจะล้มอยู่ที่ไหนสักแห่งบนเส้นทางแห่งนี้ไม่ใช่หรือ?

     ในขณะที่ความสงสัยพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ผมก็รู้สึกถึง ‘พลังลึกลับ’ บางอย่างที่ฉุดกระชากตัวผมให้ลอยขึ้น ก่อนจะตกลงมานั่งบนเบาะรถจักรยานตรงหน้า...!

     “ซ...เซฟ...นาย...”

     กอล์ฟละล่ำละลักออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองตรงมาที่ผมอย่างไม่เชื่อสายตาของตนเอง ทันใดนั้น ยานพาหนะก็เริ่มเคลื่อนไหว! มันพาผมพุ่งทะยานไปตามถนนด้วยความเร็วสูง! และคงไม่น่าตกใจเท่านี้ หากเบื้องหน้าไม่ปรากฏแสงไฟสีเหลืองคู่หนึ่งซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วเฉียดแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง...

     มันคือรถเก๋ง!!

     รถเก๋งสีดำคันหนึ่งแล่นมาตามถนนโดยไร้ซึ่งการชะลอ ผมกรีดร้องลั่นพร้อมพยายามกดเบรกสุดชีวิต หากแต่ไม่เป็นผล! เคราะห์ดีที่แฮนด์บังคับยังคงทำงาน...

แต่แล้ว เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง...

     ...มือที่ควรจะบังคับจักรยานให้แล่นเฉียดไปด้านข้างของรถเก๋ง กลับหันมันเข้าหายานพาหนะที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง!

     ...ผมกำลังจะฆ่าตัวตายโดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้!

     แสงไฟหน้ารถใกล้เข้ามาทุกที...ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามา...จนในที่สุด...

     โครม!!

     เกิดเสียงกระแทกดังสนั่น เมื่อร่างของผมกับเจ้าสองล้อคู่ใจลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะตกลงมาบนพื้นในสภาพศีรษะแตก มันสมองทะลักออกจากช่องกะโหลกที่ปริแยก! ลูกตาข้างหนึ่งถลนออกจากเบ้า ควบคู่ไปกับแขนขาที่บิดงอในสภาพน่าสยดสยอง!!

     น่าแปลก...ที่ผมกลับยังไม่ตาย!!!

     กอล์ฟมองมาที่ผมด้วยใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ปากอ้าค้างก่อนจะตะโกนออกมาดังลั่น

     “ผ...ผี...ผีหลอกกกกกกกก!!!!!!!!”

     สิ้นเสียงตะโกนโหยหวน ร่างของเขาล้มลงไปกองกับพื้น สติหลุดลอยออกจากร่างด้วยความหวาดกลัวเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว!

     ...ผมไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายของตนเองได้ ความทรงจำเมื่อหนึ่งเดือนก่อนผุดขึ้นมาในมโนภาพ...มันคือความทรงจำที่ผมลืมเลือนมาตลอดนับตั้งแต่เริ่มวนเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนี้...

     ตอนนั้นเป็นเวลาราวหกโมงกว่าๆ ผมได้รับโทรศัพท์จากแม่เกี่ยวกับข่าวร้ายที่เกิดขึ้น...ข่าวร้ายที่ว่าพ่อของผมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต!

     ความรู้สึกในตอนนั้นคล้ายกับถูกของมีคมแทงทะลุหัวใจก็ไม่ปาน...มันเป็นความเจ็บปวดที่กรีดลึกถึงก้นบึ้งของจิตใจจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด หลังจากนั้น ผมก็กระโดดขึ้นคร่อมจักรยานของพ่อแล้วปั่นสู่เส้นทางหลังหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว...ไม่รู้มีอะไรดลใจให้ทำเช่นนั้น แต่แขน ขาและร่างกายกลับขยับไปเองราวกับถูกตั้งโปรแกรม...ราวกับกำลังทำสิ่งที่คิดไตร่ตรองไว้แล้วเป็นเวลานาน

     ...เบื้องหน้าคือรถยนต์คันหนึ่งที่แล่นสวนทางมาในซอยเปลี่ยว อาจเพราะความคิดชั่ววูบ ที่ทำให้ผมตัดสินใจพุ่งจักรยานเข้าใส่ยานพาหนะคันนั้น!!...ภาพใบหน้าของพ่อคือสิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในห้วงความคิด ตราบจนลมหายใจสุดท้ายถูกพรากออกจากร่าง สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือได้พบกับท่านอีกสักครั้ง...

     ...แต่ความจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่!

     อัตวินิบาตกรรม...หนึ่งในการกระทำที่บาปหนักที่สุดในพุทธศาสนา ดวงวิญญาณที่คิดฆ่าตัวตายต้องวนเวียนอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น ฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับติดอยู่ในวงจรที่ไม่มีวันหลีกหนี!

     นั่นทำให้ผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับตำนานสามแพร่งอาถรรพ์ที่ชาวบ้านร่ำลือ...หากมนุษย์ผู้ใดสิ้นใจ ณ เส้นทางสายเปลี่ยวนี้หลังจากพระอาทิตย์ตก จะต้องวนเวียนอยู่ที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยหาผู้เคราะห์ร้ายมาเป็นตัวตายตัวแทน

     กอล์ฟคือหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายกลุ่มนั้น...กลุ่มจักรยานปีศาจห้าสิบกว่าตนไม่ได้ตามล่าผม แต่ตามล่าเขาต่างหาก! พวกมันคงปรารถนาจะได้ไปผุดไปเกิด ผิดกับผมที่ต้องวนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีวันไปไหนได้เว้นแต่จะชดใช้กรรมจนหมดสิ้น

     ทุกๆ คืน ผมจะปั่นเจ้าสองล้อคู่ใจ...ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือจักรยานของพ่อมาที่ถนนสายนี้ เพื่อจะมา ‘ฆ่าตัวตาย’ อย่างที่เคยทำมาแล้วนับร้อยนับพันครั้ง...และทุกครั้งที่ผมตาย ความทรงจำในแต่ละครั้งก็จะสูญหาย เหลือเพียงความทรงจำก่อนที่จะมาถึงเส้นทางอาถรรพ์นี้เท่านั้น

     วันนี้คงเป็นโชคดีที่ผมได้เจอเพื่อนใหม่...เพื่อนใหม่ที่จะวนเวียนอยู่บนถนนสายนี้ไปอีกนาน โดยที่ผมจะไม่สามารถจำเขาได้ ผมก็เหมือนกับนักโทษที่ถูกลบความทรงจำ นำมาทรมานซ้ำๆ จนกว่าผู้คุมจะพอใจ...ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเหลือเวลาอีกเท่าไหร่

     พรุ่งนี้เช้า...ชาวบ้านคงจะมาพบศพของกอล์ฟ แล้วตำนานสามแพร่งอาถรรพ์ก็จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เคราะห์ดีสำหรับพวกเขา ที่เวลาอาถรรพ์จะเป็นเพียงช่วงเวลาโพล้เพล้จนถึงตอนดึกเท่านั้น ในตอนเช้าหรือตอนกลางวัน...มันจะเป็นเพียงทางปกติที่ผู้คนสัญจรไปมาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีผีร้ายมาเอาชีวิต เพราะพวกมันจะออกมาได้ต่อเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน...นี่คือข้อจำกัดที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดี!!

     ผมทอดสายตามองร่างของกอล์ฟที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นด้วยความสงสารจับใจ น้ำตาเอ่อไหลคลอเบ้าอย่างไม่อาจควบคุมอยู่ วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ศีรษะก็เกิดขึ้นอีกครั้ง...ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบดับวูบ ทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิท ภาพสุดท้ายที่เห็นคือภาพใบหน้าเหยเกของกอล์ฟขณะที่ผีร้ายตนหนึ่งค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหา มือเน่าเฟะแตะลงบนใบหน้าของเขา ฉุดกระชากวิญญาณออกจากร่าง ทิ้งไว้เพียงกายหยาบเป็นของต่างหน้าอาถรรพ์มรณะต่อไป...

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

     ...ห้าโมงครึ่งแล้ว

     ผมที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกีฬาและกางเกงขาสั้น เข็นเจ้าสองล้อคู่ใจออกมานอกบ้านพร้อมสวมหมวกกันน็อคสำหรับคนขี่จักรยานโดยเฉพาะ ลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้า เรียกความสดชื่นในตัวให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผมเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า กระโดดคร่อมจักรยานแล้วขี่ไปยังทางเดินหลังหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว...การขี่จักรยานวันนี้คงต้องสนุกอย่าบอกใครเป็นแน่!!

 

-END-

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น